วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"มะเขือยาว" อร่อยมีสรรพคุณ

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th







ปัจจุบันพืชผักกินได้เกือบทุกชนิดมีราคาแพงมากจนบางครั้งหยิบแทบไม่ติด สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศในปีนี้แล้งจัดและอุณหภูมิสูง ทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักกินได้มีผลิตผลน้อยลง ซึ่งพืชผักบางชนิดแม้จะมีวางขายแต่จะไม่มีความสมบูรณ์ รูปทรงแคระแกร็นหรือหงิกงอ บางอย่างถึงกับขาดตลาดไม่มีวางขายเนื่องจากแห้งตายคาสวน จึงทำให้พืชผักกินได้มีราคาแพงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนแก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชผักกินได้ชนิดปลูกง่ายโตไวลงกระถางตั้งใน บริเวณบ้านไว้เก็บกินเอง เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มะเขือเทศ สามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่ง ซึ่ง "มะเขือยาว" เป็นพืชผักกินได้ ที่นอกจากปลูกเก็บผลรับประทานในครัวเรือนได้แล้ว บางส่วนของ "มะเขือยาว" ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย จึงแนะนำให้ปลูกเสริมเพื่อเก็บผลกินในบ้านอีกชนิดหนึ่ง

มะเขือยาว หรือ SO-LANUM MELONGENA LINN. อยู่ในวงศ์ SOLA-NACEAE เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นเดี่ยว แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่น กิ่งอ่อนมักมีขนละเอียดปกคลุมทั่วและมีหนามเล็กสั้นประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปค่อนข้างกลม ปลายแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยักหรือเป็นคลื่น ท้องใบมีขนนุ่ม ผิวใบสีเขียวสด

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อ 3-5 ดอก มีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแหลม ดอกเป็นสีม่วง กลางดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 1 อันอยู่ติดกับกลีบดอก ก้านเกสรและอับเกสรเป็นสีเหลือง "ผล" รูปกลมยาว มี 2 ชนิดพันธุ์คือ พันธุ์ที่ผลเป็นสีเขียว กับ พันธุ์ที่ผลเป็นสีม่วง ผิวผลเรียบเกลี้ยงและเป็นมัน ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ เวลาติดผลดกและผลยาวห้อยลงจะดูสวยงามทั้งสีเขียวและสีม่วง ติดผลตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปัจจุบัน "มะเขือยาว" มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 15 แผง "คุณปืด" ราคาสอบถามกันเอง



ประโยชน์ ทางสมุนไพร ลำต้นและราก แก้บิดเรื้อรัง อุจจาระเป็นเลือด แผลเน่าเปื่อยอักเสบ ใบ แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคหนองใน พอกแผลบวมเป็นหนอง ผลแห้ง ทำเป็นยาเม็ดกินแก้ปวด แก้ตกเลือดในลำไส้ ขับเสมหะ ผลสด ตำพอกแผลอักเสบมีหนอง ขั้วผลแห้ง เผาเป็นเถ้าบดให้ละเอียดกินเป็นยาแก้ตกเลือดในลำไส้ครับ

ระวัง ปอดบวมหน้าฝน

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th





ปอดบวมเป็นหนึ่งในโรคระบบทางเดินหายใจที่พบมากในช่วงหน้าฝน แต่ใครหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงโรคธรรมดาโรคหนึ่งที่อยู่กับเรานาน แต่อันที่จริงแล้ว ปอดบวมถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยในช่วงฤดูฝนไปเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ประธาน ชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติในเด็กแห่งประเทศไทย บอกว่า สภาพอากาศชื้นและเย็น จะช่วยเอื้ออำนวยให้เชื้อโรคต่างๆ มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ที่สำคัญยังพบว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่คอยผสมโรง และฉวยโอกาสจากผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ เยื่อบุโพรงจมูกและลำคอจะระคายเคืองและถูกทำลาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว หลุดลงไปที่ปอด และอวัยวะสำคัญอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้อาการต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นหลายเท่า จนอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุของโรคปอดบวม เกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อไวรั และเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญเพราะนอกจากจะก่อให้ เกิดปอดบวมรุนแรงยังสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆที่สำคัญและก่อให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรงได้ เช่นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบโรคติดเชื้อในกระแสเลือดและหูอักเสบ เป็นต้น

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคปอดบวมได้แก่ เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ แม้ว่าจะเป็นเด็กที่มีสุขภาพดีก็ตาม และผู้สูงอายุ ทั้งนี้จะยิ่งเสี่ยงสูงขึ้น หากเป็นผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคปอด โรคเบาหวาน และโรคเลือดซิกเคิลเซลล์ และในกลุ่มเด็กที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ที่ตัดม้ามออก หรือม้ามทำงานไม่ปกติ ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ในเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคปอดบวมนั้น พ่อแม่ควรเฝ้าระวังและป้องกันอย่างใกล้ชิด ด้วยการดูแลสุขภาพของลูกให้แข็งแรง นอกจากนี้ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกกล่าวอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง และบางครั้งมีโอกาสมีปอดบวมแทรกซ้อนได้อาการสำคัญคือ มีไข้ ไอมาก หายใจเร็วกว่า

ปกติ หอบหรือหายใจลำบากจนซี่โครงบุ๋ม ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกอาจเป็นปอดบวม ควรรีบพาไปพบแพทย์

การป้องกันคือ ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ล้างมือบ่อยๆ ปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่ไอจาม และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก เช่น เด็กเล็กควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้มีภูมิต้านทานจากแม่ส่งผ่านไปลูกทางน้ำนมและการให้วัคซีน ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆหลายชนิด รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม-โรคไอพีดีและวัคซีนไข้หวัดใหญ่

เทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัฒน์

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)


พ.อ.รศ. ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าว ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่
ภาย ใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)





โลกเราในปัจจุบันนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ซึ่งก็คือสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูล และข่าวสาร และเป็นยุคที่เป็นโลกของการติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดน ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารมีความทันสมัย ก้าวหน้าสามารถเชื่อมต่อโลกทั้งโลกได้ โดยไม่มีอุปสรรคด้านเวลาและระยะทาง

ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ของมนุษย์ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การทำธุรกิจ การศึกษา การวิจัยพัฒนา หรือแม้กระทั่งความบันเทิงต่างๆ สังเกตได้จากสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รอบตัวเราส่วนใหญ่จะถูกควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ทั้งสิ้น

ในปี 2004 นิตยสาร Business Week ได้ทำการจัดอันดับ 15 สุดยอดแบรนด์ของโลก บริษัทที่ติดอันดับต้นๆ เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าและให้บริการด้านเทคโนโลยีถึง 6 อันดับ ได้แก่ Microsoft, IBM, General Electric, Intel, Nokia และ Hewlett Packard บริษัทเหล่านี้เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านั้นด้วย ผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Internet, Search Engine, Wireless technology, Multimedia, Broadband, Telecommunications, Bio Technology ต่างๆ เหล่านี้ได้ปฏิวัติชีวิตและแบบแผนดั้งเดิมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเราจนหมดสิ้น มีสถิติบันทึกไว้ว่านับตั้งแต่ Internet เป็นที่รู้จักของชาวโลกแค่เพียง 4 ปี ก็มีผู้เข้าใช้งาน Internet มากถึง 50 ล้านคนทั่วโลก

เทคโนโลยีนำเราสู่โลกใหม่และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้มนุษย์อย่างมากมายมหาศาล เช่น ในด้านการศึกษา เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้โอกาสในการศึกษาเรียนรู้ของมนุษย์ขยายขอบเขตไป อย่างมาก เราสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลกผ่านสื่อ e-learning แบบ WBI (Web Based Instruction) หรือการเรียนการสอนผ่านบริการเว็บเพจ โดยมีผลสำรวจของสำนักวิจัย International Data Corporation (IDC) คาดการณ์ว่าในทวีปยุโรปความต้องการในการเรียนรู้ผ่าน e-learning จะขยายตัวเป็นสองเท่าในปี 2005 และจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงขึ้น 30% ทุกปีจนถึงปี 2008

ในด้านธุรกิจเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศ (Information & Communication Technology หรือ ICT) นับวันยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศ จะมีบทบาทหลักในการช่วยจัดเก็บข้อมูล ช่วยในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ รวมถึงเทคโนโลยีด้านการพัฒนาจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการสื่อสาร ผ่านทางระบบ Internet, Intranet และ Groupware (โปรแกรมที่ให้บริการ share ข้อมูลร่วมกันระหว่างกลุ่มคน service ที่ให้บริการ เช่น share calendars, email, share database, electronics meeting เป็นต้น)

ปัจจุบันนี้องค์กรต่างๆ กว่า 2,000 องค์กรทั่วโลก ต่างก็พยายามเชื่อมต่อเทคโนโลยีและพัฒนาการจัดการข้อมูลสารสนเทศให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านรูปแบบที่เรียกว่า EAI (Enterprise Application Integration) ซึ่งในทางธุรกิจ EAI ช่วยให้องค์กรสามารถคิดค้นโซลูชั่นใหม่ๆ ทางธุรกิจ, สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบซัพพลายเชน, ช่วยปรับปรุงการทำงานภายในองค์กร, ลดเวลาและลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มผลผลิต, ช่วยลดต้นทุน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ นอกจากนั้นเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (e-commerce) ยังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมอีกด้วย

e-commerce สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม เพราะถ้าเปรียบเทียบกับการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม e-commerce ใช้งบประมาณในการลงทุนต่ำกว่า, สามารถดำเนินการค้าอย่างไร้พรมแดนทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง ในประเทศออสเตรเลีย e-commerce มีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง มีการคาดการณ์จากภาครัฐว่า ในปี 2007 ธุรกิจ e-commerce จะช่วยให้ GDP ของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกถึง 2.7%

ในด้านการวิจัยพัฒนาและการแพทย์ การพัฒนาของเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio Technology) เปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering), Genome, DNA, Nano Technology เพื่อช่วยการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้านเกษตรกรรมและดานวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ สามารถช่วยให้เราพัฒนาวิธีและยารักษาโรคใหม่ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิจัยชื่อ James Baker ได้ทำการทดลองคิดค้นพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งวิธีใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี Nanomedicine ซึ่งก็คือการพัฒนาโมเลกุลของยาให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถเข้าไปทำลายเซลล์ มะเร็งในร่างกายได้โดยตรง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษา โดยใช้เคมีบำบัดในปัจจุบันและเทคโนโลยี Nanomedicine นี้ยังสามารถพัฒนาเพื่อรักษาโรคอื่นๆ ได้ต่อไป



ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาใน เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งญี่ปุ่นมองว่าเรื่องนี้จะเป็นกลยุทธในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้ใช้งบประมาณในการค้นคว้าวิจัยในด้านนี้สูงถึง 2 ล้านล้านเยน และจะเพิ่มงบประมาณในการค้นคว้าวิจัยให้สูงขึ้นถึง 25 ล้านล้านเยนภายในปี 2010

การมองเห็นโอกาสความร่วมมือหรือความสามารถต่างๆ และมองเห็นช่องทางในการก่อประโยชน์ให้กับองค์กร เป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย ได้มีการร่วมมือด้านการถ่ายโอนความรู้ด้านการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยกันหาแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีและธุรกิจโลกใน ยุคโลกาภิวัฒน์ ส่วนในด้านธุรกิจ บริษัท Rolls-Royce ก็ได้มีโครงการรวมมือกันกับกลุ่มบริษัทในประเทศสิงคโปร์เพื่อศึกษาค้นคว้า เรื่องระบบพลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์และโครงการนี้ก็ ประสบความสำเร็จได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

การคาดเดาอนาคตเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแต่ถ้าเรามีการเรียนรู้และมีการพัฒนาองค์ ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของเราเอง สิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ย่อมเป็นไปได้เสมอ ดังคำกล่าวของ Mr. Alan Kay หัวหน้าหน่วยเทคโนโลยีของบริษัท Xerox PARC ที่ได้กล่าวไว้ว่า “หน ทางที่ดีที่สุดในการกำหนดอนาคตคือเราจะต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

Knowledge Workers แรงงานในยุค Knowledge Economy

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)


พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนด และจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่
ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)




ในการบรรยายของผมในวันแรกของวิชา Management Information Systems ของหลักสูตร MBA.... ผมมักจะกล่าวว่า...“Environments change faster than organizations.”.... เป็นคำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นเศรษฐกิจแห่งองค์ ความรู้... การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบมีอัตราเร่งของสิ่งแวดล้อม การปฏิวัติทางข้อมูลข่าวสารประกอบกับความรวดเร็วของคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ท ทำให้ความรู้ต่างๆ ทุกแขนงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในทุกสองหรือสามปี.....จึงทำให้องค์กรต้องมี ความสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว... ในอนาคตต่อไปประมาณ 5 - 10 ปี โลกยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้นเป็นเท่าตัว... จากหนังสือ IT’S ALIVE ของ Christopher Meyer กล่าวไว้ว่า “Every enterprise either adapts to its environment, or dies” นั่นคือ.... ท่านจะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองหรือท่านจะยอมตายจากไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวด เร็วของสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น



ความรู้และเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากกว่าวัตถุดิบ ที่เป็นส่วนประกอบของสินค้า ดังนั้นแรงสมองจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันมากกว่าแรงงาน และเทคโนโลยี จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันมากกว่าทรัพยากรธรรมชาติ.....จึงทำให้ช่วง เวลาสองถึงสามปีที่ผ่านมาท่านผู้อ่านจะเห็นว่ามีการผลิตหนังสือด้านการบริ หาร การจัดการที่พูดถึง Knowledge Workers กันมากเหลือเกิน....Knowledge Workers หรือท่านอาจจะพบในหนังสือบางเล่มที่ใช้ในภาษาไทยว่า “แรงงานเปรื่องปัญญา” นั่นเอง

เศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้หรือ Knowledge Economy ต้องพึ่งพา Knowledge Workers เป็นอย่างมาก ซึ่งหมายถึง ผู้ที่มีความรู้ด้านทฤษฎี มีความรู้เฉพาะทางและมีประสบการณ์ เช่น แพทย์ ทนายความ อาจารย์ นักการเงินการบัญชีและวิศวกร เป็นต้น...แต่กลุ่มที่มีความต้องการสูงในขณะนี้คือ Knowledge Workers ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมและอาจรวมถึงนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งเราอาจเรียกเป็นภาษาไทยว่า “นักเทคโนโลยีเปรื่องปัญญา” ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับค่าจ้างสูงกว่าแรงงานแบบมีทักษะดังเดิม...... ในช่วงศตวรรษที่ 20 แรงงานที่ไร้ทักษะในโรงงานอุตสาหกรรมเคยเป็นพลังอันสำคัญยิ่งใหญ่ทาง เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง.....แต่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงเวลานับจากนี้....นักเทคโนโลยีเปรื่องปัญญาจะกลายเป็นพลังสำคัญ ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

ความรู้เป็นสิ่งที่ล้าสมัยได้อย่างรวดเร็วมาก..... มีการคาดไว้ว่าใน 5 ปีข้างหน้า ความรู้จะเพิ่มพูนขึ้น 100% ในทุกๆ 6 เดือน.....นั่นคือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ Knowledge Workers จะต้องขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา....จึงส่งผลให้รูปแบบใหม่ของการศึกษา ต่อเนื่องจะเน้นการเพิ่มพูนความรู้ในวิชาชีพเฉพาะในด้านต่างๆให้กับ Knowledge Workers...... การศึกษาต่อเนื่องจะเป็นธุรกิจที่เติบโตมาเป็นอันดับหนึ่งภายใน เวลาอีก 20 ถึง 30 ปีข้างหน้า....แต่ในเวลาอีก 5 ปีต่อจากนี้ไป เราจะเริ่มเห็นมีการสอนหลักสูตรสำหรับ Knowledge Workers และนักบริหารระดับสูงผ่านทางอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบเพราะพวกเขาเหล่า นี้ไม่มีเวลาที่จะเข้าศึกษาในระบบแบบมีห้องเรียนปกติอีกต่อไปแล้ว.... การศึกษาในยุคเศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้ จะมีราคาแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคมีราคาลดลง...การปฏิวัติสารสนเทศจะส่งผล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่กับระบบและรูปแบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย จะยิ่งส่งผลกระทบมากกว่าต่อการศึกษาต่อเนื่องของ Knowledge Workers....แบบที่เรียกว่า Anywhere Anytime

การศึกษาของ MIT ในปี 1989ได้พบว่าความล้มเหลวของบริษัทในสหรัฐฯ เกิดจากการที่ผู้บริหารระดับสูงมองเทคโนโลยีในฐานะที่เป็นทรัพยากรการดำเนิน งานมากกว่าที่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยในการกำหนดรูปแบบกลยุทธ์ของธุรกิจ การที่บริษัทไม่สนใจในการทำ R&D ด้านข้อมูลข่าวสารและไม่สนใจในการจัดการข้อมูลขององค์กรเพื่อนำมาช่วยในการ ปรับกลยุทธ์ขององค์กร ก็จะทำให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรลดต่ำลง....จึงทำให้เกิดแนว โน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาก็คือภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและภาค วิชาการจัดการการดำเนินงาน (Operation Management) ในคณะบริหารธุรกิจ จะรวมเป็นภาควิชาเดียวกัน (อาจจะเรียกว่าภาควิชา IT and OM).... แนวโน้มนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงเชื่อกันอย่างผิดๆ ว่า สารสนเทศเป็นงานของหัวหน้าฝ่ายศูนย์ข้อมูลสารสนเทศซึ่งแท้จริงนั้นพวกเขา เป็นเพียงผู้สร้างเครื่องมือเท่านั้น..... ผู้บริหารต่างหากที่จะเป็นผู้ใช้เครื่องมือเหล่านั้น...ในอนาคตข้างหน้าผู้ บริหารระบบสารสนเทศและผู้บริหารระบบการเงินการบัญชีอาจเป็นคนๆเดียว กัน...องค์ความรู้ที่อาศัยความชำนาญพิเศษด้านเทคโนโลยีดังกล่าวจึงกลายเป็น ทรัพยากรอันทรงคุณค่ามากขึ้นและอาจมีผลให้ Knowledge Workers ด้านเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มคนที่องค์ต้องการอย่างยิ่ง....

Knowledge Workers ต้องเคลื่อนย้ายเพื่อทำงานในหลายๆ Project ตลอดเวลาเพราะระบบสื่อสารเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากทำให้การติดต่อ สื่อสารง่ายขึ้น อัตราการเปลี่ยนงานก็จะสูงขึ้น.... อาจเป็นการย้ายไปทำงานในบริษัทแห่งใหม่ หรือข้ามไปทำงนในประเทศอื่น....ดังนั้นคนที่เก่งที่สุด และทะเยอทะยานที่สุดจึงต้องจากไปจากองค์กร....ไปในที่ๆให้คุณภาพชีวิตที่ดี กว่าแก่พวกเขา....

ความรู้และเทคโนโลยีจะทำ ให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดดังนั้น...หน้าที่ของรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือดึงดูดคนเก่งเอาไว้... ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสนใจที่จะดึงคนเก่งเหล่านี้เอาไว้... อีกทั้งไม่ให้การศึกษาที่ดีพอต่อประชากรของตน…เศรษฐกิจก็จะย่อยยับแบบก้าว กระโดดเช่นกัน.... THAILAND จงเจริญ

ทำอย่างไร! เมื่อเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th





บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกพบได้บ่อย โดยมากมักจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ ความประมาทขาดความระมัดระวัง ซึ่งอาการการบาดเจ็บจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะเวลาที่ผิวหนังสัมผัสกับความร้อน อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ระดับความลึกของบาดแผลและขนาดความกว้างพื้นที่ของบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนั้นๆ 3 ระดับความลึกของบาดแผล

ความ ลึก ระดับ 1 คือ บาดแผลอยู่แค่เพียงผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ซึ่งโดยปกติจะหายเร็วและไม่เกิดแผลเป็น

ความลึก ระดับ 2 คือ บาดเจ็บในบริเวณผิวหนังชั้นหนังแท้ บาดแผลประเภทนี้ ถ้าไม่มีภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนมักจะหายภายใน 2-3 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับความลึกของบาดแผลจากอุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดร่องรอยผิดปกติของบริเวณผิวหนัง หรืออาจมีโอกาสเกิดแผลเป็น แผลหดรั้งตามได้ ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง กรณีถูกไฟไหม้ หากบาดเจ็บไม่ลึกมากก็จะพบว่าบริเวณผิวหนังจะมีตุ่มพองใส เมื่อตุ่มพองนี้แตกออกบริเวณบาดแผลเบื้องล่างจะเป็นสีชมพู และผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก แต่ถ้าพยาธิสภาพค่อนข้างลึกจะพบว่า สีผิวหนังจะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองหรือขาวไม่ค่อยเจ็บ

ความลึก ระดับ 3 คือ ชั้นผิวหนังทั้งหมดถูกทำลายด้วยความร้อน บาดแผลเหล่านี้มักจะไม่หายเอง มีแนวโน้มการติดเชื้อของบาดแผลสูง และมีโอกาสเกิดแผลหดรั้งตามมาสูงมากถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
1.ล้างด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลช่วยลดการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณบาดแผลได้

2.หลังจากนั้นซับด้วยผ้าแห้งสะอาด แล้วสังเกตว่าถ้าผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใส หรือมีสีของผิวหนังเปลี่ยนไป ควรรีบไปพบแพทย์ แต่ถ้าไฟไหม้ น้ำร้อนลวกบริเวณใบหน้า จะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะบริเวณใบหน้ามักจะเกิดอาการระคายเคืองจากยาที่ใช้ ห้ามใส่ยาใดๆ ก่อนถึงมือแพทย์ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการตอบสนองต่อตัวยาไม่เหมือนกัน จะต้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

ข้อ ห้ามเมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
ไม่ควรใส่ตัวยา/สารใดๆ ทาลงบนบาดแผล ถ้าไม่แน่ใจในสรรพคุณที่ถูกต้องของยาชนิดนั้น โดยเฉพาะยาสีฟัน น้ำปลา เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้น รอยแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก สามารถเกิดได้ในกรณีที่บาดแผลมีความลึกค่อนข้างมาก หรือ ไม่ได้รับการรักษาโดยถูกต้อง แต่เมื่อเกิดรอยแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวกขึ้นแล้ว สามารถรักษาและทำให้ดีขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้สีผิวกลับมาเหมือนปกติได้ดังเดิมก็ตาม

การรักษาเริ่มตั้งแต่
1. ใช้ยาทาในระยะเริ่มต้น
2. การใส่ชุดผ้ารัด ในกรณีที่รอยแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกมีแนวโน้มที่จะนูนมากขึ้นและไม่ตอบสนอง ต่อการใช้ยาทา
3. ฉีดยาลบรอยแผลเป็น ซึ่งจะทำได้ในกรณีที่เกิดรอยแผลนูนและไม่ตอบสนองต่อการใส่ชุดผ้ารัด
4. ผ่าตัดแก้ไข โดยแพทย์จะต้องทำการประเมินลักษณะและความรุนแรงของบาดแผล

ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของบาดแผลหดรั้งเหล่านั้น... โดยทั่วไปช่วงอายุของผู้ป่วยไม่เป็นอุปสรรคในการรักษาบาดแผล และวิทยาการการรักษา ณ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก

ดูแลตนเองหลังการรักษา
1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นผง หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ระคายเคือง
2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด เพราะหากโดนบริเวณแผลก็อาจทำให้คันหรือมีการติดเชื้อได้ง่าย
3.รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ เพื่อเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่บริเวณบาดแผลให้บาดแผลสมานปิดเร็วขึ้น
4.หมั่นทายา / รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องรักษาความสะอาดแผลให้ดี

อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากความประมาทแทบทั้งสิ้น ถ้าต้องทำอาหารและอาจต้องสัมผัสของร้อน ควรระมัดระวังและป้องกันตนเองให้ดี ในบ้านที่มีเด็กเล็ก ควรระมัดระวังและจัดหาสถานที่ๆ วางวัสดุที่มีความร้อนให้เหมาะสม ห่างจากมือเด็กเอื้อมถึงได้ ส่วนบุคลากรที่ต้องทำงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องทำความร้อนต่างๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับเปลวไฟหรือเปลวเพลิงสูง ควรมีการป้องกันตนเองให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติภัยไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนี้

กฎของเคปเลอร์ (Kepler’s laws)

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณโครงการการเรียนรู้ในเรื่องวิทยา ศาสตร์โลกและดาราศาสตร์
ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง LESA โครงการวิจัยโดยหอดูดาวเกิดแก้ว, สำนักงานกองทุนกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.),
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิชาการดอทคอม
http://203.114.105.84/virtual/lesa/index1.htm






ภาพ ที่ 1 โจฮานเนส เคปเลอร์

นักปราชญ์ในยุคก่อนเชื่อว่า วงโคจรของดาวเคราะห์เป็นรูปวงกลมที่สมบูรณ์ จนกระทั่ง โจฮานเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งมีชีวิตอยู่ในระหว่าง ค.ศ.1571 – 1630 ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งของดาวเคราะห์ ที่ได้จากการตรวจวัดจากการสังเกตการณ์อย่างละเอียด แล้วทำการคำนวณย้อนกลับ พบว่าผลของการคำนวณซึ่งถือเอาวงโคจรเป็นรูปวงกลมนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ แต่กลับสอดคล้องกับผลของการคำนวณซึ่งถือเอาวงโคจรเป็นรูปวงรี ในปี ค.ศ.1609 เคปเลอร์ได้ประกาศว่า “ดาวเคราะห์ โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ที่โฟกัสจุดหนึ่ง” (กฎข้อที่ 1 กฎของวงรี)

ภาพที 2 วงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรี

หมายเหตุ: การสร้างวงรี สามารถทำได้โดย 2 วิธีคือ วิธีขึงเชือก สร้างสามเหลี่ยมระหว่างจุดโฟกัส 2 จุดและปลายดินสอ จากนั้นลากดินสอรอบจุดโฟกัส โดยให้เส้นเชือกตรึงอยู่ตลอดเวลา ดังภาพที่ 3 และวิธีภาคตัดกรวย ในภาพที่ 4

ภาพที 3 วงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรี


ภาพที 4 ภาคตัดกรวยชนิดต่างๆ

ในปีเดียวกัน เคปเลอร์พบว่า ความเร็วในวงโคจรของดาวเคราะห์มิใช่ค่าคงที่ แต่จะเคลื่อนที่เร็วเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และเคลื่อนที่ช้าลงเมื่อออกห่างจากดวงอาทิตย์ เคปเลอร์พบว่า “เมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนที่ตามวงโคจรไปในแต่ละช่วงเวลา 1 หน่วย เส้นสมมติที่ลากโยงระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์ จะกวาดพื้นที่ในอวกาศไปได้เท่าๆ กัน” (กฎข้อที่ 2 กฎของพื้นที่เท่ากัน)

ภาพที่ 5 พื้นที่ที่กวาดไปช่วงเวลาที่เท่ากัน ย่อมมีขนาดเท่ากัน

เก้าปีต่อมา ในปี ค.ศ.1618 เคปเลอร์พบว่า พื้นที่ของคาบวงโคจรของดาวเคราะห์ (คำว่า “พื้นที่” หมายถึง กำลังสอง) จะแปรผันตาม ปริมาตรของระยะห่างจากดวงอาทิตย์เสมอ (คำว่า “ปริมาตร” หมายถึง กำลังสาม) หรือพูดอย่างง่ายว่า “กำลัง สองของคาบวงโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ จะแปรผันตาม กำลังสามของระยะห่างจากดวงอาทิตย์” เมื่อนำค่ายกกำลังสองของคาบวงโคจรของดาวเคราะห์ (p2) มาหารด้วย ค่ากำลังสามของระยะห่างจากดวงอาทิตย์ a3 จะได้ค่าคงที่เสมอ (p2/a3 = k, k เป็นค่าคงที่) มิว่าจะเป็นดาวเคราะห์ดวงใดก็ตาม กฎข้อที่ 3 นี้เรียกว่า “กฎฮาร์มอนิก” (Harmonic Law)


ตารางที่ 1 กฏข้อที่ 3 ของเคปเลอร์
ระยะทาง 1 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 1 AU (Astronomical Unit) เท่ากับระยะทางเฉลี่ยจากโลกไปยังดวงอาทิตย์ หรือ 149,600,000 ล้านกิโลเมตร

สรุป กฎของเคปเลอร์:

ข้อที่ 1: ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ที่โฟกัสจุดหนึ่ง
ข้อที่ 2: เส้นตรงที่โยงระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์ จะกวาดเป็นพื้นที่เท่าๆ กัน ในช่วงเวลาที่เท่ากัน
ข้อที่ 3: กำลังสองของคาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ แปรผันตามกำลังสามของระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (p2/a3 = k, k เป็นค่าคงที่)

คิดถึงเรเชล คาร์สัน

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร ครอบ ครัวพอเพียง และ วิชาการดอทคอม
ที่มา
www.porpeangfamily.com





เรเชล คาร์สัน (Rachel carson) นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเสียชีวิตตั้งแต่ตอนสงกรานต์ปี 2507 ด้วยโรคมะเร็งร้ายด้วยอายุเพียงไม่ถึง 57 ปีเท่านั้น ชาวอเมริกันจำนวนมากสงสัยว่าสารเคมีที่เธอศึกษาน่าจะมีส่วนทำให้เธอเป็น มะเร็ง เธอศึกษาสารเคมีจำพวกดีดีที ที่ใช้ฉีดฆ่าแมลงและศัตรูพืชกันอย่างกว้างขวางในสมัยก่อน การศึกษาของเธอพบว่าสารเคมีจำพวกนี้มีผลร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะต่อนก ชนิดต่างๆ เนื่องจากมันทำให้เปลือกของไข่นกเปาะบาง จนฟักออกเป็นตัวไม่ได้ เมื่อนกหายไปในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่นกออกมาร้องเพลงตามกระบวนการหาคู่จึงไร้เสียงนก เธอนำผลการศึกษาออกมาพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Silent Spring ซึ่งอาจแปลว่า “ฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีเสียงนก” หนังสือเล่มนี้มีผลทำให้รัฐบาลอเมริกันห้ามใช้สารเคมีจำพวกดีดีทีซึ่งมีผล ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา



ปัจจัยที่ทำให้ผมนึกถึงเธอและหนังสือเล่มนั้นได้แก่การไปในย่านอำเภอวังน้ำ เขียวของจังหวัดนครราชสีมาย่านนั้นกำลังเป็นที่นิยมของผู้ต้องการไปปลูกบ้าน ไว้สูดอากาศเย็นบริสุทธิ์และผู้ทำศูนย์สัมมนาและรีสอร์ทเพื่อจูงใจให้คนไป พักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับทำงานไปด้วย ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีการตัดต้นไม้และทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาทำไร่ทำสวนอย่าง ต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้มีผลทำให้ป่าหมดไปจนกลายเป็นพื้นที่เตียนโล่งและเขาหัวโลน อย่างหัวทั่วถึงจะเป็นเพราะการหมดไปของป่าหรือว่าสารเคมีที่ใช้กันในไร่สวน หรือทั้ง สองปัจจัยรวมกันก็ได้ที่ทำให้ผมสังเกตว่าหานกดูได้ยากมากในย่านวังน้ำเขียว

การหมดไปของป่าทำให้ผมนึกถึงการล่มสลายของชิเฮติ เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวเรื่องแผนดินไหวร้ายแรงมากในเฮติ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฮิลปันโยลาในทะเลแคริบเบียนความเสียหายอย่างกว้างขวางจาก แผนดินไหวนั้นดูเหมือนจะเป็นการซ้ำเติมชาวเฮติซึ่งเดือดร้อนจากความยากจนจะ ความล่มสลายของชาติอยู่แล้ว ความยากจนเกิดจากความฉ้อฉลของชนชั้นผู้นำซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการตัดต้นไม้ ทำลายป่าจนหมดสิ้น เฉกเช่นสังคมในอดีต การทำลายป่านำมาซึ่งความล่มสลายของเฮติ



ตอนนี้เมืองไทยยังทำลายป่ากันอย่างต่อเนื่องรวมทั้งป่าในย่านวังน้ำเขียว ซึ่งซึ่งกำลังจะหมดไปและป่าในภาคเหนือที่กำลังถูกเผาจนเป็นข่าวรายวัน หากเข้าไปดูแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศในอินเทอร์เน็ตจะเห็นว่าตอนนี้พื้นที่ ป่าของไทยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รอบๆ วังน้ำเขียว ก็มีเพียงเขาใหญ่และอุทยานทับลานที่พอจะยังมีเสียเขียวหลงเหลืออยู่บ้าง น่าคิดไหมว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อป่าถูกทำลายหมดไปเช่นเฮติ

“ทะเล” ช่วยเยียวยาสุขภาพ

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th





การไปเที่ยวชายทะเลไม่เพียงแต่ให้ความ สนุกสนานรื่นรมย์ หากแต่ทะเลยังทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจที่จะช่วยเยียวยาร่างกาย และจิตใจของเราได้อย่างแสนวิเศษ



การพักผ่อนริมชายทะเลธรรมชาติอันทรงอำนาจนี้ ไม่เพียงแต่จะให้ความรื่นรมย์และเพลิดเพลิน แต่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ช่วยในการเยียวยาและรักษาสุขภาพและนี่คือสิ่ง ดีๆ ที่ทะเลและการใช้เวลาบนหาดทรายในยามหน้าร้อนสามารถให้เราได้

1. แสงแดด
ให้คุณประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพ ที่รู้จักกันดีก็คือเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินดี ซึ่งช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ซึ่งเราจะได้รับวิตามินดีจากอาหารเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องมาจากแสงแดด

ดังนั้นให้ร่างกายได้อาบแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้า(ก่อน 9 โมงเช้า) หรือยามเย็น(หลังสี่โมงเย็น) สัก 10-15 นาที แต่การสัมผัสแสงแดดนอกเหนือเวลานั้น ต้องป้องกันด้วยการทาครีมกันแดด ใส่แว่นตากันแดดใส่เสื้อผ้าที่ปกป้องผิวกายให้มากที่สุด และอยู่ให้ห่างจากพระอาทิตย์ในช่วงที่รังสียูวีแรงที่สุด คือราว 10 โมงเช้าถึงสี่โมงเย็น

2. น้ำทะเล
น้ำทะเลมีประโยชน์ต่อการรักษาสุขภาพและพบว่าน้ำทะเลอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินมากมายที่ร่างกายต้องการ และปัจจุบันการเยียวยาสุขภาพในแบบที่เรียกว่า Thalassotherapy มีให้บริการมากมายในสปา ในยุโรป เพื่อได้ใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลอย่างเต็มที่ สำหรับการรับประโยชน์จากน้ำทะเลโดยไม่ต้องเข้าสปาราคาแพง เพียงแค่แช่ตัวในน้ำทะเลก็ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากน้ำทะเลเป็นแอสตริงเจนต์ตามธรรมชาติ ช่วยสมานผิว บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบและทำให้แผลหายเร็ว

อีกวิธีหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลในการเยียวยาสุขภาพ ก็คือ การหายใจเอากลิ่นอายของน้ำทะเลเข้าไปในจมูก โดยใช้สองมือประสานกันวักน้ำทะเลขึ้นมาจ่อไว้ใต้จมูก และสูดหายใจเข้าลึกๆ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยทำความสะอาดไซนัส และเปิดเส้นทางลมให้จมูกโล่งสบาย

3. ทราย
เป็นสารขัดผิวตามธรรมชาติมันจึงเป็นเครื่องมือในการทำความสะอาดผิวที่แสน วิเศษ ทำให้ผิวเปียกด้วยน้ำทะเล แล้วถูทรายบนผิวอย่างเบามือให้ทั่วเรือนร่าง คุณยังสามารถนำกลิ่นอาย และความรู้สึกของทะเลมาสร้างความรู้สึกสงบที่บ้านได้ ด้วยการใช้ทรายในการจัดสวนถาดแต่งบ้าน

4. ฟองน้ำ
เป็นสัตว์ทะเลที่พบได้ในเขตน้ำอุ่น ซากแห้งของมันมีคุณสมบัติพิเศษในการอุ้มน้ำได้มาก และชาวกรีกก็ใช้มันในการอาบน้ำและขัดถูร่างกาย ฟองน้ำธรรมชาติจะเป็นสีน้ำตาลหรือเทาอ่อนๆ และมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเลย ฟองน้ำแห้งสามารถนำมาวางใส่ขวดโหลเพื่อตกแต่งห้องหรือห้องน้ำ และเมื่อชุบน้ำอีกครั้ง ก็สามารถใช้ในการทำความสะอาดและขัดผิวได้อย่างแสนวิเศษ

5. ปะการัง
ศิลปะแห่งท้องทะเลนี้เป็นแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงสำหรับหลายคน ปะการังที่ถูกซัดขึ้นมาบนชายหาด จึงเป็นของแต่งบ้านแสนสวยที่ให้ความอิ่มเอมทางอารมณ์ นอกจากนี้ หินปะการังยังเป็นหินขัดผิวเท้าชั้นดี ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และทำให้เลือดสูบฉีดและไหลเวียนมายังเท้า

6. สาหร่ายทะเล
คุณประโยชน์อันโดดเด่นอย่างหนึ่งของสาหร่ายทะเลที่ไม่มีพืชใดเหมือนก็คือ มันช่วยขับสารพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขจัดรังสีและโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกไป รวมถึงสารพิษที่เกิดจากมลภาวะแวดล้อมอื่นๆ ได้ดี

7. เปลือกหอย
การได้ค้นหาและชื่นชมงานสร้างสวรรค์อันแสนวิเศษของธรรมชาตินี้ เป็นการใช้เวลาว่างอันแสนวิเศษของใครหลายคน ทำให้เราหลุดจากความหมกมุ่น และให้จิตใจได้โบยบินไปอย่างอิสระ มันยังเป็นของแต่งบ้านแสนสวย โดยเฉพาะในห้องน้ำ และเปลือกหอยยังใช้เป็นที่วางเทียนหรือธูปหอม เพื่อสร้างกลิ่นอายอันผ่อนคลายในบ้าน และให้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ

8. อากาศริมทะเล
การหายใจเอาอากาศสดชื่นริมทะเลเข้าไป ช่วยให้เราผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวางกลิ่นเค็มจางๆ ที่ปนอยู่ในอากาศทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์ และมีชีวิตชีวาแฝงอยู่ที่ไม่อาจพบได้ในที่อื่นใด หายใจเข้าลึกๆ แล้วความเครียดจะสลายไป และคุณจะหาวิธีรับมือกับความกดดันได้ดีขึ้น

9. การออกกำลัง
การเล่นโยคะหรือวิ่งบนชายหาด เป็นวิธีการอันแสนวิเศษในการรักษาสมรรถภาพร่างกาย และได้ประโยชน์จากกิจกรรมกลางแจ้งที่เราทำริมทะเลหน้าร้อน คุณควรออกกำลังตอนเช้าหรือบ่ายคล้อยจวนเย็น ซึ่งแดดไม่จัดเกินไป และควรดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนและระหว่างการออกกำลัง รวมทั้งหลังการออกกำลัง เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

10. คลายความเครียด
แสงอากาศและคลื่น...ทุกสิ่งที่ริมทะเลล้วนเป็นยาชั้นดีในการผ่อนคลาย ลองใช้ประโยชน์จากสรรพสิ่งต่างๆ แห่งท้องทะเลที่แนะนำไว้ข้างต้น มันจะละลายความเครียดและนำคุณกลับสู่ธรรมชาติ ทิ้งแล็ปท็อปและโทรศัพท์มือถือเอาไว้ที่บ้าน และอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุดอย่างน้อยก็ปีละสักครั้งเถอะนะ


สุขภาพเป็นยังไง...ลิ้นบอกได้นะ!

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)


"ลิ้น" เป็นอวัยวะสำคัญที่แพทย์จีนแผนโบราณใช้ในการตรวจโรค เพราะลิ้นเป็นอวัยวะที่บอบบาง ลักษณะของลิ้นจึงเปลี่ยนไปตามสภาพร่างกายได้ง่ายโดยตำราแพทย์แผนจีนแบ่ง แผนที่ "ลิ้น" ออกเป็นธาตุทั้ง 5 ดังนี้

ปลาย ลิ้น : ธาตุไฟ
ระบบหลอดเลือด หัวใจ

ปลายลิ้นจะบ่งบอกถึงสุขภาพหัวใจทั้งกายและจิต สีแดงและจุดแดงที่ปลายลิ้น แสดงถึงความเครียดต่างๆ โดยธาตุไฟที่พลุ่งพล่านนี้จะสื่อว่า หัวใจของเราทำงานหนักเกินไป เพราะมีความเครียดและแรงกดดันนั่นเอง

ส่วนถัด จากปลายลิ้นเข้ามา : ธาตุเหล็ก
ระบบหายใจและ ระบบภูมิคุ้มกัน

บริเวณนี้หมายถึงแนวโค้งที่อยู่ถัดจากปลายลิ้นเข้ามา หากมีสีออกแดงหรือมีจุดสีแดงขนาดเท่าหัวเข็ม อาจสื่อถึงการติดเชื้อในปอดสีซีด บ่งบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ถ้ามีสีออกน้ำตาลอาจแสดงถึงเชื้อราในปอด

กลาง ลิ้น : ธาตุดิน
ระบบย่อยอาหาร

กลางลิ้นจะเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร ม้าม และตับอ่อน รวมถึงปัญหาของระบบขับถ่าย เช่น คราบสีแดงและเหลืองที่กลางลิ้น บ่งบอกถึงโรคกรดไหลย้อนที่ทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึก การเปลี่ยนแปลงใดก็ตามในบริเวณธาตุดินอาจช่วยชี้ปัญหาในระบบขับถ่ายที่เรา ยังไม่รู้ก็ได้

ข้าง ลิ้น : ธาตุไม้
ระบบของตับ

หากมีรอยฟันที่ข้างลิ้นอาจหมายความว่าพลังงานที่ตับไม่ไหลเวียน บางครั้งจะเห็นเป็นจุดสีเขียวช้ำหรือม่วง หากเป็นสีเข้มอาจสื่อถึงปัญหาร้ายแรง เช่น กระดูกซี่โครงด้านล่างขยายตัวหรืออาการปวดบวมบริเวณท้องน้อย

โคน ลิ้น : ธาตุน้ำ
ระบบปัสสาวะ

โดยหลักแล้วโคนลิ้นจะสื่อถึงไตและกระเพาะปัสสวะ สิ่งที่เราต้องดูคือสีและคราบ ถ้าโคนลิ้นตรงกลางมีคราบสีเหลืองอาจแสดงว่ากระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ ซึ่งบรรเทาอาการได้ด้วยการดื่มน้ำวันละ 8-12 แก้ว กันไว้ก่อนดีกว่าต้องไปพบแพทย์ทีหลังนะ


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากLisa

กีวีผลไม้มีประโยชน์

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของกรม ประสัมพันธ์ และ วิชาการดอทคอม
ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์
www.prd.go.th





กีวี ถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง วันนี้มีประโยชน์ที่ได้ รับจากกีวีมาบอกกันค่ะ...



แหล่งวิตามินซีในปริมาณสูงสุด
กีวีสีเขียวและกีวีโกลด์หรือกีวีสีทอง กีวีทั้งสองชนิดมีปริมาณวิตามินซีสูงสุดถ้าเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น เช่น ส้ม หรือมะละกอ จากการวิจัยพบว่า กีวีหนึ่งผลมีวิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งลูกถึง 74% การรับประทานกีวีสองผลต่อวันจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกายอย่างเห็น ได้ชัด ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรคซึ่งจะช่วยป้องกันไข้หวัด และซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอแถมยังกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ

อุดมด้วยโฟเลตสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
โฟเลตมีบทบาทสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกและคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการเซลล์ใหม่เป็นจำนวนมาก การรับประทานโฟเลตเป็นประจำทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ผิวและเซลล์เม็ดเลือดมีสุขภาพดี กีวีมีปริมาณโฟเลตสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วย มะม่วง สัปปะรด และแอปเปิ้ล โดยมากกว่ากล้วย 49% และมากกว่ามะม่วงถึง 112.8%

สุดยอดคุณค่าวิตามินอี
วิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยชะลอความแก่ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยในการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า กีวีมีปริมาณวิตามินอีสูงสุด โดยเฉพาะกีวีทองจะมีวิตามินอีมากกว่ามะม่วงถึงหนึ่งเท่า

เต็มที่ด้วยพลังไฟเบอร์
ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานในร่างกาย แต่สามารถทำให้อิ่มได้เร็วและนาน นอกจากนี้ยังช่วยชำระล้างและปรับปรุงระบบย่อยอาหาร รวมถึงส่งเสริมให้หัวใจและร่างกายแข็งแรง กีวีเขียวหนึ่งผลมีปริมาณไฟเบอร์มากกว่ากล้วย 15% และมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25%

รู้อย่างนี้แล้ว หันมารับประทานกีวีกันเยอะๆ เพื่อสุขภาพที่ดีแถมยังไม่อ้วนอีกด้วย.

กรด หรือ ด่าง ? เลือกให้ถูก กินให้เป็น

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลได้ค้นพบว่า หากร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เราอาจล้มป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคพยาธิติดเชื้อ เบาหวาน ฯลฯ

ปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายดูดซึมสามารถวัดได้ด้วยค่า pH ซึ่งมีระดับตั้งแต่ 0 ถึง 14 หากวัดได้ที่ค่า 0 หมายถึง เลือดมีความเป็นกรดสูง และไล่ไปจนถึงค่า pH ที่ 14 หมายถึง เลือดมีความเป็นด่างสูง ซึ่งระดับที่ร่างกายมีความสมดุลของกรดด่าง และออกซิเจนจะอยู่ที่ประมาณ 7.365 ค่อนไปทางความเป็นด่างเล็กน้อย และหากค่า pH สูง หรือต่ำจนเกินไป คุณจะรู้สึกไม่สบาย เหนื่อยล้า น้ำหนักขึ้น ท้องผูก และปวดเมื่อย

ผู้คนส่วนใหญ่ในแถบอเมริกาและยุโรป จะมีร่างกายที่มีความเป็นกรดมากกว่าด่าง เพราะอาหารที่บริโภคและการใช้ชีวิต จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมออกซิเจนได้เพียงพอ ทำให้เราสามารถพบเห็นมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในกลุ่มประเทศแถบนี้

4 สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายมีความเป็นกรดสูง ได้แก่ ความเครียด สารพิษ เชื้อโรค และอาหารที่เรารับประทาน


อาหาร ที่มีความเป็นกรด
อาหารโดยส่วนใหญ่ในช่วงชีวิตของเรา โดยมากจะมีค่าเป็นกรด ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้เราป่วยและเหนื่อยง่าย และน่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารสุดโปรดของเราทั้งนั้น เช่น

• ฟาสต์ฟู้ด
• น้ำตาล
• ชา กาแฟ
• เนื้อสัตว์
• แป้ง
• ผลไม้รสหวาน
• เดลี่โปรดักส์
• ไขมัน
• ถั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์

อาหารที่มี ความเป็นด่าง
อาหารที่มีความเป็นด่างสูงสามารถช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดให้คุณ การรับประทานอาหารที่มีค่าเป็นด่าง จะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้ อาหารนั้นได้แก่



• ผักโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผักใบเขียว
• สลัด ที่ได้มาจากผักจำพวกผักกาด ผักขม ขึ้นฉ่ายยักษ์ แตงกวา อะโวคาโด เป็นต้น
• เครื่องเทศ เช่น โหระพา สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ขิง
• ผลไม้ จำพวก แตงโม อะโวคาโด แตงกวา มะพร้าวอ่อน
• Wheat Grass
• กล้าหรือยอดผักต่างๆ เช่น หัวแอลฟัลฟา ถั่ว บรอกโคลี

ส่วนน้ำดื่มที่ดีที่สุดก็จะเป็นน้ำเปล่าที่มีค่าความเป็นด่าง น้ำผัก และน้ำWheat Grass ถ้าร่างกายของเรามีค่าความเป็นกรด เราก็ควรที่จะรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีค่าความเป็นด่าง เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบในร่างกาย

กล่าวโดยรวมคือ การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างนั้น จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้นจากภายในทำให้เราพร้อมที่จะปฏิบัติ กิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยความสดใสและมั่นใจ



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากโพสต์ทูเดย์

สูบความตาย สารอันตรายในบุหรี่

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร ครอบครัวพอเพียง และ วิชาการดอทคอม
ที่มา
www.porpeangfamily.com







บุหรี่ที่มีสารประกอบต่างๆ อยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ ชนิด และมีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า ๔๒ ชนิด ซึ่งบางชนิดมีอันตรายที่สำคัญได้แก่

- นิโคติน เป็นสาระสำคัญในบุหรี่ ถ้าสูบบุหรี่น้อยๆ ๑-๒ มวน อาจกระตุ้นให้กระปรี้ กระเปร้า แต่ถ้าสูบมากจะทำให้เกิดการกดประสาทส่วนกลาง กระตุ้นต่อมหมวกไต ให้หลั่งเอพิเนฟริน (epinephrine) และนอร์เอพิเนฟริน (nor epinephrine) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วในบุหรี่ ๑ มวน จะมีนิโคตินประมาณ ๐.๘ – ๑.๐ มิลลิกรัม บุหรี่ก้นกรองไม่ได้ทำให้ปริมาณนิโคตินลดลง

- ทาร์หรือน้ำมันดิบ (tar) ประกอบด้วยสารหลายชนิดเกาะเป็นสีน้ำตาล ทาร์จัดเป็นสารก่อมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ร้อยละ ๕๐ ของทาร์จะจับที่ปอดก่อให้เกิดการระคายเคืองทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ

- คาร์บอนมอนนอกไซด์ (carbonmonoxide) เป็นตัวที่ทำให้ความสามารถในการจับระหว่างออกซิเจนกับฮีโมโกลบินลดลง ทำให้การขนส่งออกซิเจนสู่เซลล์ลด ส่งผลให้เซลล์ต่างๆในร่างกายได้รับออกซิเจนลดลง โดยเฉพาะสมองทำให้มึนงง การตัดสินใจช้า เหนื่อยง่าย

- ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (hydrogen cyanide) เป็นแก๊สพิษทำลายเยื่อบุ หลอดลม ส่วนต้น และระคายเคืองหลอดลม ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ
- แอมโมเนีย (ammonia) ทำให้ระคายเคืองเนื้อเยื่อ แสบตาจมูก หลอดลมอักเสบและไอ

- สารกัมมันตรังสี (radioactive agents) ในควันบุหรี่จะมีโพโลเนียม เอ ที่มีรังสีแอลฟาทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้
- แคดเมียม (cadmium) ส่งผลต่อตับ ไตและสมอง

- สารหนู (arsenic) มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

- ฟอมาลดิไฮด์ (formaldehyde) รู้จักกันดีในการใช้ดองศพ ก่อให้เกิดมะเร็ง

- ตะกั่ว (lead) ไปทำลายระบบต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบหัวใจ ไต ระบบสืบพันธ์ ทำให้ความดันเลือดสูง เป็นหมัน สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

นม เปรี้ยว

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)
ก๊อ ฟฟี่ (9,063 views) first post: Wed 30 June 2010 last update: Wed 30 June 2010
นม เปรี้ยวเป็นน้ำนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ที่มีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เชื้อ แลกโต บาซิลลัสที่ช่วยในการย่อยอาหาร

หน้าที่ 1 - นมเปรี้ยว

นมเปรี้ยวเป็นน้ำนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่มีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่ เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เชื้อ แลกโต บาซิลลัส ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และผลิตวิตามินเค และทำให้เกิดการหมักตัว มีความเปรี้ยวขึ้น น้ำนมที่นำมาใช้ทำนมเปรี้ยวนั้น มีทั้งเป็นน้ำนมสดและนมที่ได้สกัดเอามันเนยออก แล้วอาจมีการเติมสี กลิ่นรสชาติ เช่นเติมผลไม้เชื่อม หรือเติมรสส้ม องุ่น ลิ้นจี่ ฯลฯ

ประเภทของนม เปรี้ยว

นม เปรี้ยวที่วางขายในท้องตลาดมีหลายชนิดสามารถแบ่งได้ดังนี้

นมเปรี้ยวชนิดผง ดัดแปลงมาจากน้ำนมวัวธรรมดาและคงคุณค่าของสารอาหารในน้ำนมได้ ทั้งด้านโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ แต่ผ่านกระบวนการหมัก จนเกิดกรดที่มีรสเปรี้ยวเสียก่อน จึงนำมาทำให้แห้งเป็นผงนมเปรี้ยวชนิดนี้ใช้สำหรับเด็ก โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหารของเด็ก

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีลักษณะกึ่ง แข็งกึ่งเหลว ทำโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้อราบางชนิดตามธรรมชาติ ที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย ลงไปในนมและทิ้งไว้ให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว ในอดีตการผลิตนมเปรี้ยวจะไม่มีการปรุงแต่งสี กลิ่น รส ต่อมาได้มีการพัฒนาดัดแปลงปรุงแต่งเติมทั้งสี กลิ่น รส ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกันหลายอย่างให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ตาม พอใจ

นมเปรี้ยวที่เป็นของเหลว มักจะทำมาจากนมขาดมันเนยและมีการเติมน้ำตาลลงไปเพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เจริ ยเติบโตได้ดี เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้มักจะเป็นแลกโตบาซิลลัส แล้วปล่อยให้เกิดการหมักและย่อยนมบางส่วนจนกระทั่งมีรสเปรี้ยวจึงนำออกมา จำหน่าย

นมเปรี้ยวเทียม คือ น้ำนม ที่นำมาเติมกรดแลคติกหรือกรดอื่นๆ เพื่อทำให้เกิดรสเปรี้ยว โดยไม่ผ่านการหมักหรือเติมจุลินทรีย์ใดๆ แล้วปรุงแต่งสี กลิ่น รส แล้วนำออกมาจำหน่าย ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บในที่ที่เย็น และสามารถเก็บได้นานกว่านมเปรี้ยวธรรมดา

สารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคนมเปรี้ยวจะแตกต่างกันออกไปตามนมที่นำมาใช้ใน การทำ โดยแยกตามปริมาณของไขมัน มี 3 ระดับคือ นมเปรี้ยวที่มีไขมันสูง จะมีไขมันประมาณ 3% ขึ้นไป นมเปรี้ยวไขมันต่ำ จะมีไขมันปริมาณ 1.5 - 3% และชนิดที่มีไขมันน้อยมาก

นอกจากนี้จะมีปริมาณโปรตีนประมาณ 12 - 18% ส่วนปริมาณคาร์โบไฮเดรทจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งรส และมีปริมาณเหล็กและทองแดงต่ำมาก คุณค่าทางโภชนาการของนมเปรี้ยว จึงขึ้นอยู่กับชนิดของนมที่นำมาใช้ และปรุงแต่งลงไป ถ้าทำมาจากนมสด คุณค่าจะเท่ากับนมสด ถ้าทำมาจากหางนมที่ได้สกัดไขมันออกจะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยลงไป จึงไม่ควรรับประทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก

การเลือกซื้อนมเปรี้ยว

การเลือกซื้อนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมเพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภคก่อนซื้อ ควรพิจารณาอ่านฉลาก ซึ่งต้องมีรายละเอียด คือ ชื่ออาหาร, เลขทะเบียน, ตำรับอาหาร, ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต, ปริมาณสุทธิ, ส่วนประกอบที่สำคัญ, วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุ, คำแนะนำในการเก็บรักษาและสิ่งเจือปนหรือเติมแต่งลงไป

คำ แนะนำในการบริโภคนมเปรี้ยว

เนื่องจากนมเปรี้ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่เติมสารจุลินทรีย์เข้าไป จึงจำเป็นต้องเก็บในที่ๆมีอุณหภูมิที่ไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส และเก็บไว้ไม่เกิน 7 วัน และควรบริโภคให้หมดก่อนวันหมดอายุ หากเปิดภาชนะบรรจุแล้วบริโภคไม่หมดภายในวันเดียว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดผาให้มิดชิด

การสังเกตลักษณะของนมเปรี้ยวที่ดี คือ ถ้าเป็นนมเปรี้ยวที่เป็นน้ำ ต้องไม่มีตะกอนหรือลักษณะเป็นก้อนๆ ที่ก้นขวดหรือภาชนะบรรจุ ถ้าเป็นโยเกิร์ต จะต้องอยู่ในลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว กลิ่นและรสไม่ผิดไปจากปกติ(ยกเว้นกลิ่นและรสที่ปรุงแต่งลงไป)

การบริโภคนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตจะได้รับกรดแลคติก ที่เกิดจากการหมักตัวของจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสได้ดียิ่งขึ้น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ที่กระเพาะมีปริมาณความเป็นกรดลดลง ทำให้อาหารไม่สามารถย่อยได้ดี การบริโภคนมเปรี้ยวจะช่วยปรับสภาพของกระเพาะอาหารให้เป็นกรดขึ้น และทำให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น รวมทั้งป้องกันไม่ให้เชื้อโรคตัวอื่นๆรุกล้ำเข้าไปในระบบย่อยอาหารและนอกจาก นี้จุลินทรีย์ที่เติมในนมเปรี้ยวยังมีส่วนช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย และจากที่นมเปรี้ยวบางชนิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมสด และนำมาสกัดไขมันออก จึงมีบางคนเข้าใจว่า เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ จึงใช้เป็นอาหารหลักในการลดน้ำหนัก ดังนั้นก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาก่อนว่า การเลือกซื้อที่ปรุงแต่งเติมน้ำตาลและผลไม้ลงไป ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังงานให้มากขึ้นด้วย แทนที่จะเป็นการลดน้ำหนัก ก็อาจจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ

การบริโภคนมเป็นสิ่งที่ดีร่างกายจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ครบถ้วน ดังนั้นการบริโภคนมเปรี้ยวจึงต้องพิจารณาวัตถุดิบที่นำมาผลิต รวมทั้งราคาเมื่อเทียบกับปริมาณของอาหาร และสารอาหารที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์อื่นๆในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าท่านคิดจะบริโภคเป็นอาหารว่าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติบ้างคงไม่เป็นไร


ขอ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากก๊อฟฟี่