วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บุคคลแห่งปี 2553 นิตยสารไทม์


PrintE-mail

ช่วงใกล้สิ้นปีอย่างนี้ เป็นธรรมเนียมมาอย่างต่อเนื่อง ที่นิตยสารไทม์ จะประกาศชื่อบุคคลแห่งปี สำหรับปีนี้ถึงคิวของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮกเกอร์หนุ่มวัย 26 ปี จากฮาร์วาร์ด ซีอีโอใหญ่และผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มีสมาชิกมากกว่า 500 ล้านคน ในปัจจุบัน

บรรณาธิการบริหารของไทม์ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ยกตำแหน่ง Person of the Year 2010 ให้มหาเศรษฐีหนุ่มอายุน้อยที่สุดในโลกคนนี้ เป็นเพราะเขาคือผู้ปฏิวัติรูปแบบการสื่อสารของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง และพลิกโฉมหน้าการทำธุรกิจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


ที่มา:ฟิสิกส์ราชมงคล

คิวแอลอีดี'จอภาพไฮเทคแห่งอนาคต


"โอแอลอีดี" หรือ "ออร์แกนิก ไลต์ อิมิตติ้ง ไดโอด" เป็นชื่อเทคโนโลยีการแสดงภาพในจอแสดงผลยุคใหม่ที่เพิ่งสร้างเสียงฮือฮาในวงการไอทีไปยังไม่สร่าง แต่ล่าสุดกำลังจะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัย หลังการประกาศจับมือกันระหว่างบริษัทแอลจี กับคิวดีวิชั่น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแสดงผลแบบนาโน "คิวแอลอีดี" หรือ "ควอนตั้ม ไลต์ อิมิตติ้ง ไดโอด" ซึ่งประหยัดไฟฟ้ามากกว่า สว่างคมชัด และให้เฉดสีที่งดงามกว่า รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตจอแสดงผลที่บางเฉียบ บิดงอได้ ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เนื่องด้วยไม่ต้องการส่วนม่านกรองสีและแบ๊กไลต์

จอแสดงผลคิวแอลอีดีใช้การแสดงภาพจากอนุภาคระดับนาโนเมตร หรือหนึ่งในร้อยล้านเมตร เรียกว่า "ควอนตั้ม ดอต" มีคุณสมบัติปล่อยแสงไฟเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น นำมาจัดเรียงบนฐานวาง (ซับสเตรต) เพื่อสร้างเมตริกซ์มูลฐานของภาพ โดยเทคโนโลยีดังกล่าว คิดค้นและพัฒนาโดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีเมสซาชูเส็ตต์ (เอ็มไอที) ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกนำมาประยุกต์ใช้โดยบริษัทคิวดีวิชั่น

ซึ่งเคยชนะรางวัลการประกวดนวัตกรรมทางความคิดในธุรกิจเทคโนโลยีนาโนนานาชาติ ประจำปี 2547


ที่มา:ฟิสิกส์ราชมงคล

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของสมาธิ

Image
ประโยชน์ของสมาธิ

ประโยชน์ของสมาธิ พูดได้หลายอย่าง เช่น ประโยชน์ทางด้านอภิญญา ประโยชน์ทางด้านศาสนา ประโยชน์ทางด้านบุคลิกภาพ ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

1.ประโยชน์ทางด้านอภิญญา เช่น ฝึกสมาธิแล้วได้อภิญญา(ความสามารถพิเศษเหนือสามัญชน) ได้แก่ หูทิพย์ ตาทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ ประโยชน์ด้านนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพระศาสนาโดยตรง

2.ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายทางพุทธศาสนาแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

(1)ประโยชน์ระดับต้น ฝึกสมาธิไประยะหนึ่ง จิตจะหายฟุ้งซ่าน จนถึงระดับได้ฌาน สามารถใช้สมาธิที่ได้ระงับ หรือข่มกิเลสได้ชั่วคราว แค่นี้ก็เรียกได้ว่าได้ "วิมุตติ"(หลุดพ้น)ระดับหนึ่งแล้ว เรียกว่า วิกขัมภมวิมุติ (หลุดพ้นด้วยข่มไว้)ตราบใดที่ยังข่มได้อยู่ เจ้ากิเลสมันก็ไม่ฟุ้งดอกครับ อย่าเผลอก็แล้วกันเผลอเมื่อได เดี๋ยว "จะเป็นเรื่อง"

เมื่อท่านเจ้าประคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) เทศน์สองธรรมาสน์กับ สมเด็จวัดเทพศิรินทร์ เจ้าคุณอุบาลีฯท่านอธิบายเรื่องกิเลส โลภ โกรธ หลง ยกศัพท์ยกแสงขึ้นมาอธิบายอย่างละเอียด สมเด็จท่านทักขึ้นว่า"แหม ว่าละเอียดเชียวนะ โลภมาจากธาตุนั้นปัจจัยนี้… ไหนลองบอกดูวิว่า ลาว มาจากธาตุอะไร"

(ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯท่านเป็นชาวอีสาน ที่คนภาคกลางมักจะเรียกเหยียดๆว่า "ลาว")

ท่านเจ้าคูณอุบาลีฯ ตอบว่า ลาว ภาษาบาลีว่า ลาโว แปลว่า "ผู้ตัด" มาจาก ลุ ธาตุ วิเคราะห์ว่า ลุนาตีติ ลาโว = ผู้ใดย่อมตัดผู้นั้นชื่อว่าลาว" "ตัดอะไร" สมเด็จซัก "ตัดหางเปียเจ็ก" เจ้าคุณอุบาลีฯสวนขึ้นทันที(สมเด็จท่านมีเชื้อสายจีนชาวชลบุรีครับ) สมเด็จไม่ทันระวังตัว เพราะมัวไปแขวะคนอื่นเพื่อความมันส์โกรธหน้าแดงเลย นี่แหละครับ กิเลสที่มันสงบอยู่ดุจหญ้าถูกหินทับ พอถูกสะกิดเท่านั้นมันก็ฟุ้งขึ้นมาได้ ยกเรื่องจริงในยุทธจักรดงขมิ้นมาเล่าประดับความรู้ครับ

(2)ประโยชน์ระดับสูงสุด ก็คือสมาธิอันเป็นบาทฐานวิปัสนาพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายรู้แจ้งไตรลักษณ์ กำจัดกิเลสได้โดยสิ้นเชิง พูดอีกในหนึ่งก็คือสมาธินำไปสู่ความเป็นพระอรหันต์นั้นแหละครับ

3.ประโยชน์สมาธิในด้านพัฒนาบุคลิกภาพ ผู้ที่ฝึกสมาธิประจำ ย่อมมีบุคลิกภาพที่พึงปรารถนาหลายประการเช่น
(1)มีบุคลิกหนักแน่น เข้มแข็ง
(2)มีความสงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวโกรธ
(3)มีความสุภาพ นิ่มนวล ท่าทีมีเมตตากรุณา
(4)สดใส สดชื่น เบิกบาน
(5)สง่า องอาจ น่าเกรงขาม
(6)มีความมั่นคงทางอารมณ์
(7)กระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม
(8)พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว ไม่ต้องอธิบาย เพียงเอ่ยถึง ก็คงเข้าใจแล้วนะครับ

4.ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน คนมักถามว่าฝึกสมาธิแล้วได้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวัน ฝึกแล้วบรรลุมรรคผลนิพพานน่ะ รู้แล้วว่าพระคัมภีร์พูดไว้จริง แต่ได้จริงหรือเปล่า ยังไม่เคยเห็น ถ้าจะให้ทำเองก็ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะเห็นผล เอาในชีวิตประจำวันเห็นๆกันนี้ดีกว่าว่าฝึกแล้วได้อะไร


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว

เปรียญเก้าประโยคมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่976

การทำสมาธิอาจจะทำให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

Image
การทำสมาธิอาจจะทำให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

( โดย เจนนิเฟอร์ วอร์นเนอร์ )
รายงานจากศูนย์ข่าวทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2004
Image


ที่เมือง นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ข่าวล่าสุดรายงานมาว่าการทำสมาธินั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความสงบให้แก่จิตใจเท่านั้น ผลการวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาเกี่ยวกับการฝึกทำสมาธิในแบบของพุทธศาสนิกชนนั้นอาจจะทำให้สมองเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างถาวรอีกด้วย นักวิจัยได้ค้นพบว่า พระสงฆ์หลายรูปผู้ซึ่งฝึกสมาธิมาเป็นเวลาหลายปีนั้น สมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการเรียนรู้ และส่วนรับความรู้สึก มีกระบวนการทำงานที่ดีกว่าหลายๆคนที่ไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า การฝึกการทำสมาธิ เช่น การฝึกทำสมาธิในแบบของพุทธศาสนิกชนนั้นสามารถเปลี่ยนการทำงานของสมองได้ทั้งในการฝึกระยะยาวหรือระยะสั้น

ผลการวิจัยต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ได้ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นผลงานของสถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ นักวิจัยหลายๆคนได้ศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการทำงานของสมองระหว่างพระสงฆ์จำนวน 8 รูปผู้ฝึกสมาธิมาเป็นเวลานานกว่า 10,000 ถึง 50,000 ชั่วโมงและมีอายุอยู่ในช่วง 49 ปี และ นักเรียนที่มีสุขภาพที่ดีจำนวน 10 คน มีอายุอยู่ในช่วง 21 ปี ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำสมาธิมาก่อน และเพิ่งได้รับการฝึกสมาธิมาเพียง 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการศึกษา ทั้งสองกลุ่มจะต้องฝึกการทำสมาธิและเรียนรู้เรื่องความเมตตาไปพร้อมๆกัน การฝึกนี้ไม่ต้องการผลสัมฤษธิ์เรื่องความรู้ที่ได้รับมากมาย เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงการก่อกำเนิดความรักความเมตตาเท่านั้นเอง

นักวิจัยหลายๆคนซึ่งได้ทำการตรวจกระบวนการทำงานของสมองทั้ง ก่อน ระหว่าง และ หลังการฝึกดังกล่าวโดยใช้การตรวจด้วยภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง และแล้วเหล่านักวิจัยก็ได้พบความแตกต่างที่น่าทึ่งของผลการตรวจระหว่างกลุ่มพระสงฆ์ และ กลุ่มของนักเรียนในเรื่องของกระบวนการทำงานของสมองที่เรียนว่า " gamma wave activity " ซึ่งภาพคลื่นดังกล่าวแสดงผลรวมไปถึงการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมด้านความรู้สึก และ จิตใจ ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องการงาน และ การเรียนรู้การเข้าใจ จากการสำรวจพบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มของพระสงฆ์ และสามารถเห็นความแตกต่างซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดีอย่างน่าทึ่งระหว่างการฝึก ซึ่งนัวิจัยได้เปิดเผยความจริงว่าระดับคลื่นสมองที่สำรวจพบในกลุ่มของพระสงฆ์ดังกล่าวนั้นเป็นคลื่นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่เคยมีดารสำรวจคลื่นสมองมา ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มดังกล่าวต่อมาก็ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆเช่นพัฒนาด้านความรู้สึกที่เป็นสุข

ท้ายสุดนักวิจัยกล่าวว่าความจริงแล้วกระบวนการทำงานของสมองของพระสงฆ์นั้นมีการพัฒนามาก่อนการฝึกครั้งนี้แล้ว ซึ่งก็สรุปได้ว่าการฝึกสมาธิที่ฝึกมาเป็นเวลานานสามารถเปลี่ยนกระบวนการทำงานของสมองได้ ถึงแม้ว่าอายุจะแตกต่างกัน แต่ สิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึก และปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ต้องทำการศึกษาโดยผ่านภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง กันต่อไปก็คือ กระบวนการทำงานของสมองที่ได้เปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นเพราะการฝึกสมาธิมาเป็นเวลานาน หรือ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนก่อนที่จะได้รับการฝึก


--------------------------------------------------------------------------------

http://www.budpage.com/bn191.shtml
แปล โดย ปิยนุช (อาสาเยาวชนชาวพุทธ)

คุณประโยชน์ของการปฏิบัตินั่งสมาธิ

1. ทางร่างกาย
1.1 อัตราการหายใจลดลง คาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง เป็นผลดีต่อปอด
1.2 อัตราเต้นของหัวใจน้อยลงเป็นผลดีต่อหัวใจ
1.3 ปริมาณ กรดแลคเตท ในเลือด ซึ่งเกี่ยวกับความคิด ความวิตกกังวล จะลดลงเป็นลำดับทำให้คิดรอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะทำอะไรลงไป
1.4 เลือดจะมีความเป็นกรดสูงขึ้นเล็กน้อย แสดงถึงสุขภาพที่ดี
1.5 คลื่นสมองของผู้นั่งสมาธิ จะมีความราบเรียบ และทิ้งช่วงห่างมากกว่าผู้ที่นอนหลับปกติ
1.6 ความต้านทานของผิวหนังสูงขึ้นทันทีที่เริ่มมีสมาธิ
1.7 อายุยืน

2. ทางจิตใจ
2.1 ทำให้ลดทิฐิ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตนเอง
2.2 ทำให้จิตใจได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ผ่องใส เกิดความสงบเยือกเย็น
2.3 ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียนและในการทำงานต่าง ๆ
2.4 ทำให้เป็นผู้มีความเมตตากรุณา และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
2.5 เป็นผู้ที่มีสติ ไม่หลงลืม มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กำลังทำอะไรอยู่
2.6 เป็นผู้มีศีล คือทำดี ไม่ทำชั่ว
2.7 ทำให้เป็นผู้ที่มีจิตใจมั่นคง
2.8 ทำให้เป็นผู้มีปัญญา คือ รอบรู้ในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษภัยต่าง ๆ
2.9 เป็นกุศล นำไปสู่สุคติ ไม่ตกไปสู่อบาย

-จบ -

Image


บำบัดความเครียด.......... สมาธิบำบัด


Image

บำบัดความเครียด.......... สมาธิบำบัด


เครียด เครียด เครียด .........
เครียด เครียด เครียด ชีวิตประจำวันของคนทำงานทำให้ดัชนีความเครียดของคนไทยพุ่งสูงปรี๊ด ความเครียดทำให้สุขภาพเราแย่ลง ทำให้เราป่วยง่ายขึ้น ที่สำคัญสำหรับสาวๆ เครียดมากๆทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้นะ เมื่อเรารู้สึกเครียดร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ถ้าเครียดมากก็หลั่ง Adrenaline มากขึ้นฮอร์โมนความเครียดก็จะไปยับยั้งการทำงานของอวัยวะสำคัญทั้งหมด เช่นหัวใจ ไต ตับ ปอด ทำให้อวัยวะสำคัญของเราเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็พร้อมใจกันหยุดทำงานเพราะฮอร์โมนความเครียดไปทำให้ภูมิต้านของร่างกายเราต่ำลง ต่ำลง เรียกว่าโรคเครียดนอกจากทำแก่ง่ายแล้วยังทำให้ถึงตายได้นะเนี่ย


- ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำสมาธิ
การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง แต่มีสติ หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย เมื่อเราทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormoneชื่อ Endorphins หลั่งออกมาในขณะที่จิตใจสงบนิ่ง ฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ก็จะหยุดหลั่ง และในขณะนั้นเองเมื่อจิตสงบสมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานของเราก็จะสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากถูกยับยั้งด้วยฮอร์โมนความเครียด การทำสมาธินี้ดีมาก มาก สำหรับคนที่กำลังบำบัดมะเร็งเพราะ เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นการกำจัดcell มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่ต้องการ


- ทำสมาธิแบบไหนดี?
การทำสมาธิที่สามารถบำบัดโรคที่เกิดจากความเครียด ความกังวล ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อโรคโดยตรง แต่สามารถรักษาใจที่เป็นทุกข์อันเกิดจากโรคได้ วิธีฝึกสมาธิบำบัดมีหลายวิธี ได้แก่ การนั่งภาวนา เดินจงกรม การแผ่เมตตา การอธิษฐานจิต การฝึกใช้พลังภายในร่างกาย การใช้พลังภายนอก การฝึกเพ่งลูกแก้ว และอย่างน้อยควรทำวันละ 2 ครั้ง ถ้าทำได้


- ท่าที่สบายที่สุด
จะนั่งขัดสมาธิหรือจะนอนหงายวางแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ให้เป็นท่าที่เรารู้สึกสบายตัวที่สุด แล้วก็เลือกสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อุณหภูมิในห้องสบาย ๆ
หลับตาลงจะได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก จิตจะได้สงบง่ายขึ้น แล้วเริ่มด้วยการกำหนดลมหายใจโดยสูดหายใจเข้าช้า ๆ ให้ท้องพอง หายใจออกช้า ๆให้ท้องแฟบ สัก 3 ครั้ง ให้สังเกตลมที่ผ่านเข้าออกทางจมูกว่ากระทบถูกอะไรบ้าง

จากนั้นให้หายใจให้สบาย กำหนดจิตของตนไปรับรู้ลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้รับรู้เฉย ๆ ถ้าจิตมันจะวอกแวกนึกนั่นนึกนี่ แว่บไปหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ นึกห่วงงานที่นั่นที่นี่บ้างก็ดึงสมาธิกลับมาอยู่กับลมหายใจ แรก ๆ อาจทำยากมาก เหมือนเราหัดเดินตั้งไข่ครั้งแรก ล้มบ้าง ลุกบ้างแต่ถ้าพยายามเข้าในที่สุดเราก็จะเดินได้การทำสมาธิก็เช่นกัน ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อเข้าถึงสมาธิก็จะได้ความรู้สึกปีติรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะ ฮอร์โมนEndorphins หลั่งออกมา และ ฮอร์โมนความเครียด Adrenaline ที่ต่อมหมวกไตก็จะหยุดหลั่งออกมา และเมื่อเข้าสมาธิได้แล้วก็ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่า 15 นาที

- เทคนิคการฝึกหายใจ
โดยปกติแล้วการหายใจด้วยอก ชีพจรจะเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย ต้องหายใจถี่ๆแต่ถ้าหายใจด้วยท้องชีพจรจะเต้นช้า ในทางวิทยาศาสตร์เราอธิบายได้ว่าเป็นการกระตุ้นกะบังลม ที่กะบังลมจะมีเส้นประสาทวากัส (Vagus) ซึ่งเส้นประสาทตัวนี้เป็นพาราซิมพาเทติก เป็นเส้นประสาทมีผลต่อการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของลำไส้ เส้นประสาทวากัส (Vagus) จะส่งคลื่นไปที่สมอง ทำให้หลอดเลือดขยาย ความดันเลือดลดลง ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า ดังนั้นเราจึงต้องฝึกหายใจลงไปที่ท้องแทน
เทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อทุกระบบในร่างกายหดตัว เวลาเครียดเรามักจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด กำหมัด กัดฟัน ทุกครั้งที่รู้สึกเครียด ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวเกิดอาการเจ็บปวด เช่น ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดไหล่

- การฝึกคลายกล้ามเนื้อ

จะช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลง เพราะในขณะที่ฝึก จิตใจ ของเราจะจดจ่ออยู่กับการคลายกล้ามเนื้อ ความคิดฟุ้งซ่าน และความวิตกกังวลก็ลดลง ช่วยให้จิตใจจะมีสมาธิมากขึ้น

วิธีการฝึก เลือกนั่งในท่าที่สบาย เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งใจจดจ่ออยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ 10 กลุ่ม โดยการปฏิบัติดังนี้คือ

1. มือและแขนขวา โดยกำมือ เกร็งแขน แล้วคลาย
2. มือและแขนซ้าย ทำเช่นเดียวกัน
3. หน้าผาก เลิกคิ้วสูงแล้วคลาย ขมวดคิ้วแล้วคลาย
4. ตา แก้ม จมูก ให้หลับตาแน่น ย่นจมูก แล้วคลาย
5. ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟัน ใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย เม้มปากแน่นแล้วคลาย
6. คอ โดยก้มหน้าให้คางจรดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย
7. อก ไหล่ และหลัง โดยหายใจเข้าลึกๆกลั้นไว้ แล้วคลาย ยกไหล่สูงแล้วคลาย
8. หน้าท้องและก้น โดยการแขม่วท้อง แล้วคลาย ขมิบก้นแล้วคลาย
9. เท้าและขาขวา โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลาย เหยียดขา กระดกปลายเท้าแล้วคลาย
10. เท้าและขาซ้าย ทำเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำ
ระยะเวลาที่เกร็งกล้ามเนื้อ ให้น้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย เช่น เกร็ง 3-5 วินาที ผ่อนคลาย 10-15 วินาที
ควรฝึกประมาณ 8-12 ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ
เมื่อคุ้นเคยกับการผ่อนคลายแล้ว ให้ฝึกคลายกล้ามเนื้อได้เลยโดยไม่ต้องเกร็งก่อนหรืออาจเลือกคลายกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่มีปัญหาก็ได้ เช่น บริเวณใบหน้า คอ หลัง ไหล่ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องคลายกล้ามเนื้อทั้งตัวแต่ถ้ามีเวลาทำได้ทั้งหมดก็จะดีมากมากสำหรับตัวคุณเอง


- ฝึกสมาธิประจำ แก้ได้หลายโรค
หากฝึกสมาธิเป็นประจำ จิตใจก็เบิกบาน สมองแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง อารมณ์เย็น พร้อมตลอดเวลาไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรมากระทบ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเอง เมื่อมีสมาธิที่เข้มแข็ง ปัจจุบันมีการวิจัยและค้นพบข้อดีของการทำสมาธิเช่น

  • ช่วยปรับสภาวะสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้อัตราการหายใจและชีพจรช้าลง
  • ทำให้คลื่นสมองสงบ กล้ามเนื้อผ่อนคลายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ระดับฮอร์โมนที่ถูกระตุ้นจากความเครียดลดลง
  • แก้ปัญหานอนไม่หลับได้ถึงร้อยละ 75 และ
  • ช่วยให้ผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ใช้ยาแก้ปวดลดลงจาก เดิมร้อยละ 34
  • ช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์ มีอาการทุกข์ทรมานลดน้อยลงกว่าการรักษาเฉพาะทางทางยา
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน ความถี่หรือความรุนแรงของอาการจะลดลงร้อยละ 32

และยังพบอีกว่าในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในศาสนาจะหายเร็ว กว่า ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย จะมีอัตราการตายมากกว่าผู้นับถือศาสนาถึง 3 เท่า

ในสหรัฐอเมริกา มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบผลตรงกันว่า ชาวพุทธที่นั่งสมาธิเป็นประจำ สมองในส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่ดี และ ความคิดด้านบวกจะทำงานกระฉับกระเฉงกว่า ช่วยผ่อนคลายความเครียด และทำให้สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางความทรงจำด้านร้ายสงบลง และการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อารมณ์แปรปรวน ตกใจ เกรี้ยวกราด หรือหวาดกลัวลดลงด้วย

แพทย์โรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ให้คนไข้โรคหัวใจฝึกสมาธิระหว่างบำบัดด้วยยาไปด้วยและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะทำให้ความดันโลหิตและความเครียดลดลงอย่างมาก

ฉะนั้นถ้าอยากมีสุขภาพดี ไม่แก่ง่าย ตายเร็ว ก็ต้องเริ่มการฝึกทำสมาธิและต้องเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย อย่าได้ผัดผ่อนเด็ดขาด

..................

บทความจาก

http://kullastree.com

สาเหตุของการไม่มีสมาธิ





Image

สาเหตุของการไม่มีสมาธิ
๑. ขาดความสนใจในสิ่งที่ทำ
๒. สนใจในสิ่งที่ทำมากจนเกินไป
๓. สนใจหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน
๔. ความเป็นคนหัวดี ปัญญาดี ทำให้คิดไปที่อื่นเร็ว
๕. จิตครอบงำด้วยนิวรณ์

การสร้างนิสัยให้มีสมาธิในชีวิตประจำวัน
๑. สร้างนิสัย “ลงมือทำทันที”
๒. สร้างนิสัย “เรียนล่วงหน้า” มิใช่แค่ “เรียนตาม”
๓. สร้างนิสัยมุ่งมั่นว่า “ถ้าทำไม่เสร็จจะไม่ใส่ใจอะไรอื่น”
๔. จัดลำดับของเรื่องที่จะทำก่อนลงมือ
๕. หัดคิดทีละเรื่อง โดยให้เจาะลึกในเรื่องนั้นๆ อย่าผิวเผิน
๖. สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะแก่การมีสมาธิ
๗. รู้จักพักเป็นช่วงๆ
๘. สร้างความเต็มใจและจริงใจที่จะทำสิ่งนั้นๆ
๙. พยายามหัดคิดในเรื่องสร้างสรรค์
๑๐. เลิกนิสัยมากเรื่องในการจะทำอะไรสักอย่าง

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน ได้แนะนำวิธีการทำสมาธิในห้องเรียนว่า
๑. หาที่นั่งที่สามารถมองเห็นครูและกระดานได้ชัดเจน
๒. เมื่อครูเดินเข้ามา ส่งจิตไปรวมที่ครูผู้สอน
๓. จับใจความให้ได้ตามที่ครูต้องการ
๔. เวลาว่างแทนที่จะนั่งคิดสิ่งอื่น ก็นำบทเรียนมาคิด
๕. ให้สติรู้ตัวทุกอิริยาบถ ในการทำ พูด คิด


...............................................................
ขอบคุณบทความจากพลังจิตดอทคอม/
http://www.dhammajak.net

บทความธรรมะ - เทคนิคมองโลกในแง่ดี -

บทความธรรมะ

Image
- เทคนิคมองโลกในแง่ดี -

คนไทยสมัยนี้เครียดกันง่ายจัง วันๆ หนึ่งต้องพบกับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ กังวลใจ กันหลายๆ ครั้ง ไม่เหมือนกับคนไทยสมัยโบราณที่กว่าจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ โน่น..ต้องมีเสือบุกเข้ามากินวัว โจรบุกเข้ามาปล้น ถึงจะเกิดความเครียดกันทีหนึ่ง เรียกว่าวันๆ หนึ่งแทบจะไม่รู้จักความเครียดกันเลย ใบหน้าคนไทยสมัยก่อนจึงมีแต่รอยยิ้ม พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนมาจากวัฒนธรรมอื่นมาเห็นเข้าพากันแปลกใจว่าทำไมคนไทยอารมณ์ดีกันจัง ก็เลยตั้งชื่อว่าให้ว่า "สยามเมืองยิ้ม"

นอกจากนี้คนไทยยังมีวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ให้รู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่ต้องพบกับปัญหาหนักๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือร่องรอยวิธีคิดเหล่านี้อยู่ในนิสัยคนไทยทั่วๆ ไปบ้าง แต่บางคนก็ลืมไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก วันนี้เครือข่ายฯจึงขอนำวิธีคิดเหล่านี้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นพุทธ และ ให้มีความทันสมัย เหมาะกับคนยุคปัจจุบันมากขึ้น นำเสนอเป็นเทคนิควิธีคิดมองโลกในแง่ดีสำหรับคนยุคไอที ดังต่อไปนี้


ยามพบอุปสรรคในการทำงาน

ไม่เป็นไร..เอาใหม่ : คำพูดนี้สำคัญมากครับ เอาไว้ใช้อุทาน เวลาท่านต้องประสบกับปัญหาความล้มเหลวในการทำงานหรือ เจอข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เวลาเพื่อนร่วมงานทำงานผิดพลาด คำพูดนี้จะเป็นเครื่องปลอบใจและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำที่ทำให้จิตใจปล่อยวางจากปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นจากปัญหา คำว่า "เอาใหม่" เป็น คำพูดที่ปลุกคุณธรรมข้อ "วิริยะ" แปลว่า เพียรสู้งาน ปลุกใจให้เราคิดสู้ปัญหา ไม่ท้อถอย


ยามพบกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่พึงปรารถนา

โชคดีนะเนี่ย : ไม่ว่าคุณเจอะเจอกับความทุกข์กายทุกข์ใจอะไรในชีวิตประจำวัน ให้คิดเสียว่าสิ่งเลวร้ายที่เราต้องประสบทุกๆ ครั้ง มันไม่ได้ร้ายกาจจนถึงที่สุดแม้สักอย่างเดียว มันเป็นความ"โชคดี"ของเราจริงๆ ที่ไม่เจอหนักกว่านี้

ยกตัวอย่าง

เดินหัวชนเสาหัวปูด อุทานว่า "อูย ! ..โชคดีนะเรา หัวยังไม่แตก"
โดนตัดเงินเดือน พูดกับตัวเองว่า "เขาไม่ไล่เราออก ก็บุญแล้ว ถือว่ายังโชคดีนะเนี่ย"
ทำกาแฟร้อนๆ หกรดขากางเกง พูดกับตัวเองว่า "เหอ..ๆ โชคดี ที่มันไม่หกรดเป้ากางเกงเรา"


ยามมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เขายังดีนะ : เวลาคุณมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ เช่นเพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น บางคนอาจจะทำงานไม่ถูกใจ บางคนอาจจะทำอะไรผิดใจคุณ หรือ บางคนอาจจะมีเจตนาไม่ดีกับคุณ ให้คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็ยัง ไม่ได้ร้ายกาจถึงที่สุดกับคุณแต่อย่างใด มันยังมีแง่ดีๆ ให้เราคิดถึงเขาอยู่เสมอ

ยกตัวอย่าง

คนข้างบ้านนินทาเรา เราก็บอกกับตัวเองว่า โอ้... นี่เขายังดีนะที่ไม่ถึงกับมาดักทำร้ายเรา
มีคนมาขโมยปากกาที่โต๊ะทำงานเราไป เราก็คิดว่า เจ้าขโมยนี่ยังดี ที่ไม่ยกเครื่องคอมพ์เราไป
สาวหักอก เราก็คิดว่า เธอยังดีนะเนี่ย ที่ไม่ควงคู่แข่งมาเย้ยเราให้เจ็บใจหนักไปกว่านี้
เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เราก็คิดว่า เขาก็ยังดีที่ไม่ใส่ร้ายป้ายสีเราข้างหลัง


เทคนิคคิดเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เอ๊ะ...! ตรงนี้เราได้อะไร : เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้จิตตั้งแง่คิดเพื่อมุ่งหาความรู้ทันทีที่ได้พบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นาย ก. เดินตกท่อ ขาแข้งถลอก นาย ก. ทั้งๆ ที่เจ็บปวด กลับตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า เราเดินตกท่อตรงนี้ เราได้อะไร ! เท่านั้นเองคำตอบต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมามากมาย อาทิเช่น

. เราได้ดูแลรักษาตัวเองอีกแล้วดีจัง ไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน
. เราได้บทเรียนซาบซึ้งกับคำว่า "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง"
(เคยเดินมาดีๆ ทุกวัน วันนี้ใครกันดันมาเปิดฝาท่อ)

. มันทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวการทาแถบสีสะท้อนแสงตรงขอบท่อ เพื่อคนจะได้สังเกตเห็นได้แต่ไกลๆ

วิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย คือ แม้ว่าเราจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งคำถามเช่นนี้เป็นนิสัย เราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ มากมายจนบางครั้งเราอาจจะต้องนึกขอบคุณที่ได้เจอกับปัญหาบ่อยๆ เลยทีเดียว

ยังมีวิธีคิดมองโลกในแง่ดีอีกมากมายหลายวิธี ซึ่งเครือข่ายชาวพุทธกำลังค้นคว้าหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เพื่อประยุกต์เป็นวิธีคิดนำมาเสนอท่านโอกาสต่อไป อย่าลืมติดตามตอนที่ ๒ เร็วๆ นี้นะครับ สวัสดี


.......................................................

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1485

บทความธรรมะจาก
http://www.budpage.com/

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

แก้วมังกร




แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและมี คุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรี่ต่ำอุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียมและแคลเซียม แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง เมล็ดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในผลแก้วมังกรจะอุดมไปด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งช่วย ต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น แก้วมังกรจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน

สรรพคุณ ของแก้วมังกรอีกอย่างหนึ่งคือใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่มและในผลแก้วมังกรก็มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก

แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่งมีสารที่มีประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)ได้ แก้วมังกรยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และต่อมลูกหมาก เบาหวาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

การปลูกแก้วมังกร เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดังนั้นวิธีการปลูกแก้วมังกรจึงต้องสร้างหลักให้ลำต้นของต้นแก้วมังกรเกาะยึด หลักที่ให้แก้วมังกรเกาะยึดจะเป็นเสาปูนหรือทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้โดยปักหลักให้สูงประมาณ 1.5 – 2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 3 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไปรอบๆ หลักแต่ละหลักให้เตรียมหลุม 4 หลุมสำหรับปลูกกิ่งพันธุ์แก้วมังกรหลุมละ 1 ต้น ใช้ปุ๋ยหมักเก่ารองก้นหลุมประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ แล้วนำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรมามัดให้แนบกับหลักแล้วทำบังแดดให้กิ่งพันธุ์แก้วมังกรประมาณ 1-2 อาทิตย์

วิธีการดูแลรักษาต้นแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย รดน้ำให้ดินชื้นแต่อย่าให้แฉะแล้วใช้ฟาง เศษหญ้าแห้งหรือแกลบเป็นวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ ใส่ปุ๋ยคอกหลักละ 1 บุ้งกี๋แล้วเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง การให้ปุ๋ยให้เว้นระยะ 2-3 เดือนต่อครั้งโดยดูจากความสมบูรณ์ของต้นแก้วมังกรเป็นสิ่งสำคัญ

ต้นแก้วมังกรที่ปลูกมาจากการใช้กิ่งปักชำหลังจากปลูกได้ประมาณ 8-10 เดือนก็จะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต โดยปกติแล้วต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิต 4 รุ่นใน 1 ปี ผลแก้วมังกรที่เก็บมาจากต้นสามารถวางขายในตลาดได้หลายวัน หากใส่ผลแก้วมังกรในถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วันแต่ต้องระวังเรื่องการเปียกน้ำและความชื้นที่อาจจะทำให้ผลแก้วมังกรเน่า เสียได้ง่าย



แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค(เภสัชโภชนา)แล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม(ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก)อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่าง กายเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ ดังนั้นหากเรารู้จักเลือกรับประทาน"ผลไม้เพื่อสุขภาพ"ให้ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน แต่วิธีการกินผลไม้ที่ถูกต้องก็คล้ายกับการกินอาหารนั่นคือต้องกินให้หลาก หลายจึงจะได้รับสารอาหารและประโยชน์อย่างครบถ้วน การกินผลไม้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่พอรู้ว่าแก้วมังกรมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการแล้วก็พยายามหาและกินเฉพาะแก้วมังกรเท่านั้นผลไม้อื่นที่นอกเหนือจากแก้วมังกรแล้ว ไม่ยอมกินเลย ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่ถูกต้องเรียกว่า “กินไม่เป็น” ดังนั้นให้เดินทางสายกลางคือกินแต่พอดีจะดีที่สุด.


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากDevil


7 อาหารต้านหวัดที่หากินได้ง่ายจริง ๆ นะ



อากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อยก็ดูเหมือนว่า คนใกล้ตัวจะเป็นหวัดกันมากขึ้น อย่ารอให้วัวหายแล้วล้อมคอก มาป้องกันหวัดกัน ตั้งแต่ตอนนี้กับอาหารการกินกันเถอะ

1. โยเกิร์ต
ไม่ว่าจะกินเปล่าๆ หรือกินคู่กับซีเรียลและผลไม้ โยเกิร์ตก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตนับล้าน ที่ปกป้องร่างกายจากแบคทีเรีย อันตรายและเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเข้ามาทำร้ายเรา พวกมันเหมือนกองทหารที่อยู่ในลำไส้ คอยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่คิดร้าย โดยกองทหารพวกนี้ มีชื่อคุ้นหูว่า "โปรไบโอติกส์" ทั้งแล็กโตบาซิลลัส และไบไฟโดแบคทีเรียม ซึ่งจะไปเพิ่มเม็ดเลือดขาว ในร่างกายและป้องกันเชื้อโรคได้นั่นแหละ

2. บร็อกโคลี่
สีเขียวเข้มสวยกับใบพุ่มใหญ่ๆ คอยบอกใบ้ว่าบร็อกลี่ดีต่อสุขภาพของเรามากๆ บร็อกโคลี่เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลผักกาด ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย และเป็นแหล่งของวิตามินเอ ซี อี นอกจากนี้ ยังมีสารกลูโคไซโนเลต สังกะสี และซีลีเนียม ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจากเชื้อโรคต่างๆ ขอแค่เพียง บร็อกโคลี่วันละหนึ่งถ้วย เราก็ได้วิตามินซี เท่าที่ต้องการในแต่ละวัน ป้องกันเชื้อโรค และอาการอักเสบภายในร่างกายได้

3. ฟักทอง
ท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่าฟักทองมีวิตามินเอและวิตามินเอนี่ล่ะที่ช่วยให้เซลล์ แต่ละเซลล์ของเราสื่อสารกันได้อย่างปกติ ( จึงช่วยป้องกันมะเร็งด้วย) การกินวิตามินเอเป็นประจำจะทำให้ทางเดินหายใจมีสุขภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งเหมาะกับหน้าหวัดเป็นอย่างยิ่ง แต่จุ๊ๆ อย่าเพิ่งดีใจไป การกินวิตามินเอมากเกินไปไม่ดีเลยนะ มันอาจไปสะสมอยู่ในเซลล์ไขมัน และเมื่อมีมากๆ ก็เป็นอันตรายได้ ถ้าใครคิดอยากกินวิตามินเอจากแคปซูล ก็น่าจะลองกินฟักทองดีกว่านะปลอดภัยกว่ากันเยอะ

4. พริกหวานสีแดง
ถ้าเทียบกันแบบนักมวยกิโลฯ ต่อกิโลฯ พริกหวานสีแดงมีวิตามินซีมากกว่าผักและผลไม้อื่นๆ ถึงสองเท่า วิตามินซี เป็นที่ รู้จักดีในฐานะวิตามิน เพื่อดูแลผิวพรรณ ดังนั้น เมื่อผิวพรรณแข็งแรง ก็เท่ากับว่าปราการด่านแรกของร่างกายแข็งแรงไปด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวและการสร้างแอนตี้บอดี้ด้วยนะ

5. ขมิ้น
ใครนึกไม่ออกว่าจะกินขมิ้นอย่างไรก็ควรจะลองกินแกงกะหรี่สีเหลืองดู และสาเหตุที่ขมิ้นมีสีเหลืองออกทองก็เป็น เพราะ สารเคอร์คิวมินซึ่งเป็นโพลิฟีนอลตัวหนึ่งนี่เอง โดยการศึกษาในปี 2008 จาก Biochemical and Biophysical Research Communications ชี้ว่าสารเคอร์คิวมินนี้ช่วยไม่ให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ สำหรับผงขมิ้นแล้ว ถ้าใช้ภายนอกจะมีคุณสมบัติ เป็นยาฆ่าเชื้ออีกด้วย...วิเศษสุดๆ

6. หอยนางรม
อย่าเอ็ดไป แต่เขาบอกว่า หอยนางรมคือยาปลุกพลังชั้นดีที่สุดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะสังกะสีที่มีอยู่ในหอย จะช่วย ปลุกฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนให้แก่ทั้งชายและหญิงหุหุ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นอยู่ที่ว่า สังกะสีช่วยปกป้องเราจากหวัด และไข้หวัดใหญ่ได้ต่างหาก มันจะทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น เพื่อตักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

แต่ทั้งนี้ FDA เขาก็เตือนมาว่าอย่ากินสังกะสีเกินวันละ 11 มิลลิกรัม ไม่งั้นมันจะเป็นพิษ โดยหอยนางรมตัวปานกลางหนึ่ง ตัวจะมีสังกะสีมากถึง 12.7 มิลลิกรัม มากกว่าปริมาณที่สาวๆ ต้องการในหนึ่งวันอีกนะ ดังนั้น 1 วัน 1 ตัว ก็พอแล้วล่ะค่ะ

7. ชา
เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพยอดนิยมรองลงมาจากน้ำเปล่า ชาทั่วไปจะมีสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฆ่าแบคทีเรีย ไวรัส และยับยั้งอาการอักเสบ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าประโยชน์ส่วนหนึ่งของชาอยู่ที่ความอุ่น สำหรับคนที่เป็นหวัดแล้ว เครื่องดื่มหรือน้ำซุปอุ่นๆ จะให้ความรู้สึกไหลลื่นและการสูดเอาไออุ่นๆ จากชาเข้าไปก็จะช่วยให้โล่งจมูกได้มาก

อย่างไรก็ดี การเติมนมลงไปในชาอาจทำให้ร่างกายของเราดูดซึมสารคาเตชินได้ไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้น ถ้าอยากต้านหวัดจริงๆ ก็ดื่มชาอุ่นๆ ธรรมดาดีกว่านะ

Tip : Don’t Touch Your Care
ในฤดูหวัดระบาดอย่าเอามือจับใบหน้าตัวเองเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ล้างมือ ไม่ว่าจะเป็นดวงตา ปลายจมูก หรือริมฝีปาก ไวรัสหวัดก็เข้าร่างกายเราได้ทั้งนั้นแหละ


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากLisa

ประโยชน์ของมะเฟือง


ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และ วิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th





ใช้เป็นเครื่องเคียงอาหารรับประทานสดๆ และแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน

ผลมะเฟือง : ให้วิตามินเอ และวิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม
ใบและราก : ปรุงรับประทานเป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข้ ใช้ใบต้มน้ำอาบแก้ตุ่มคัน
ผล : ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้สระบำรุงเส้นผม และขจัดรังแค
ยอด : มะเฟือง+รากมะพร้าว ต้มผสม แก้ไข้หวัดใหญ่
แก่นและราก : ต้ม กินแก้ท้องร่วง แก้เจ็บเส้นเอ็น

ในมะเฟืองหนึ่งผลนั้น สามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาท ช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่า มีสรรพคุณในการแก้ร้อนในดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษไข้ก็ได้ เป็นยาขับเสมหะป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย



ไดออกซิน


ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือนิตยสารสสวท. กับวิชาการดอทคอม
www.ipst.ac.th




เมื่อไม่นานมานี้โลกต้องตื่นตะลึงกับสารพิษที่มีชื่อว่า “ไดออกซิน” (dioxin) สารตัวนี้เคยถูกนำมาใช้ในสงครามเวียดนามที่เรียกว่า “ฝนเหลือง” (Agent Orange) โดยเกิดจากผลผลิตส่วนเกินในสารฆ่าวัชพืช

ไดออกซินเป็นสารในกลุ่ม aromatic ethers ประกอบด้วยออกซิเจน คลอรีน และเบนซีน 3 วงซ้อนกัน มีชื่อทางเคมีว่า 2, 3, 7, 8–tetrachlorodibenzo–p–dioxin และไดออกซินมีอนุพันธ์ที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายกันคือ สารพวก PCDDs (Polychlorinated dibenzo–p–dioxins) , PCDFs (Polychlorinated dibenzofurans) และ PCBs (Polychlorinated biphenyls)




แหล่งที่พบ
ไดออกซิน เกิดขึ้นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ไฟป่า และภูเขาไฟระเบิด นอกจากนี้แหล่งที่พบทั่วไปคือ เกิดจากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น อุตสาหกรรมยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมการหลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ อุตสาหกรรมการฟอกสีกระดาษ และแหล่งที่พบที่สำคัญและมีปริมาณไดออกซินอยู่สูงมากคือ เกิดจากการเผาขยะของเสียที่มีส่วนประกอบของคลอรีนอยู่

ไดออกซิน เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้บ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสถานะแก๊ส แต่ถ้าสะสมอยู่ในดินหรือในที่อื่นๆ จะใช้เวลาในการสลายตัวนานมาก ในสิ่งแวดล้อมเราจะพบไดออกซินปนเปื้อนอยู่กับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ และในน้ำ ทำให้แหล่งที่มีสิ่งแวดล้อมแบบนี้มีโอกาสได้รับสารไดออกซินมากกว่าในบรรยากาศทั่วไป

อันตรายจากไดออกซิน
เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกายได้ และยังมีสมบัติเป็น Hydrophobic หรือสารที่ไม่รวมตัวกับน้ำ ซึ่งสามารถแพร่กระจายและสะสมเป็นตะกอนอยู่ในแหล่งน้ำ ทำให้สัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำนั้นได้รับสารชนิดนี้เข้าไปและสะสมไว้ในร่างกาย เมื่อมีสัตว์ชนิดอื่นมากินสัตว์น้ำนี้เข้าไป สัตว์นั้นก็จะได้รับสารชนิดนี้เข้าไปด้วย

สารไดออกซินพบได้มากที่สุดในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ เช่น เนื้อวัว (ซึ่งจะพบสารนี้อยู่มาก) , เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อปลา , ผลิตภัณฑ์จากนม , นมสด และไข่ ดังนั้นจึงควรลดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ อาหารสุกๆ ดิบๆ และอาหารจำพวกนมเนย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารไดออกซินได้บ้าง



อันตรายต่อสุขภาพ
เมื่อได้รับสารไดออกซินเข้าไปแล้วในระยะแรกๆ จะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนัง (chloracne) เช่น ผิวหนังไหม้ดำ เป็นผื่น มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย และต่อมาจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาท เมื่อได้รับสารไดออกซินเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งได้ เมื่อปี 1997 สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติ (International Agency for Research on Cancer ; IARC) ได้ตรวจพบว่า สารไดออกซินเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก

ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารไดออกซิน โดยอยู่ให้ไกลจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบหลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้ขณะมีการเผาขยะหรือของเสียและลดปริมาณ ความเสี่ยงจากการรับประทานอาหารที่มีสารไดออกซินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงแม้จะรับ สารไดออกซินเข้าไปเป็นปริมาณน้อย แต่สารชนิดนี้จะสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นานมาก ทำให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ ดังนั้นไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหากไม่จำเป็นกับสารไดออกซิน


อยู่ดีมีสุข ภายใต้สภาพอวกาศดวงอาทิตย์


ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร update
http://update.se-ed.com/




มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย อาศัยอยู่บนโลก มีกิจวัตรในแต่ละวันซ้ำๆ กันมั่ง แหวกแนวในบางวัน คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นหลายประการ เรามีน้ำ มีไฟฟ้า มีรายการโทรทัศน์ที่ดูผ่านระบบดาวเทียม ถึงกระนั้น ในบางครั้งบางเวลา สัญญาณภาพในทีวีดาวเทียมก็อาจล้มหายไปดื้อๆ คงมีเพียงข้อความตัวอักษรแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้เกิดเหตุขัดข้องอันเนื่องมาจากปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์

นี่คือความจริง ดวงอาทิตย์ที่เราเห็นเป็นดวงกลมๆ นั้น ยังมีส่วนประกอบแอบแฝงที่มองไม่เห็นในภาวะปกติ สิ่งนั้นก็คือ ชั้นบรรยากาศร้อนปั่นป่วนของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนานั่นเอง บรรยากาศของดวงอาทิตย์แผ่ขยายไกลครอบคลุมโลก เลยดาวพลูโตไกลออกไปอีก เราจะเห็นชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ได้ก็ในบางโอกาส เช่น ตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง



โคโรนาเป็นชั้นบรรยากาศ และเมื่อเป็นชั้นบรรยากาศก็จะมีลักษณะของสภาพอากาศด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า สภาพอวกาศ (space weather) นอกจากนั้นยังพ่นมวลสารนับพันล้านตัน พายุรังสีความเข้มสูง และลมสุริยะที่ฉกาจฉกรรจ์ ซึ่งอาจมีความเร็วหลายล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง สมาชิกในระบบสุริยะของเราทุกอย่างไม่อาจหลุดพ้นสภาพอวกาศเหล่านี้ไปได้

อยู่ร่วมกับดวงดาว
เรายังโชคดีอยู่บ้างที่โลกมีชั้นบรรยากาศของตัวเอง ทั้งยังมีสนามแม่เหล็กโลกคอยช่วยป้องกันผลจากสภาพอวกาศ ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่แต่บนโลก ชีวิตส่วนใหญ่ของเราก็คงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอวกาศนี้มากนัก จะมีก็แค่บางครั้งที่สัญญาณวิทยุ หรือโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมล้ม ระบบจ่ายไฟฟ้าอาจขัดข้อง ทำให้ไฟดับบ้าง (บางทีก็รุนแรง ดับไปหลายเมือง) และอาจเห็นแสงเหนือ แสงใต้มากเป็นพิเศษ

แต่ว่า เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่บนโลกเหมือนที่เป็นมาแล้ว เรามีการบุกเบิกสำรวจอวกาศอยู่ด้วย รอบโลกของเรามีดาวเทียมที่ยังคงใช้งานกว่า 500 ดวง ดาวเทียมเหล่านี้ช่วยบริการด้านการสื่อสาร ทั้งทีวี โทรศัพท์ ระบบจีพีเอส อินเทอร์เน็ต รวมทั้งการพยากรณ์อากาศ สภาพอวกาศส่งผลต่อดาวเทียมเหล่านี้ทั้งสิ้น

เรายังมีสถานีอวกาศนานาชาติด้วย แต่สถานีอวกาศนานาชาตินั้นมีวงโคจรอยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กโลก ทำให้รอดพ้นจากสภาพอวกาศได้ระดับหนึ่ง ส่วนโครงการบุกเบิกอวกาศอื่นๆ ที่จะมีในอนาคต ก็คงต้องออกนอกเกราะกำบังนี้ แล้วเข้าไปเผชิญกับสภาพอวกาศที่ไม่รู้จะแปรปรวนหรือไม่เมื่อใด

เมื่อเราต้องเกี่ยวพันกับสภาพอวกาศของดวงอาทิตย์อย่างนี้ นาซาจึงวางแผนโครงการอวกาศขึ้นมาโครงการหนึ่งภายใต้ชื่อว่า อยู่ร่วมกับดวงดาว (Living With a Star Program : LWS) โครงการนี้กำเนิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2544 โดยมี มธุลิกา คุหัถกุรตา เป็นผู้จัดการโครงการ เธอกล่าวว่า หากเราจะต้องอยู่ในสภาพอวกาศของดวงอาทิตย์ เราก็จำเป็นต้องรู้เรื่องของมัน โดยเฉพาะการพยากรณ์พายุ

กลยุทธ์ของโครงการนี้ก็เหมือนการศึกษาสภาพอากาศของโลก โดยการส่งกองยานอวกาศขึ้นไปทำหน้าที่เป็นสถานีตรวจสภาพอวกาศ ยานอวกาศแต่ละลำจะคอยศึกษาตรวจสอบลักษณะต่างๆ ของสภาพอวกาศ ซึ่งโครงการนี้แบ่งเป็นห้าภารกิจที่พัฒนาต่อเนื่องไป เมื่อเต็มรูปแบบแล้ว เราก็จะมียานอวกาศรายล้อมดวงอาทิตย์ คอยตรวจตราความเคลื่อนไหวของสภาพอวกาศในแบบที่เราไม่เคยมีมาก่อนสัมผัสทั้งห้า

โครงการอยู่ร่วมกับดวงดาว แบ่งภารกิจออกเป็นห้ากลุ่ม ใช้ยานอวกาศต่างกัน เก็บข้อมูลต่างกัน โดยค่อยพัฒนาภารกิจแต่ละอย่างไปตามเวลา บางโครงการก็เริ่มดำเนินการได้ผลมาบ้างแล้ว บางโครงการก็ยังอยู่ในขั้นเตรียมการอยู่ ต่อไปนี้คือภารกิจทั้งห้าในการสัมผัสสภาพอวกาศดวงอาทิตย์

The Solar Dynamics Observatory (SDO)
ภารกิจแรกนี้เป็นภารกิจที่ทำให้พวกเราปากอ้าตาค้าง ด้วยข้อมูลภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูงระดับ HDTV ภาพที่บันทึกจะเป็นภาพจุดดำบนดวงอาทิตย์ และการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยให้เราได้รายละเอียดของพายุสุริยะในแบบที่เรายังไม่เคยเก็บได้มา ก่อน

แต่ภาพไม่ใช่ทุกสิ่งปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์ที่เห็นเป็นผลที่ออกมา แต่มีตัวการคอยชักใยอยู่เบื้องหลังด้วย สายใยที่คุมปฏิกิริยานี้ก็คือสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ สนามแม่เหล็กนี้ทะลุผ่านบรรยากาศดวงอาทิตย์ และนำเอาความร้อน และการระเบิดอันรุนแรงตามออกมา SDO จะทำแผนที่โดยละเอียดของสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์นี้ให้นักวิทยาศาสตร์เห็นสาย ใยที่บังคับปฏิกิริยาทั้งหลาย

สนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์เป็นเพียงสายใยที่ควบคุมปฏิกิริยา ยังมีผู้คอยชักใยสนามแม่เหล็กอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็คือ กลไกไดนาโมแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ (sun,s magnetic dynamo) กลไกไดนาโมแม่เหล็ก เป็นกระบวนการทางกายภาพที่ก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กด้วยตัวเองผ่านการหมุน ไหลของโลหะเหลวภายในดวงอาทิตย์เอง พฤติกรรมนี้หลบอยู่ใต้ผิวดวงอาทิตย์ ซึ่ง SDO จะมองดูกระบวนการนี้ผ่านการสั่นไหวของผิวดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับการศึกษาโลกผ่านคลื่นแผ่นดินไหว นักวิทยาศาสตร์หวังว่าหน้าที่ของ SDO จะช่วยให้เราทำแผนที่การไหลของสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ได้ ซึ่งก็จะช่วยไขปริศนาปฏิกิริยาต่างๆ ของดวงอาทิตย์ได้ด้วย

ตอนนี้ SDO ปฏิบัติการแล้ว ซึ่งก็ได้ภาพสวยๆ ของดวงอาทิตย์มาให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษากันมากมาย โดยส่งข้อมูลมายังโลกวันละ 1.5 เทอระไบต์ทีเดียว SDO จะช่วยให้เราเข้าใจว่าสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์เกิดขึ้นได้อย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะอะไรจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วพลังงานแม่เหล็กที่กักเก็บในดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมาสู่บรรยากาศได้อย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลโดย SDO ยังช่วยให้เราทำนายการผันแปรของดวงอาทิตย์ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งระบบเทคโนโลยีของเราด้วย

ยาน SDO มีน้ำหนักขณะส่งสู่อวกาศ 3,000 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักยาน 1,300 กิโลกรัม น้ำหนักเครื่องมือ 300 กิโลกรัม และเชื้อเพลิง 1,400 กิโลกรัม มีความยาวในแนวแกนที่หันหาดวงอาทิตย์ 4.5 เมตร เมื่อกางแผงเซลล์แสงอาทิตย์แล้วมีขนาด 6.25 เมตร และจะปฏิบัติการไปเป็นเวลาอย่างน้อยห้าปี



เครื่องมือที่ติดตั้งบนยาน SDO ประกอบด้วย
HMI (Helioseismic and Magnetic Imager) ทำหน้าที่ศึกษาการผันแปร และลักษณะภายในของดวงอาทิตย์ รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ของปฏิกิริยาสนามแม่หล็ก

AIA (Atmospheric Imaging Assembly) ทำหน้าที่บันทึกภาพบรรยากาศดวงอาทิตย์ในย่านคลื่นต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงที่พื้นผิวดวงอาทิตย์เข้ากับการเปลี่ยนแปลงภาย ใน ข้อมูลเป็นภาพดวงอาทิตย์ในช่วงคลื่นสิบช่วงทุกๆ สิบวินาที

EVE (Extreme Ultraviolet Variability Experiment) ทำการวัดอัลตราไวโอเลตสุดขีดของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการผันแปรรังสีอัลตราไวโอเลต สุดขีดกับการผันแปรสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์

Solar Probe Plus (SPP)
ยานลำนี้น่าจะเป็นภารกิจที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในโครงการนี้ เพราะนี่คือยานอวกาศที่ออกแบบให้ทนความร้อนเพื่อดำดิ่งเข้าไปในบรรยากาศ ของดวงอาทิตย์โดยตรง เพื่อเก็บข้อมูลลมสุริยะและสนามแม่เหล็กในจุดกำเนิดที่ดวงอาทิตย์เอง ที่ผ่านมาไม่เคยมียานอวกาศลำใดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากเท่านี้มาก่อน นั่นคือห่างจากผิวดวงอาทิตย์เจ็ดล้านกิโลเมตรเท่านั้น

SPP จะตรวจสอบหาว่า กระบวนการกายภาพที่ทำให้โคโรนาร้อน และเร่งความเร็วลมสุริยะให้ไวกว่าความเร็วเสียงนั้น เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร การผสมผสานข้อมูลที่เก็บในบรรยากาศจริงรวมกับการเก็บข้อมูลทางไกลจะให้ความ รู้พื้นฐานที่ชัดเจนถูกต้องที่เราไม่เคยได้จากยานอวกาศลำอื่นๆ ตอนนี้ยาน SPP ยังอยู่ในขั้นศึกษาออกแบบโดยนาซาอยู่

ดวงอาทิตย์นั้นเป็นแหล่งพลังงานของสิ่งมีชีวิต เป็นตัวปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพของมนุษย์ ผ่านทางความร้อนและแสง รวมทั้งกระแสอนุภาคในสภาพแม่เหล็กที่ไหลไปทั่วระบบซึ่งเรียกว่า ลมสุริยะ นักวิทยาศาสตร์พบว่า สนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ที่มาถึงโลกมีความเข้มเท่ากับสนามแม่เหล็กของโลกเอง SPP ได้รับการออกแบบให้ศึกษากลไกพื้นฐานของลมสุริยะซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อม โยงสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์เข้ากับโลก และส่วนที่เหลือของระบบสุริยะ

ส่วนที่สำคัญที่สุดของยานอวกาศลำนี้คือ ระบบป้องกันความร้อน ซึ่งอาศัยเกราะคาร์บอนแบนขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.7 เมตร ซึ่งจะปกป้องตัวยานและอุปกรณ์ทั้งหมด สื่อสารกับโลกผ่านจานเสาอากาศอัตราขยายสูงหนึ่งตัว และอัตราขยายต่ำอีกสองตัว โดยเมื่อยานเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ก็จะเก็บข้อมูลไว้ และเมื่อห่างออกมาเกินระยะ 0.59 หน่วยดาราศาสตร์ ก็จะส่งข้อมูลกลับโลก คาดหมายว่า ต้องรอจนถึง พ.ศ. 2558 เป็นอย่างน้อย จึงจะส่งยาน SPP ขึ้นสู่อวกาศได้


Solar Sentinel
ยานอวกาศชุดต่อไป เป็นเสมือนยามเฝ้าจับตาดวงอาทิตย์ ภารกิจนี้อาศัยยานอวกาศจากนาซาสามลำ และจากองค์การอวกาศยุโรปอีกหนึ่งลำ ไปประจำสถานีในวงโคจรบริเวณแนวศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์ เพื่อเก็บภาพจริงของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ทั้งดวง ให้ลองพิจารณาดูว่า ถ้าเรามีดาวเทียมสังเกตโลกเพียงด้านเดียว แล้วเราจะพยากรณ์อากาศโลกให้ถูกต้องได้อย่างไร นี่ก็เช่นเดียวกัน การศึกษาสภาพอวกาศดวงอาทิตย์ด้วยการมองเพียงด้านเดียวจากโลกเป็นข้อจำกัด Solar Sentinel จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับนักวิทยาศาสตร์ได้

วัตถุประสงค์เชิงวิทยาศาสตร์ของ Solar Sentinel ก็คือ ค้นคว้า ทำความเข้าใจ และสร้างแบบจำลองความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์กับการรบกวน อวกาศระหว่างดาวเคราะห์ โดยเฉพาะที่มีผลกับธรณีอวกาศยาน Solar Sentinel ยังอยู่ในขั้นเตรียมการ และจะส่งขึ้นสูอวกาศได้หลัง พ.ศ. 2558 เช่นกัน


The Radiation Belt Storm Probes (RBSP)
การศึกษาดวงอาทิตย์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ส่งผลอย่างไรกับโลก ภารกิจนี้เป็นการเชื่อมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน บรรยากาศของดวงอาทิตย์นั้นอาจโดนกักจับไว้ภายในแถบรังสีของสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งเป็นย่านที่มีอนุภาคพลังงานสูงที่อันตรายต่อนักบินอวกาศและยานอวกาศ ยานอวกาศชุดนี้สองลำจะสำรวจบริเวณนี้ของโลก และดูว่ามันมีการกระจาย และได้รับการกระตุ้นจากสภาพอวกาศอย่างไร

RBSP จะค้นหาฟิสิกส์มูลฐานของแหล่งกำเนิด การสูญหาย และกระบวนลำเลียงอนุภาคภายในแถบรังสีนี้ ผลที่ได้จะเป็นแบบจำลองที่วิศวกรจะนำไปใช้ออกแบบยานอวกาศที่ทนต่อรังสี ในขณะเดียวกันแบบจำลองทางฟิสิกส์ ก็จะใช้พยากรณ์พายุแม่เหล็ก เพื่อเตือนนักบินอวกาศ และ ผู้ควบคุมยานอวกาศต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ความรู้ที่ได้ ยังนำไปใช้กับกระบวนการเร่งความเร็วอนุภาคในเอกภพพลาสมาได้อีกด้วย ยาน Radiation Belt Storm Probes มีแผนส่งขึ้นอวกาศในปีหน้านี้

รู้จักกับสภาพอวกาศ
เราคุ้นเคยกันดีกับคำว่าสภาพอากาศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอบนโลก การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในอวกาศด้วย สภาพอากาศเป็นตัวขับเคลื่อนลักษณะอากาศบนโลก ในขณะที่สภาพอวกาศเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อมของอวกาศ

ดวงอาทิตย์มีการปลดปล่อยกระแสพลาสมาที่เรียกว่าลมสุริยะออกมาอย่างสม่ำเสมอและบางครั้ง ดวงอาทิตย์ก็พ่นมวลสารเป็นพันล้านตันพุ่งออกมาในอวกาศ (corona mass ejection) กลุ่มเมฆมวลสารเหล่านี้เมื่อเดินทางมาถึงโลกจะทำให้เกิดพายุแม่เหล็กขนาด ใหญ่ในบรรยากาศชั้นแมกนีโทสเฟียร์และบรรยากาศชั้นบน

คำว่าสภาพอวกาศมักจะหมายถึงสภาวะที่เกิดขึ้น บนดวงอาทิตย์ และลมสุริยะ รวมไปถึงบรรยากาศชั้น แมกนีโทสเฟียร์ ไอโอโนสเฟียร์ และเทอร์โมสเฟียร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบเทคโนโลยีในอวกาศและบนโลก (เครื่องมือสื่อสาร ยานดาวเทียม ระบบส่งกำลังไฟฟ้า) และอาจมีผลกับชีวิต หรือสุขภาพของมนุษย์ได้

ผลของพายุแม่เหล็กที่สังเกตได้บนโลกหรือใกล้กับโลก ก็เช่น ปรากฏการณ์แสงเหนือ แสงใต้, การล่มของระบบสื่อสาร, การแผ่รังสีที่เป็นอันตรายกับนักบินอวกาศ และยานอวกาศ, การล่มของระบบส่งกำลังไฟฟ้า, การสูญเสียวงโคจร และการผุกร่อนของท่อส่งน้ำมัน

ดวงอาทิตย์ของเรา


Ionosphere Thermosphere Storm Probes (ITSP)
ยานอวกาศชุดสุดท้ายในโครงการอยู่ร่วมกับดวงดาวเป็นยานสองลำที่จะโคจรรอบโลก และศึกษาบรรยากาศ ชั้นบนสุดของโลก ที่นี่เป็นจุดแรกที่อากาศสัมผัสกับรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ เป็นพื้นที่ซึ่งอนุภาคมีประจุจะมีผลกับการ ส่งกระจายคลื่นวิทยุ และระบบการสื่อสารทั้งหมด รวมทั้ง จีพีเอสด้วย บริเวณนี้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความร้อนจากรังสียูวีของดวงอาทิตย์

ยาน ITSP จะตรวจสอบส่วนประกอบเคมี ความหนาแน่น และพลวัตของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ และ เทอร์โมสเฟียร์ของโลก โดยอาศัยการแกว่งของสัญญาณวิทยุ (ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์แสงวับ scintillation) การศึกษาส่วนนี้จะช่วยพัฒนาแบบจำลองที่ใช้ทำนายว่า การสื่อสารและระบบจีพีเอสจะขัดข้องในช่วงใด และยังหาความถี่คลื่นวิทยุที่เหมาะสมสำหรับการสื่อสารด้วย

ความรู้เรื่องความหนาแน่นของบรรยากาศชั้นเทอร์-โมสเฟียร์ยังช่วยในการคำนวณ ค่าแรงฉุดที่มีผลต่อยานอวกาศในวงโคจร ทำให้พัฒนาระบบติดตามวัตถุอวกาศขนาดเล็กในวงโคจรของโลกได้อีกด้วย

ITSP เป็นภารกิจที่สำคัญมาก แต่ปัญหาก็คือ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากหน่วยงานใดเลย

แขนขาที่ต่อเติม
นอกจากกองยานอวกาศทั้งห้ากลุ่มที่กล่าวไปแล้วนั้น โครงการ LWS ยังมีหน่วยสนับสนุนโครงการอีกสองกลุ่ม ได้แก่ Space Environment Testbeds (SET) และ Targeted Research and Technology (TR&T)

ในส่วนของ SET นั้น เป็นปฏิบัติการตรวจสอบทั้งภาคการบิน และภาคพื้นดิน เพื่อความเข้าใจว่าอันตรกิริยาระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกนั้นมีผลกับมนุษย์อย่างไร และสรุปลักษณะสภาวะของอวกาศและผลกระทบที่มีต่อประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ในอวกาศ

เป้าหมายของ SET คือ พัฒนากระบวนวิธีทางวิศวกรรมในการรับมือผลกระทบจากดวงอาทิตย์ที่มีต่อยาน อวกาศ ทั้งในด้านการออกแบบและควบคุมยาน สำหรับ TR&T เป็นส่วนรวบรวมองค์ความรู้เชิงฟิสิกส์ที่เชื่อมโยงโลกกับดวงอาทิตย์ ทั้งการเชื่อมโยงโดยตรง และที่ผ่านทางชั้นบรรยากาศ แผนงานนี้เปิดรับข้อเสนองานวิจัยจากกลุ่มวิทยาศาสตร์ต่างๆ เพื่อเลือกให้ทุนวิจัยกับงานที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ LWS โดยงานวิจัยนั้นครอบคลุมทั้งงานด้านวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนทฤษฎีและสร้างแบบจำลอง รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือ และวิธีการ (เช่น การเขียนซอฟต์แวร์) ในการดำเนินการของโครงการอยู่ร่วมกับดวงดาว โดยกำหนดขอบเขตหัวข้องานวิจัยไว้ที่การวิเคราะห์ผลของอนุภาคพลังงานสูงที่มี อันตรายกับนักบินอวกาศ และเทคโนโลยี รวมถึงผลของการผันแปรบนดวงอาทิตย์ที่มีต่อสภาพอากาศของโลก

หน่วยสนับสนุนทั้งสองหน่วยนี้จะช่วยเติมเต็มการสร้างองค์ความรู้ขนาดใหญ่ที่ เราจะได้จากการศึกษาดวงอาทิตย์ให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด เพื่อความเข้าใจในสภาพอวกาศซึ่งส่งผลต่อโลกของเรา



อยู่ให้ได้กับดวงตะวัน
โครงการอยู่ร่วมกับดวงดาว นับเป็นโครงการมหึมาที่ต้องใช้สมอง แรงกาย เงินทุน และเวลาไม่ใช่น้อย ในบรรดายานอวกาศในกองยานศึกษาสภาพอวกาศนี้ มีเพียง SDO ที่ปฏิบัติงานแบบเต็มรูปแบบไปแล้ว ลำพังแค่ยานอวกาศชุดนี้อย่างเดียวก็ให้ข้อมูลอันตื่นตาตื่นใจ มีคุณค่าต่อการเรียนรู้มหาศาล และก็คงไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ นักวิทยาศาสตร์ยังรอคอยการศึกษาดวงอาทิตย์ และความสัมพันธ์ที่มีกับสนามแม่เหล็กโลกอยู่

จากที่เคยใส่ใจเพียงแค่ว่า ดวงอาทิตย์ คือแหล่งกำเนิดชีวิตมีผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่วันนี้เรากลับต้องมาสนใจดวงอาทิตย์ให้มาก ให้ลึกกว่าเดิม อุบัติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏขึ้น ณ ดวงตะวันของเรา ส่งผลโดยตรงและโดยอ้อมกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ และเพื่อไม่ให้เราต้องรับสภาพผลกระทบโดยไม่รู้ ไม่มีการเตรียมพร้อมอะไรเลย นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นหาวิธีทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอวกาศเบื้องบน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันได้กับดวงตะวันของเราเอง


วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ใยอาหารคืออะไร

วิชาการ.คอม


ใยอาหารเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของพืช ได้แก่ ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วต่างๆ จัดอยู่ในประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีความหลากหลายทางกายภาพที่ไม่สามารถย่อยได้โดยระบบย่อยอาหารของมนุษย์ ในอดีตได้มีการศึกษาถึงประโยชน์ของใยอาหารต่อระบบขับถ่าย ช่วยเพิ่มกากอาหาร ทำให้ขับถ่ายได้ดี แต่ในการศึกษาในปัจจุบันพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงสามารถลด ความเสี่ยงในการเกิดโรคบางอย่างได้อีกด้วย ได้แก่ โรคมะเร็งลำไส้ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคที่ก่อให้เกิดความผิดปรกติของทางเดินอาหารต่างๆ เช่น ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ลำไส้โป่งพอง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงได้มีความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากใยอาหารในการป้องกันโรค หรือควบคุมโรคที่มีอยู่ให้รุนแรงน้อยลง

มีการศึกษาพบว่าใยอาหารมีโครงสร้างและคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก และมีความหลากหลาย โดยมากใยอาหารมักมีโครงสร้างเป็นเส้นใย แต่ก็พบว่ามีใยอาหารบางชนิดที่ไม่ได้มีโครงสร้างเป็นเส้นใยแต่มีลักษณะเป็นเจลนิ่ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสารคัดหลั่งของพืช ใยอาหารจึงไม่ได้หมายถึงแต่โครงสร้างของพืชที่เป็นเส้นใยเท่านั้น แต่หมายถึงส่วนประกอบธรรมชาติในอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพืช ได้แก่ ธัญพืช เมล็ดพืช ผัก ผลไม้ และถั่วต่างๆ และเนื่องจากโครงสร้างและคุณสมบัติของใยอาหารที่มีความหลากหลายมากทำให้เรา อาจแบ่งประเภทของใยอาหารได้อีกเป็น 2 แบบ คือ ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ จะมีลักษณะเป็นเจลเมื่อรวมกับน้ำ พบมากในอาหารประเภทธัญพืช ถั่วต่างๆ และใยอาหาชนิดละลายน้ำไม่ได้ และด้วยความหลายหลายทางโครงสร้างและคุณสมบัติทางกายภาพของใยอาหาร ทำให้ร่างกายสามารถนำใยอาหารไปใช้ประโยชน์ได้หลายวัตถุประสงค์อย่างไม่น่าเชื่อ ได้มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับผลของการบริโภคใยอาหารกับสุขภาพที่ดี ได้แก่

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่าใยอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เนื่องจากใยอาหารชนิดละลายน้ำได้สามารถจับกับสารอาหารและชะลอการเคลื่อนที่ของสารอาหารจากกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้ ทำให้ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เลือดได้

ในคนที่เป็นโรคอ้วน โดยปรกติอาหารที่มีใยอาหารสูงมักมีไขมันต่ำ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานต่ำตามไปด้วย ใยอาหารสามารถดูดน้ำเข้าสู่กระเพาะอาหารได้มากขึ้นทำให้อิ่มเร็วขึ้น

ในคนที่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ใยอาหารช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดี ได้แก่ไตรกลีเซอไรด์และคลอเลสเตอรอล โดยใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ด้วยการจับกับคลอเลสเตอรอลทำให้ลดการดูดซึมได้ นอกจากนี้ยังพบว่าใยอาหารชนิดนี้จะจับตัวเป็นเจลกับน้ำดี (ที่เป็นตัวช่วยในการดูดซึมไขมันและคลอเลสเตอรอลให้กับร่างกาย) นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าใยอาหารที่มีอยู่ในรำข้าว ที่เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำไม่ได้แต่ก็ยังมีความพิเศษในการช่วยลดระดับปริมาณคลอเลสเตอรอลได้เช่นกัน

ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ จากการศึกษาพบว่าคนที่ทานอาหารทีมีใยอาหารต่ำทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคได้มากกว่าคนที่ทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะใยอาหารช่วยจับตัวกับสารก่อมะเร็งได้และเร่งการนำพาสาร นั้นออกจากสำไส้

ช่วยลดความผิดปรกติของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวาร โรคลำไส้โป่งพอง เนื่องจากใยอาหารเพิ่มการดูดซึมน้ำกับอาหารทำให้กากอาหารที่ย่อยไม่ได้มี ลักษณะนิ่มและขับถ่ายออกจากร่างกายโดยสะดวก



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากฟอร์แคร์

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

เต้าหู้" มีที่มาอย่างไร ?

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสหวิชา ดอท คอม และ วิชาการดอทคอม





"เต้าหู้" กำเนิดขึ้นมากว่า 2,000 ปีแล้ว ในจีนแผ่นดินใหญ่ คนจีนบางกลุ่มถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่อยู่ในความธรรมดา สามัญ คนไทยเรียกเต้าหู้เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า 豆腐 อ่านว่า โตวฟู คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า โทฟุ (tofu) คนอังกฤษเรียก bean curd หรือบางครั้งก็เรียกทับศัพท์ว่า tofu เช่นกัน ส่วนชาวฝรั่งเศสเรียกว่า fromage de soja (ชีสถั่วเหลือง)



ประวัติของเต้าหู้
เต้าหู้ก้อนแรกเกิดขึ้นในประเทศจีน เล่าขานกันว่า เจ้า ชายหลิวอัน (พระนัดดาของจักรพรรดิหลิวปัง กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮั่น) สั่งให้พ่อครัวบดถั่วเหลืองให้เป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นน้ำซุปด้วยเกรงว่ารสจะ จืดเกินไป จึงโปรดให้พ่อครัวเติมเกลือลงไปปรุงรส เพื่อถวายพระมารดาซึ่งประชวรหนักจนไม่มีแรงที่จะเคี้ยวอาหารได้

น้ำซุปถั่วเหลืองนั้นค่อยๆ จับตัวข้นเป็นก้อนสีขาวนุ่มๆ เมื่อพระมารดาเสวยแล้วถึงกับรับสั่งว่า "อร่อย" เจ้าชายจึงให้เหล่าพ่อครัวค้นหาสาเหตุ จึงพบว่าเกลือบางชนิดมีผลทำให้ผงถั่วเหลืองผสมน้ำเกิดการเกาะตัวขึ้นเป็น เต้าหู้

ชาวญี่ปุ่นรู้จักการปลูกถั่วเหลืองมานานแล้ว เต้าหู้เดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นในสมัยนารามีการบันทึกว่า เคนโตะ พระญี่ปุ่นนำเต้าหู้มาเผยแพร่หลังจากกลับมาจากการศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศ จีน แต่ยังเป็นอาหารที่รับประทานกันในหมู่พระญี่ปุ่น ร้อยปีถัดมา เต้าหู้จึงได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเมนูของชนชั้นขุนนางและซามูไรส่วนประชาชนได้ ลิ้มรสในสมัยเอโดะ



แต่พวกเขาเพิ่งรู้จักวิธีดัดแปลงถั่วเหลืองนำไปปรุงเป็นเต้าหู้เมื่อพุทธ ศตวรรษที่ 7 โดยทางพุทธศาสนา แต่ศาสนาพุทธในสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้นเป็นศาสนาของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง บทบาทเต้าหู้ในอาหารญี่ปุ่นจึงจำกัดไว้กับคนเฉพาะกลุ่มซึ่งแตกต่างจากจีนที่ ไม่มีการแบ่งชนชั้น

วิธีการเตรียมอาหารจีนและญี่ปุ่นต่างกัน คือ คนจีนพยายามดัดแปลงเต้าหู้ในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น อาจเปลี่ยนรูปทรงหรือรสชาติไป ในขณะที่คนญี่ปุ่นกลับพยายามรักษาความเรียบง่ายรวมทั้งรสชาติ รูปทรงและสีสันของเต้าหู้ให้คงไว้อย่างเดิมให้มากที่สุด พร้อมกับเสิร์ฟในจานหรือถ้วยที่สวยงามจนถือว่าเป็นศิลปะขั้นสูงแขนงหนึ่ง

ประโยชน์ของเต้าหู้
เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่าในปริมาณที่เท่ากันและมีราคาถูกอีกด้วย...

ถั่วเหลืองซึ่งนำมาผลิตเป็นเต้าหู้ยังมีเลซิติน ซึ่งมีผลในการลดไขมันและช่วยสงเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความ ทรงจำ รวมทั้งฮอร์โมนจากพืชที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทองคือช่วย ชะลอภาวะหมดประจำเดือนและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

จึงสรุปได้ว่า เต้าหู้เหมาะกับทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไปเพราะเต้าหู้จะช่วยให้ระบบการย่อยทำงานได้ดีขึ้น

วิธีการทำเต้าหู้
การทำเต้าหู้เป็นกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก ดั้งนั้นจึงมีผู้ที่ดูแลการผลิตเรียกว่า "เถ่าชิ่ว" หรือพ่อครัวเป็นผู้ที่มีความชำนาญและสมาธิอย่างสูง เริ่มด้วยการตวงถั่วเหลืองแล้วแช่ถั่วในน้ำพร้อมทั้งล้างน้ำจนกระทั่งสะอาด จากนั้นจึงนำไปบดด้วยเครื่องโม่เสร็จแล้วจึงกรองกากถั่วเหลืองออกจนได้น้ำ เต้าหู้ดิบแล้วนำไปต้ม (ขั้นตอนตรงนี้จะเป็นน้ำเต้าหู้สุกพร้อมดื่ม) นำน้ำเต้าหู้ที่ได้ผ่านการต้มแล้วแยกจะนำไปผ่านขั้นตอนการทำเป็นเต้าหู้ชนิด ต่างๆ ต่อไปซึ่งการทำเต้าหู้แต่ละชนิดวิธีการก็จะแตกต่างกันออกไป


ชนิดของเต้าหู้


เต้าหู้ชนิดอ่อน
เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม วิธีการทำต่างจากเต้าหู้ขาวแข็งเพราะใช้แคลเซียมซัลเฟต (ผงยิปซัม หรือที่เรียกในภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "เจียะกอ") ในการทำให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองตกตะกอน ซึ่งเนื้อจะเนียนและไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อตกตะกอนแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบางห่อในบล็อกให้เป็นก้อนแล้วนำไปต้ม ใส่ขมิ้นให้ได้สีเหลือง คุณสมบัติเด่นของเต้าหู้เหลืองนิ่มคือ เมื่อนำไปทอดแล้วจะทำให้ได้เต้าหู้ที่กรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้ชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปผัดกับกุยช่ายขาว ทอดจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทอดกินกับน้ำพริกกะปิหรือทอดจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้

เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ลักษณะอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้เหลืองนิ่ม กรรมวิธีการผลิตเหมือนกับเต้าหู้เหลืองนิ่มจะต่างกันเพียงเวลาในการทำน้อย กว่า เต้าหู้ชนิดนี้นิยมนำไปทำเป็นแกงจืด เต้าหู้นึ่งหรือสเต๊กเต้าหู้
เต้าหู้ชนิดห่อผ้า วิธีการทำเหมือนกับเต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ต่างกันเพียงการบรรจุหีบห่อที่นำมาห่อผ้าแล้วมัดทำให้แข็งและคงรูปร่างได้ดี มากขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร ส่วนใหญ่จะนำไปทำเต้าหู้ทรงเครื่องหรือแกงจืด

เต้าหู้ชนิดแข็ง
เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง ทำจากน้ำเต้าหู้ผสมกับดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนเมื่อตกตะกอนแล้วจึงนำไปใส่ในผ้าขาวที่ปูอยู่ใน บล็อก พอสะเด็ดน้ำแล้วจึงห่อให้เป็นก้อนแล้วทำให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งก็จะได้เป็น เต้าหู้ขาวแข็ง

เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง วิธีการทำนำเต้าหู้ขาวแข็งไปหมักในเกลือแล้วจึงนำไปต้ม พร้อมทั้งใส่ขมิ้นให้เป็นสีเหลืองเคลือบบริเวณผิวของเต้าหู้ทำให้เนื้อ เต้าหู้ชนิดนี้แข็งและมีความยืดหยุ่นกว่าชนิดขาวแข็ง ส่วนใหญ่นำไปทำผัดไทย หมี่กะทิ ผัดถั่วงอก ผัดขลุกขลิกน้ำพริกเผาหรือนำไปผสมเป็นเครื่องก๋วยเตี๋ยวหลอด

เต้าหู้ชนิดทอด มีส่วนประกอบคล้ายกับเต้าหู้ขาวแข็งแต่มีสัดส่วนและเทคนิคที่แตกต่างกัน เนื้อสัมผัสที่ได้จากเต้าหู้ชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อนำไปทอดแล้วจะพองตัวมากกว่าและภายในจะมีเนื้อเต้าหู้อยู่ไม่พองหรือ กลวง โดยมากจะใส่ในอาหารประเภทต้ม (พะโล้ ต้มผัดจับฉ่าย แกงต่างๆ และลูกชิ้นแคะ)

เต้าหู้ชนิดซีอิ๊วดำ วิธีทำนำเต้าหู้ชนิดเหลืองแข็งไปเคี่ยวกับซีอิ๊วดำและเครื่องเทศสมุนไพร ต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างโดยใส่น้ำตาลทรายแดงทำให้มีรสชาติ ที่กลมกล่อมสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเต้าหู้ชนิดอื่นๆ เพราะมีความชื้นน้อย ถ้าเก็บใส่ช่องฟรีซจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นิยมนำไปยำกับเกี้ยมไฉ่ ผัดกับดอกกุยช่าย ใส่ในอาหารเจแทนเนื้อหมูในพะโล้เจหรือทานเป็นอาหารว่างก็ได้

เต้าหู้หลอด
เป็นเต้าหู้เนื้อนิ่มมีสองชนิดคือ ชนิดที่ทำมาจากถั่วเหลืองล้วนและชนิดที่ผสมไข่ไก่ (เรียกว่าเต้าหู้ไข่) นิยมนำมาใส่ในแกงจืด สุกียากี้ ทำเต้าหู้อบ เต้าหู้ตุ๋นหรือนำมาคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วทอด

เต้าหู้พวง
เป็นเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วทอด ร้อยเชือกขายเป็นพวงใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟและพะโล้

เต้าหู้โมเมน
เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่น เต้าหู้ชนิดนี้เนื้อค่อนข้างแข็งแน่น นำไปปรุงเป็นอาหารได้เหมือนเต้าหู้ขาวแข็ง

เต้าหู้คินุ
เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่นเช่นกัน เนื้อเหมือนเต้าหู้ขาวอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหารได้เช่นเดียวกับเต้าหู้ขาวอ่อน

วิธีเลือกซื้อเต้าหู้
ทดสอบว่า เต้าหู้ยี่ห้อนั้นใส่สารกันบูดหรือไม่ โดยการนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องหนึ่งวันถ้าเสียแสดงว่าไม่ใส่สารกันบูด
ต้องไม่มี เหงื่อหรือน้ำขุ่นขาวซึมออกมาจากเต้าหู้
เมื่อดมดู แล้วต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นเปรี้ยว
สีใกล้เคียง กันทั้งก้อนไม่คล้ำและไม่มีจุดด่างดำ

การบรรจุหีบห่อแบบสุญญากาศจะช่วยให้เก็บเต้าหู้ได้นานขึ้น แต่ถ้าจะกินให้อร่อยเมื่อซี้อไปแล้วควรนำไปประกอบอาหารให้เร็วที่สุด สำหรับเต้าหู้ซีอิ๊วดำและเต้าหู้ทอดเท่านั้นที่ควรเก็บไว้ในช่องฟรีซส่วน เต้าหู้ชนิดอื่นๆ ให้เก็บในช่องเย็นธรรมดาหรือช่องใต้ช่องฟรีซจะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น