วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นักฟิสิกส์อเมริกันพบ "อนุภาคพระเจ้า" อาจมีถึง 5 เวอร์ชัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2553

ห้อง ปฏิบัติการดีซีโรที่อาจพบอนุภาคพระเจ้าถึง 5 เวอร์ชัน (ภาพประกอบทั้งหมดจากบีบีซีนิวส์)


ขณะที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์นยัง ไม่พบ "ฮิกกส์" ด้านแล็บคู่แข่งที่สหรัฐฯ ก็พบสัญญาณที่อาจเป็นอนุภาคพระเจ้านำหน้าไปก่อน และยังอาจมีรูปแบบมากถึง 5 เวอร์ชันเลยทีเดียว

ข้อมูลใหม่นี้นี้บีบีซีนิวส์ระบุว่า อาจชี้ให้เห็นถึงฟิสิกส์ใหม่ที่อยู่นอกเหนือทฤษฎีปัจจุบันซึ่งรู้จักกันว่า "แบบ จำลองมาตรฐาน" (Standard Model) และอนุภาคฮิกกส์โบซอน (Higgs boson) ซึ่งเป็นอนุภาคย่อย ทีจะอธิบายได้ว่าเหตุใดอนุภาคต่างๆ จึงมีมวล ได้กลายเป็นอนุภาคที่มีความสำคัญต่อแบบจำลองมาตรฐานนี้ อย่างไรก็ดี แม้จะพยายามมาหลายทศวรรษแต่ยังไม่มีใครพบอนุภาคนี้เลย

แนวคิดเกี่ยวกับอนุภาคฮิกกส์ที่มีรูปแบบหลากหลายนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผลการทดลองของห้องปฏิบัติการดีซีโร (DZero) ของสหรัฐฯ รวบรวมได้ จากการเดินเครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอน (Tevatron) ของห้องปฏิบัติการเฟอร์มิหรือเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

แผนผังแบบ จำลองมาตรฐาน ที่อนุภาคอื่นๆ ได้รับการค้นพบแล้ว ยกเว้นอนุภาคฮิกกส์ที่ยังไม่มีการยืนยัน



ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการดีซีโรนั้นออกแบบมาเพื่อไขปริศนาว่าเหตุใดโลกรอบตัวเราจึง ประกอบไปด้วยสสารปกติอย่างมาก แต่กลับไม่มีคู่ขนานอย่าง "ปฏิสสาร" อยู่เลย ซึ่งในการทดลองนี้นักวิจัยได้ทำการทดลองเพื่อสังเกตการชนกันของโปรตอนและ อนุภาคโปรตอนภายในเทวาตรอน และผลจากการชนกันมักจะให้สสารออกมากกว่าปฏิสสารเล็กน้อย

ความแตกต่างระหว่างสสารและปฏิสสารนี้นักฟิสิกส์เรียกว่า "ความขัดแย้งซีพี" (CP violation) แต่ผลการทดลองนี้ดูเล็กลงเมื่อเทียบกับผลอื่น เมื่อการทดลองดีซีโรแสดงให้เห็นว่า "อสมมาตร" ระหว่างสสารและปฏิสสารนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด ซึ่งอาจจะอธิบายถึงแบบจำลองมาตรฐานได้

บ็อกแดน โดเบรสคุ (Bogdan Dobrescu) ดร.อดัม มาร์ติน (Adam Martin) และแพทริค เจ ฟอกซ์ (Patrick J Fox) จากเฟอร์มิแล็บกล่าวว่า ผลกระทบของอสมมาตรขนาดใหญ่นี้ สามารถคำนวณได้จากการมีอยู่ของอนุภาคฮิกกส์ ซึ่งพวกเขาบอกด้วยว่า ข้อมูลจากการทดลองชี้ให้เห็นถึงอนุภาคฮิกกส์ 5 ตัวที่มีมวลเท่ากันแต่มีประจุไฟฟ้าต่างกัน โดย 3 ตัวอาจมีประจุเป็นกลาง อีกตัวอาจมีประจุลบและตัวที่เหลืออาจมีประจุบวก ซึ่งรู้จักกันว่าแบบจำลองคู่ฮิกกส์สอง (two-Higgs doublet model)

สำหรับ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีแล้ว การหาอนุภาคฮิกกส์คือเป้าหมายสำคัญ



ดร.มาร์ติน บอกแก่บีบีซีนิวส์ว่าแบบจำลองคู่ฮิกกส์สองนี้สามารถอธิบายผลที่ทีมทดลองดีซี โรได้รับ โดยพยายามไม่ให้กระเทือนต่อทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน และง่ายมากที่จะให้ผลฟิสิกส์ใหม่ที่สำคัญในแบบจำลองที่มีแบบจำลองคู่ฮิกกส์ สองพิเศษด้วยนี้ เช่นเดียวกับผลการทดลองของดีซีโร

“สิ่งที่ยากคือการได้รับผลกระทบยิ่งใหญ่เช่นนั้นโดยไม่ทำลายอะไรเลย ที่เราได้วัดมาแล้ว" ดร.มาร์ติน อธิบายว่ามีการตีความอย่างอื่นที่เป็นไปได้อีกสำหรับผลการทดลองที่ทีมดีซีโร ได้รับ แต่แบบจำลองมาตรฐานนั้นเข้าได้กับทุกๆ การทดลองที่ใส่เข้าไป ดังนั้นการใส่ผลทดลองใหม่ให้พอดีกับแบบจำลองในรูปแบบเฉพาะนั้นไม่ใช่เรื่อง ง่ายเลย

สำหรับแบบจำลองมาตรฐานนั้นพัฒนาขึ้นเมื่อประมาณปี 1970 และรวบรวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอันตรกริยาระหว่างอนุภาคต่างๆ ไว้ หากแต่ทุกวันนี้นักฟิสิกส์จำนวนมากมองว่าแบบจำลองนี้ยังไม่สมบูรณ์ แบบจำลองมาตรฐานยังไม่อาจอธิบายแรงพื้นฐานทั้ง 4 ซึ่งรวมถึงแรงโน้มถ่วงด้วยได้ หรือแบบจำลองนี้อธิบายเพียงสสารทั่วไปแต่ไม่รวมถึงสสารมืดที่มีอยู่ในเอกภพ ถึง 25%

แบบจำลองมาตรฐานมีเพียงแบบจำลองคู่ฮิกกส์เดี่ยว (one Higgs doublet) ซึ่ง ดร.มาร์ตินอธิบายว่า แม้เราจะพยายามมองอนุภาคฮิกกส์เป็นเพียง 1 อนุภาค แต่ในความเป็นจริงกลับมากับกลุ่มก้อน 4 อนุภาค โดยในแบบจำลองมาตรฐานเราเห็นเพียง 1 อนุภาคเพราะอีก 3 อนุภาคถูกดูดซับโดยอนุภาคอื่น เช่น อนุภาคดับเบิลยูโบซอน (W boson) และ แซดโบซอน (Z boson) เป็นต้น

“ดังนั้นหากคุณต้องการเพิ่มแบบจำลองคู่ฮิกกส์อื่น คุณจะต้องเพิ่มเข้าไปอีก 4 อนุภาค" ดร.มาร์ตินกล่าว

สำหรับแบบจำลองคู่ฮิกกส์สองนี้ยังผูกเข้ากับทฤษฎีฟิสิกส์อนุภาคที่ รู้จักกันว่า "ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด" (supersymmetry) ซึ่งเป็นภาคขยายของแบบจำลองมาตรฐาน ซึ่งอนุภาคแต่ละตัวในผังมีอนุภาคคู่ที่มีมวลมาก แต่นักฟิสิกส์ยังขาดหลักฐานจากการทดลองที่แสดงถึงการมีอยู่ของอนุภาคมวลมาก เหล่านี้

ทั้งนี้หลักฐานของฮิกกส์และสมมาตรยิ่งยวดอาจค้นพบได้โดยเครื่อง เร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากที่สุดในโลกขณะนี้ และฝังอยู่ใต้ดินระหว่างชายแดนฝรั่งเศส-สวิสเซอร์แลนด์ประมาณ 100 เมตร

นาซ่าเผยโฉม"พัฟฟิน" อากาศยานไฟฟ้าแห่งอนาคต


ความฝัน-จินตนาการถึงอนาคตที่มนุษย์เดินทาง โบยบินบนฟากฟ้าอย่างอิสระ โดยใช้พาหนะอย่าง "อากาศยานส่วนบุคคล" อาจมีความหวังเข้าใกล้ความจริงไปอีกขั้น

ภายหลังจากล่าสุด สำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ "นาซ่า" ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลใหม่ออกมา ว่า

กำลังร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีเมสซาจูเซตต์ สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย สถาบันอวกาศแห่งชาติสหรัฐ และบริษัทเอ็ม-ดอต ซุ่มพัฒนาโครงการ "เครื่อง บินส่วนบุคคลขนาดจิ๋ว" รุ่นใหม่ ออกแบบขึ้นเพื่อเป็นพาหนะทางเลือกสำหรับมนุษย์ในอนาคต ภายใต้ชื่อโครงการ "พัฟฟิน"

"พัฟฟิน" เป็นเครื่องบินเล็ก 1 ที่นั่ง อาศัยพลังขับเคลื่อนจากใบพัดไฟฟ้าคู่ ความกว้าง 2.3 เมตร ซึ่งจะอยู่ในสภาพหงายขึ้นขณะเครื่องจอดอยู่ด้วยปีกท้ายเครื่องที่กางออกเป็น ขาตั้งสี่แฉกได้

ก่อนจะพาตัวเครื่องลอยขึ้นเหนือพื้นด้วยแรงส่ง 60 แรงม้าขณะที่คนขับอยู่ในห้องนักบินในท่ายืน

จากนั้นจึงใช้ใบพัดเพื่อปรับทิศทางพาลำตัวเครื่องยาว 3.7 และความกว้างปีก 4.1 เมตร เปลี่ยนเป็นแนวนอนอย่างง่ายดาย

ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 135 กิโลกรัม ผลิตจากวัสดุพิเศษ "คาร์บอน ไฟเบอร์" ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเหล็ก 10 เท่าและมีน้ำหนักเบากว่ามาก

ผนวกกับแหล่งกำเนิดพลังงานจากแบตเตอร์รี่ลิเทียมไอออนหนัก 45 กรัม ให้พลังงานไฟฟ้าเพียงพอกับรัศมีการบิน 80 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในโหมดปกติ และ 480 กิโลเมตรในโหมดบูสต์

ด้วยข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งไม่ต้องกักอากาศเพื่อเข้าไปก่อให้เกิด การเผาไหม้และหล่อเย็นเครื่องยนต์สันดาป เพดานบินของพัฟฟินจึงสามารถสูงขึ้นไปได้ถึงเกือบ 1 พันเมตร หรือราว 3 หมื่นฟุต เท่ากับเครื่องบินโดยสารทั่วไปซึ่งใช้เครื่องยนต์สันดาปชนิดพิเศษ





มาร์ก มัวร์ วิศวกรการบินอวกาศและคณะนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยแลงลีย์ของนาซ่า ในเมืองแฮมป์ตั้น รัฐเวอร์จิเนีย ระบุว่า

กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแบตเตอร์รี่รูปแบบใหม่ซึ่งให้พลังงานไฟฟ้ามาก ขึ้น เพียงพอให้เครื่องพัฟฟินมีรัศมีการบินเพิ่มเป็น 240-320 กิโลเมตร ภายในปี 2560

คณะผู้พัฒนายนตรกรรมล้ำยุคดังกล่าวตัดสินใจตั้งชื่อเครื่องว่า "พัฟฟิน" เลียนแบบ "นกพัฟฟิน" ซึ่งพบมากในแถบมหาสมุทรแอตแลนติก มีรูปร่างของปีกคู่น้อยขัดแย้งกับลำตัวที่ผึ่งผาย แต่สามารถใช้บินอย่างแคล่วคล่อง ลักษณะนิสัยชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว และรักความสะอาด ถ่ายเป็นที่เป็นทางและยังฝังกลบเพื่อไม่ให้เลอะเทอะ

ตรงกับแนวคิด หรือ คอนเซปต์ของเครื่องบินขนาด 1 ที่นั่งดังกล่าว ซึ่งมีปีกคู่เล็ก และไม่มีไอเสียที่เกิดจากการสันดาปเชื้อเพลิง เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ

ในส่วนของการออกแบบมอเตอร์ ซึ่งใช้พลังงานจากไฟฟ้านั้นมาจากข้อดีที่มี "ค่าประสิทธิภาพ" (process balance) สูงถึงร้อยละ 95 และไม่ขึ้นกับขนาดของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนกับเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งค่าดังกล่าวต่ำกว่าอยู่ที่ร้อยละ 18-23 เท่านั้น ทั้งยังแปรผันตามขนาดของเครื่องยนต์ กล่าวคือ มอเตอร์ไฟฟ้ามีการสูญเสียพลังงานที่ได้มาใช้น้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งสูญเสียพลังงานไปในรูปแบบความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้น

ผลลัพธ์คือ การประหยัดพลังงานและขนาดของมอเตอร์ที่เล็กลงแต่ให้แรงเพียงพอเพื่อหมุนใบ พัดที่รอบสูงจัดได้ ทั้งยังใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบราว 10-20 เท่า

นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้ายังทำงานเงียบกว่า ความดังอยู่ที่ระดับ 50 เดซิเบล หรือเท่ากับความดังขณะมนุษย์พูดคุยกันธรรมดา และยังพบว่า มีความดังน้อยกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์เก็บเสียงของกองทัพสหรัฐ

ด้วยข้อดีดังกล่าวทำให้ "พัฟฟิน" อาจเหมาะเหม็งที่จะถูกใช้เป็นพาหนะทางยุทธการลับของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อบุกเข้าสู่พื้นที่ศัตรูอย่างไม่เปิดเผย โดยแต่เริ่มเดิมทีพัฟฟินถูกออกแบบมาเพื่อใช้ปล่อยหน่วยจู่โจมพิเศษออกจากท่อ ยิงขีปนาวุธของเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐเพื่อปฏิบัติการลับ และด้วยค่าประสิทธิภาพที่สูงนั้นทำให้เกิดความร้อนออกมาจากเครื่องน้อยมากทำ ให้ข้าศึกตรวจจับได้ยาก และไม่ต้องการระบบการหล่อเย็นอย่างเครื่องบินไอพ่นทั่วไปที่ต้องดูดอากาศ เข้าไปเพื่อหล่อเย็นและช่วยการสันดาปเชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เครื่อง มีแรงต้านมากขึ้นขณะเคลื่อนที่

ขณะที่ประโยชน์ในทางการบินพลเรือนนั้นเสียงที่เงียบกว่าของมอเตอร์ไฟฟ้า จะช่วยลดปัญหาเสียงรบกวนและทำให้สนามบินสามารถสร้างใกล้ย่านชุมชนที่พัก อาศัยได้มากขึ้น ส่งผลให้ประหยัดเวลาการเดินทางจากที่พักสู่สนามบิน

ด้านความปลอดภัย การออกแบบใบพัดคู่ของพัฟฟินใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว

หากมอเตอร์หนึ่งเกิดขัดข้องอีกมอเตอร์สามารถทำงานแทนได้ทันทีโดยไม่ สูญเสียกำลังขับ รวมทั้งตัวเครื่องที่ทำจากวัสดุ คาร์บอน ไฟเบอร์ ซึ่งมีความเหนียวทนทานออกแบบมาสำหรับการลงจอดฉุกเฉินที่ต้องเผชิญกับแรง เสียดสีและล้อที่ถูกออกแบบมาสำหรับรับแรงกระแทกมหาศาล

นายไบรอัน ซีสลีย์ ประธานมูลนิธิเพื่อการตรวจสอบประสิทธิภาพอากาศยาน เมืองซานโต โรซา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า

"พัฟฟิน" เป็นอากาศยานที่มีแนวคิดน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากมีนำเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่มาบูรณาการณ์เข้าด้วยกัน มากมาย

ผมคิดว่า ถ้าพัฟฟินจะออกวางจำหน่ายในตลาดผู้บริโภคทั่วไป ควรจะมีที่นั่งเพิ่มอีกหนึ่งที่พร้อมที่วางแก้ว รันเวย์สั้นๆเพื่อให้พัฟฟินเลือกร่อนลงจอดได้และปัญญาประดิษฐ์ช่วยนักบินพา เครื่องลงจอด อย่างไรเสีย จินตนาการก็เป็นก้าวแรกของที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว" ซีสลีย์ กล่าว

ปัจจุบัน คณะผู้พัฒนาโครงการ มีแผนจะสร้างเครื่องบินพัฟฟินตัวอย่างขนาด 1 ใน 3 ของเครื่องจริงและทดสอบบินขึ้นในแนวตั้ง

จากนั้นจะเริ่มทำการทดสอบการปรับเปลี่ยนทิศทางขณะลอยขึ้นแนวตั้งและเปลี่ยน ไปบินในแนวนอนภายในช่วงปลายปีนี้

"ผู้พัฒนามีความคิดที่จะออกแบบพัฟฟินรุ่นต่อไปให้มีความปลอดภัยยิ่ง ขึ้นโดยการเพิ่มใบพัดสำรองเข้าไปในกรณีใบพัดคู่แรกได้รับความเสียหายจาก อุบัติเหตุ เช่น ฝูงนก หรือ กระสุนปืน" มัวร์ กล่าว

ข้อมูล : นิตยสารไซน์ทิฟิกอเมริกัน

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7145 ข่าวสดรายวัน

อิเล็กโทรลูมิเนสเซนซ์

นางปราณี เฉลิมสุข,นายวัชรินทร์ คุมปชัยวรรณ ,นส.สุชนนี โลหะชาละ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว โดยพบว่าสารกึ่งตัวนำบางชนิด (Semiconductor) สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานแสงได้ โดยเรียกสารเหล่านี้ว่า “อิเล็กโทรลูมิเนสเซนซ์” (Electroluminescence) ซึ่งประกอบไปด้วยสารโพลิเมอร์ที่ให้สีต่าง ๆ คือ โพลิธิโอฟิน (Polythiophene) ให้แสงสีแดง , โพลีฟลูออรีน (PolyFluorene) ให้แสงสีฟ้า และโพลีนิลเอนนีวิไนลีน (polyphenylenevinylene) ให้แสงสีเขียวเมื่อนำมาประกอบกัน และให้พลังงานในจุดที่ต้องการ ก็เปล่งแสงประกอบกันเป็นภาพและสีตามต้องการเหมือนจอ OLED จะเหมือนจอแอลอีดี (LED : Light EmittingDiode) แบบเดิม


แต่กินพลังงานน้อยกว่า คือ ใช้เพียง 3 ถึง 5 โวลต์เท่านั้น เมื่อนำสารโพลิเมอร์ไปเคลือบบนพื้นผิวต่าง ๆ เช่น โลหะ หรือแก้ว ก็จะทำให้พื้นผิวนั้นแสดงภาพออกมาได้ เราจึงได้จอภาพที่บาง แบน เบา ให้สีคมชัดและยึดหยุ่นได้เพราะจอภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นกล่อง และแบบแผ่นหนา ซึ่งหนัก กินไฟและบอบบาง ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีแอลอีดีมาใช้แล้วในจอภาพของคอมพิวเตอร์โน้ต บุ๊ค คือ จอทีเอฟที (TFT : Thin Film Transistor) โดยทีเอฟทีคือชุดของแอลอีดีที่มีทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ควบคุมในแต่ละชุด โดยจะบอกว่าสีไหนจะส่องสว่างเท่าไร โดยทีเอฟทีจะรับคำสั่งมาและสั่งต่อตลอดเวลาทำให้ได้ภาพที่เคลื่อนไหวชัดเจน
ในปัจจุบัน สิ่งที่นักวิจัยกำลังเร่งวิจัยและพัฒนาคือจอภาพที่ไม่กินพื้นที่ สามารถบิดงอได้โดยไม่ทำให้จอเสียหรือภาพล้ม ซึ่งเทคโนโลยีแบบเดิมไม่สามารถสนองความต้องการนี้ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับอุปกรณ์แสดงผลตามที่กล่าวมานี้จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป


ความเป็นมาของจอ OLED

เทคโนโลยี LCD ได้ถูกคิดค้นตั้งแต่ปี 1970 โดย นาย Fergason ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำไปพัฒนาใช้งานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์แบบพกพา และแบบตั้งโต๊ะ หน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลหน้าจอเอ็มพี 3 หรือแม้แต่ทีวี
LCD ย่อมาจาก Liquid Display เป็นจอภาพแบบดิจิตอล ทำให้สามารถสร้างภาพที่มีสัดส่วนได้ถูกต้องมากกว่าจอแบบ CRT ที่ทั้งใหญ่ เทอะทะ จอภาพมีความแบน สามารถแสดงตัวอักษร และภาพได้โดยไม่เกิดการกระพริบของจอภาพ (Flicker) ซึ่งทำให้ลดความเมื่อยล้าในการมองได้มาก

63086
รูปภาพจากการแสดงผลด้วยจอ Active mayrix OLED ที่มีความละเอียด 120 x 80



เทคโนโลยี LCD ถูกพัฒนามาให้ใช้กับจอภาพคอมพิวเตอร์นั้น มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ
- แบบ Passive Matrix จะค่อนข้างช้า การควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ใช้ในการแสดงผลยังมีความผิดพลาด ซึ่งถ้าลองเลื่อนเมาส์จากของภาพข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว จะเห็นเงาของพอยน์เตอร์ปรากฏอยู่
- แบบ Active Matrix หรือ Thin Film Transistors (TFT) นั้นจะใช้พื้นฐานของสวิตชิ่งทรานซิสเตอร์และตัวเก็บประจุโดยที่ทั้งหมดจะถูก จัดเรียงเอาไว้เป็นแบบเมตริกในแผ่นกำเนิดภาพ สามารถแสดงผลได้ประมาณ 16.7 ล้านสี





63087
LCD เป็นแผงแสดงผลที่ใช้หลักการควบคุมแสง ไม่ได้ใช้การเปล่งแสงออกมาจากแหล่งกำเนิดแสงเหมือนกับจอ CRT แบบเก่า จึงแสดงผลได้แม้ในสิ่งแวดล้อมที่มีแสงจ้าหรือกลางแจ้ง การมองเห็นทำได้อย่างชัดเจนไม่จาง ใช้กำลังไฟฟ้าต่ำมาก จึงทำให้สามารถนำเทคโนโลยี LCD ไปพัฒนาใช้ในวงจรคอมพิวเตอร์หรือวงจรดิจิตอลทั่วไปได้ง่าย การแสดงผลของ LCD มีความคมชัด ไม่มีการกระพริบหรือภาพสั่นไหว ไม่สร้างสัญญาณเสียงรบกวนมีขนาดกะทัดรัด นำหนักเบา แบนราบ ขนาดแสดงภาพมีขนาดเหมาะสมกับการประยุกต์เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อมาแทนที่เทคโนโลยี LCD คือ OLED (Organic Light – Emitting Diode) ซึ่งเป็น LED ที่ทำจากสารอินทรีย์ เป็นผลงานของบริษัท Eastman Kodak และบริษัท Sanyo Electric พัฒนาร่วมกันโดยเทคโนโลยีใหม่นี้ตัว LCD จะมีความสว่าง ภาพมีความเข้ม มี Contrast Ratio ดีกว่าเดิม จอบาง เบา แสดงผลได้เร็วกว่า LCD อีกทั้งยังแผ่หลายในไม่ช้า และมีต้นทุนการผิตที่ถูกกว่าแน่นอน
เทคโนโลยี “OLED” มีความแตกต่างจากจอภาพแบบ LCD ตรงที่เป็นความเป็น Organic และ Light – emitting จอภาพ OLED เป็นจอภาพที่คาดว่าจะมาแทนที่จอ LCD ในอนาคต



63088

LS633 จาก Kodak ถือเป็นกล้องดิจิตอลรุ่นแรกที่ใช้จอ OLED

ส่วนที่เป็น organic หรือสารอินทรีย์ ในยุคของปี 60 (หรือช่วง 1960 – 1970) สารที่ใช้ในกระบวนการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ล้วนเป็นสารอนินทรีย์ (inorganic) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Silicon , Germanium, Gallium , arsenide , Aluminum หรือทองแดงและยังมีสารอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งก็ได้รับการพัฒนาและวิจัยเรื่อยมา แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการวิจัยเกี่ยวกับการนำสารอินทรีย์อย่างเช่น Polymer , Oligomer หรือสารลูกผสมระหว่าง organic และ inorganic มาใช้ด้วยเช่นกัน เพราะสารจำพวกนี้มีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น ความทนต่อช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่กว้างหรือมีความยืดหยุ่นที่สูง มากซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมาแทนที่สารอนินทรีย์ในอนาคต

ส่วนที่เป็น Light – emitting หรือความสามารถในการเรืองแสงได้ด้วยตัวเอง หมายถึง อุปกรณ์ทำด้วยสาร organic ล้วน ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเรืองแสงได้เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป



63089

จอภาพ OLED ชิ้นแรกนั้นเป็นรายกงานวินัยขิง Kodak ซึ่งประกอบด้วยด้านหน้าสุดเป็นกระจกที่เคลือบด้วย Indium – tin oxide ทำหน้าที่เป็น anode ถัดมาเป็นชั้นของสาร organic ชั้นแรกที่ทำด้วย aromatic diamine ถัดมาเป็นชั้นของ organic ชั้นที่ 2 ที่เป็น metal chelate complex ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยแสงออกมา ชั้นสุดท้ายเป็น cathode ที่ทำจาก Magnesium และ Silver สรุปแล้วจอทั้งหมดมีอยู่ 4 ชั้น มีความหนาเพียง 500 นาโนเมตรเท่านั้น เมื่อผ่านไฟฟ้าขนาด 10 โวลต์เข้าไปหน้าจอ OLED รุ่นแรกนี้จะมีความสว่างคงทนอยู่ได้แค่ 100Candela ซึ่งเป็นความสว่าง 2 เท่าของจอ LCD พร้อม back – light แต่ข้อเสียคือความสว่างคงทนอยู่ได้แค่ 100 ชั่วโมงและจะหรี่ลงเหลือเพียงครึ่งเดียวนอกจากนั้นยังมีปัญหาในเรืองการแสดง สีโดยเฉพาะสีน้ำเงิน



63090
มีผู้ผลิตหลายรายให้ความสนใจในการวิจัยและ พัฒนา ทำให้จอภาพ OLED ในปัจจุบันมรความแตกต่างไปจากรุ่นต้นแบบของ Kodak โดยจอ OLED ขณะนี้สามารถคงความสว่างได้ 10,000 ชั่วโมง ส่วนการแสดงผลสีใน 1 พิกเซลของจอภาพ OLED ยังคงใช้หลักการผสม สีแดง , น้ำเงิน และเขียว เช่นเดียวกับจอภาพ CRT

วิวัฒนาการของจอภาพ OLED

เริ่มแรกพัฒนาจอภาพชนิด passive matrix ซึ่งมีความไวในการตอบสนองช้าและรองรับความละเอียดได้ไม่เกิน 1 พิกเซล จากนั้นมีการพัฒนาจอภาพเป็นแบบ active matrix ซึ่งมีทรานซิสเตอร์คอยควบคุมระดับความเข้มแสงให้คงที่จนกว่าจะ มีสัญญาณให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในจอภาพ จอภาพแบบนี้ใช้ไฟเลี้ยงน้อยกว่าและมีอัตราการตอบสนองดีกว่าชนิด passive matrix มากรวมทั้งสามารถสร้างให้มีความละเอียดสูง ๆ ได้
ในช่วงแรกปัจจัยด้านราคาทำให้จอภาพ OLED ได้รับความนิยมเฉพาะในแบบ passive matrix ที่มีขนาดไม่กี่นิ้วเท่านั้น เพราะความต้องการใช้งานยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการหน้า จอแสดงผลอย่างง่าย ๆ เช่น รีโมตคอนโทรลหรือวิทยุ
เนื่องจากจอภาพสีแบบ OLED ยังมีปัญหาในเรื่องของขนาดอยู่ ทำให้ในช่วงแรกแค่นำมาใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องการความละเอียดในการแสดงผลค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือที่ต้องการแสดงกราฟิกมาก ๆ (GPRS หรือ 3G) และอุปกรณ์จำพวกกล้องดิจิตอลซึ่งในปัจจุบันได้เริ่มทยอยออกมาบ้างแล้ว
จากคุณภาพของการแสดงผลที่ได้จากจอ OLED ที่สามารถให้ความคมชัดและความสว่างมากกว่าจอ LCD ทำให้ผู้ผลิตจอภาพหลาย ๆ รายตั้งความหวังกับจอภาพชนิดนี้ไว้มาก

63091
เปรียบเทียบคุณสมบัติของจอภาพ OLED กับ LCD

OLED LCD
1. น้ำหนักเบากะทัดรัด 1. น้ำหนักมาก
2. มุมมองได้กว้างกว่า 2. มุมองแคบ
3. ทนต่ออุณหภูมิต่ำ ๆ ได้ 3. ไม่ทนต่ออุณหภูมิต่ำ ๆ ได้
4. ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า 20% 4. ชัพลังงานไฟฟ้ามากกว่า
5. สีคมชัด , จอสว่างมากกว่า 5. สีออกมาเพี้ยนจากเดิม

สรุป เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลให้สามารถผลิตจอภาพที่มีราคา ถูก นำหนักเบา มีความอ่อนนุ่มและไม่แตกหัก สามารถนำไปใช้เคลือบบนพื้นผิวที่โค้งเว้าของอุปกรณ์เคลือบที่ต่าง ๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งขณะนี้ทีมนักวิจัยได้มีการวางแผนว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ใช้เป็นจอภาพแสดงผลที่มีความยืดหยุ่นได้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ รวมทั้ง นำมาทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือพิมพ์อีเล็กทรอนิกส์ และแผ่นโปสเตอร์อีเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้กล่าวว่าถึงแม้ว่าต้นแบบจอภาพที่ผลิตขึ้นนี้จะมีความหนาไม่ ถึง 1 มิลลิเมตร แต่ขณะนี้ยังสามารถแสดงผลออกมาได้ในลักษณะของแสงสีฟ้าสีเดียวเท่านั้น ซึ่งทีมนักวิจัยจะพัฒนาให้สามารถแสดงผลในรูปของสีที่สมบูรณ์แบบโดยใช้ เทคโนโลยีใหม่มาช่วยในไม่ช้านี้


ทั้งนี้ การนำจอภาพ OLED นี้ไปประยุกต์ใช้ยังสามารถทำได้อีกหลากหลาย นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีแผนนำไปใช้อีกหลากหลาย เช่นนำไปใช้ในรถยนต์และการบิน อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องวิดีโอ ระบบระบุตำแหน่ง จอโฆษณาสาธารณะ หรืออุปกรณ์เสริมการมอง เช่น การดำน้ำเกม และใช้ในวงการทหาร เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตต่าง ๆ กำลังเร่งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้ออกมาเป็นอุตสาหกรรมระดับมวลชนให้ ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับตลาดอุปกรณ์แสดงผล ซึ่งมีมูลค่าถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์

แต่หลายคนมองว่าจอ OLED ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะสร้างเป็นจอภาพขนาดใหญ่ได้ ปัจจุบันจะมีก็แต่จอขนาดเล็กสำหรับโทรศัพท์มือถือที่ใช้จอชนิดนี้ ในระหว่าง จอชนิดใหม่ว่า SED (Surface Conduction Electron – Emitter Display) น่าจะเข้ามาตีตลาดได้เร็วกว่า


โดยขณะนี้ Cannon ได้ร่วมกับ Toshiba ตั้งบริษัทรวมทุนร่วมกันใหม่ ชื่อบริษัท SED เพื่อผลิต SED หรือจอ แผ่นเรืองแสงด้วยการยิง อิเล็กตรอน แทนที่จะใช้การเปิดปิดทรานซิสเตอร์ตามจุดสีเหลือง LCD จอชนิดนี้นำจุดแข็งของจอภาพหลอด และจอ LCD มารวมกัน ทำให้ผลิตได้ง่ายและราคาถูก คาดว่าเริ่มการผลิตได้ในปี 1542 และจะผลิตออกมาได้จำนวนมากภายในปี 2550

ที่มา:http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1506&Itemid=4

คาร์บอนอิเล็กทรอนิกส์ โดย ผศ. ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ

จาก UPDATE ปีที่ 22 ฉบับที่ 243

นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2544

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2511 เป็นบุตรของ นายนอง และนางทวีวรรณ เกิดเจริญ จบการศึกษาระดับมัธยมตอนต้นจากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ฉะเชิงเทรา และได้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นได้รับคัดเลือกให้เป็นนิสิตในโครงการ พ.ส.ว.ท. ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเคมีในปี พ.ศ. 2533 จึงได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทใน สาขาเคมีเชิงฟิสิกส์ ณ สถานที่เดิม โดยได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงต่างประเทศออสเตรีย หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2535 ก็ได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรีย เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสาขาเคมีเชิงฟิสิกส์และคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยอินน์สบรูค ประเทศออสเตรีย เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 ได้เข้ารับราชการสังกัดภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงปัจจุบัน

ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ มีความเชี่ยวชาญพิเศษในสาขา Nanoscale Theory, Modeling and Simulation (บางครั้งถูกอ้างถึงในชื่อของ Computational Nanotechnology) ซึ่งสาขาดังกล่าวกำลังจะกลายเป็นสาขาวิจัยเชิงกลยุทธ์ ที่เป็นที่สนใจของหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านนี้มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการก่อกำเนิดของนาโนเทคโนโลยี งานวิจัยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระเบียบวิธีเชิงคำนวณ การสร้างโค้ดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีเชิงคำนวณเหล่านี้ กับระบบที่นาโนเทคโนโลยีกำลังให้ความสนใจ งานประยุกต์ดังกล่าวนั้นก็มี จุดนาโนมิติศูนย์ (เช่น บัคกี้บอล) โครงสร้างนาโนหนึ่งมิติ (เช่น ท่อนาโนของคาร์บอน และโพลิเมอร์นำไฟฟ้า) อิเล็กทรอนิกส์เชิงโมเลกุล สสารสภาพควบแน่นแบบอ่อน และโมเดลของโปรตีน ระเบียบวิธีเชิงคำนวณอย่างหนึ่งที่ ดร. ธีรเกียรติ์ ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นเรียกว่า ระเบียบวิธีผสมกลศาสตร์ ควอนตัม / กลศาสตร์โมเลกุล หรือ QM / MM ทั้งนี้ได้พัฒนาเทคนิคนี้ ให้สามารถนำมาใช้กับระบบของสสารสภาพควบแน่นแบบอ่อน อย่างเช่นของเหลว และสารละลายได้เป็นครั้งแรก ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของการใช้งานโดยกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ในเวลาต่อมา เทคนิคนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีความแม่นยำสูง และได้รับการตอบรับให้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เทียบเคียงได้ กับการทดลองโดยใช้รังสีเอ็กซ์และนิวตรอน ที่มีราคาแพงกว่ากันมาก ดร. ธีรเกียรติ์ ยังคงพัฒนาเทคนิคนี้ต่อมา ร่วมกับศาสตราจารย์เคอิจิ โมโรคูมา ทำให้ระเบียบวิธีนี้มีความถูกต้อง และเป็นมาตรฐานมากขึ้นภายใต้ชื่อ ONIOM-XSOL เพื่อที่จะสามารถประยุกต์ใช้กับระบบที่ยุ่งยากกว่าเดิม และเป็นที่สนใจในทางชีววิทยา

ผลจากความสำเร็จในงานวิจัยที่ทำนั้นทำให้ ดร. ธีรเกียรติ์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักวิจัยระดับหลังปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิค ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน โดยการสนับสนุนจากสภาวิจัยเยอรมัน ให้ไปปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2543 ในหัวข้อ "การพัฒนาระเบียบวิธี QM / MM เพื่อใช้ศึกษาระบบที่จัดเรียงตัวเองได้ (Self-Organized and Self-Assembly Nanostructures)" โดยขณะนี้เยอรมันและประเทศยุโรปอื่น ๆ กำลังให้ความสนใจเป็นอย่างสูง กับนาโนเทคโนโลยีของระบบที่จัดตัวเองได้นี้ หลังจากกลับมาจากประเทศเยอรมันแล้ว ดร. ธีรเกียรติ์ ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็น Cherry L. Emerson Visiting Fellow 2000 / 2001 ณ Emory University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ไปปฏิบัติงานเป็นเวลา 2 เดือน ในหัวข้อการพัฒนาระเบียบวิธี OMIOM-XSOL เพื่อศึกษาระบบสสารควบแน่นแบบอ่อน และงานประยุกต์ไปสู่โปรตีน และในปีนี้ก็ได้รับเชิญให้เป็นนักวิทยาศาสตร์เยี่ยมเยียน ณ University of Leipzig ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เพื่อศึกษาความร่วมมือในการวิจัยเรื่องท่อนาโนของคาร์บอน

งานวิจัยในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์นาโนมีลักษณะเป็นกลุ่มวิจัย ซึ่งมีการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากนักวิจัยท่านอื่น ๆ ได้แก่ ผศ. ดร. ธนากร โอสถจันทร์ ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ และ ดร. อุดม รอบคอบ ทำให้มีการทำวิจัยครบทุกด้านตั้งแต่ ทฤษฎี การออกแบบ ซิมูเลชัน ไปจนถึงการทดลองและวิศวกรรม งานวิจัยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Dr. Teerakiat Kerdcharoen has an expertise in nanoscale theory, modeling and simulation. This strategic scientific discipline is presently of central interest among industrial nations due to its enabling role to nanotechnology. His research covers development of methodology and algorithm, writing computer codes, building high-performance computational facilities and application of these tools to nanosystems. Recent applications are nano-dot (i.e. bucky ball), nano-wire (i.e. carbon nanotube and conducting polymer), molecular electronics, soft-condensed matters and model of coordination in protein. In collaboration with professor Keiji Morokuma, he has developed a new combined quantum mechanical / molecular mechanical method capable of handling particle exchange between subsystems. The new method named ONIOM-XSOL extends the capability of the well-known ONIOM method (which is developed by professer Morokuma and has become standard tool in most molecular modeling softwares) to cope with dynamical systems. Dr. Kerdcharoen works in a nanotechnology research group formed with Dr. Tanakorn Osotchan, Dr. Toemsak Srikhirin and Dr. Udom Robkob. Therefore, the team can enjoy integration of expertise from theoretical, computational and experimental areas, which is important for delivering real-world engineering applications.

จากหนังสือ :

รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี ๒๕๔๔ : รองศาสตราจารย์ ดร. เกตุ กรุดพันธ์.

[กรุงเทพฯ] : มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2544. ISBN 974-8196-96-8


ที่มา:http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1508&Itemid=4

เฮลิคอปเตอร์ จากของเด็กเล่นสู่อวกาศยานปีกหมุน

โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์ จาก UPDATE ปีที่ 24 ฉบับที่ 264 คลิกครับ

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร update
http://update.se-ed.com/

เมื่อพูดถึงเรื่องราวการสร้างหรือพัฒนาอากาศยาน คนส่วนใหญ่คงนึกถึงพี่น้องตระกูลไรต์กับการสร้างเครื่องบิน แต่หากถามว่า ใครเป็นผู้ประดิษฐ์เฮลิคอปเตอร์? คนส่วนใหญ่คงนึกคำตอบไม่ออกแน่นอน ทั้งนี้อาจเพราะเรื่องราวหรือข้อมูลการประดิษฐ์เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ปรากฏอยู่ ในหนังสือแบบเรียน รวมทั้งไม่ค่อยมีการพูดถึงเรื่องเฮลิคอปเตอร์บ่อยเท่ากับเครื่องบินด้วย

ความจริงไอเดียของการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้อย่าง เฮลิคอปเตอร์ สืบย้อนกลับไปได้ถึงช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล มีบันทึกว่า ชาวจีนโบราณรู้จักประดิษฐ์ของเล่นทำจากแท่งไม้และติดขนนกไว้ที่ปลายข้าง หนึ่ง เมื่อจะเล่นก็นำแท่งไม้มาวางระหว่างฝ่ามือ จากนั้นปั่นแท่งไม้ให้หมุนอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดแรงยก พร้อมกับปล่อยแท่งไม้ออกไป มีการสันนิษฐานว่า ของเล่นชนิดนี้อาจเกิดจากการเลียนแบบเมล็ดต้นซิกคามอร์ (sycamore) ซึ่งเมล็ดมีครีบสองข้างคล้ายปีก เมื่อร่วงจากต้น เมล็ดจะหมุนเป็นเกลียว ทำให้ลอยอยู่ในอากาศได้



รูปแบบการบินขึ้น-ลงในแนวดิ่งปรากฏในสมุดภาพของอัจฉริยะศิลปินอย่าง เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ด้วยเช่นกัน เลโอนาร์โดวาดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า แอเรียลสกรูว์ (aerial-screw) ออกมาใน พ.ศ. 2026 ภาพ แอเรียลสกรูว์แสดงชัดเจนว่ามีใบพัดเป็นรูปร่างคล้ายสว่านเกลียว ตามบันทึกระบุว่า สิ่งประดิษฐ์นี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ฟุต ทำด้วยผ้าลินินเคลือบแป้งเพื่อป้องกันอากาศผ่าน ใช้ลวดเหล็กยึดผ้าใบ สิ่งประดิษฐ์ทำงานโดยอาศัยแรงปั่นจากคนสี่คน

มีการตั้งข้อสังเกตจากภาพวาดแอเรียลสกรูว์ของเลโอ-- นาร์โดข้อหนึ่ง นั่นคือ เหตุใดเลโอนาร์โดจึงไม่ใส่จักรกลใดๆ เข้าไปในแบบสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เลย ทั้งที่เขาออกแบบเครื่องจักรเครื่องกลไว้มากมายหลายอย่าง อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า แนวคิดการออกแบบของเลโอนาร์โด ดาวินชีมีความก้าวล้ำนำหน้าเทคโนโลยีในยุคนั้นอย่างมาก

การออกแบบและประดิษฐ์อากาศยานที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งมาปรากฏอย่างชัดเจนใน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยของเด็กเล่นชาวจีนนี้ทำให้นักประดิษฐ์หลายคนเกิดแรงบันดาลใจในการออกแบบ และประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งขอกล่าวถึงผลงานของนักประดิษฐ์บางคนที่น่าสนใจ ดังนี้
ใน พ.ศ. 2297 มิคาอิล โลโมโนซอฟ (Mikhail Lo- monosov) นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ทดลองประดิษฐ์แบบจำลองการบินในแนวดิ่งขนาดเล็ก โดยนำของเด็กเล่นชาวจีนมาดัดแปลงให้มีใบพัดสองชุดอยู่บนแกนเดียวกัน และใช้ขดสปริงเป็นแหล่งพลังงานในการหมุนใบพัด ซึ่งแบบจำลองนี้ก็บินได้ด้วย

ถัดมาที่ประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2326 โลนัว (Launoy) กับ เบียงเวอนู (Bienvenu) สองนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ร่วมกันประดิษฐ์แบบจำลองการบินในแนวดิ่ง โดยนำของเด็กเล่นของชาวจีนมาดัดแปลงเช่นกัน แบบจำลองการบินของพวกเขามี ใบพัดที่ทำจากขนไก่งวง และใช้แกนหมุนใบพัดสองชุดหมุนสวนทางกันเพื่อให้แรงบิดที่เกิดจากแกนหมุนทั้ง สองหักล้างกันหมด

ข้ามมาที่ประเทศอังกฤษ เซอร์จอร์จ เคย์เลย์ (Sir George Cayley) เป็นนักประดิษฐ์อีกคนที่ได้แรงบันดาลใจจากของเด็กเล่นชาวจีน ใน พ.ศ. 2339 เขาประดิษฐ์แบบจำลองการบินในแนวดิ่งที่ดัดแปลงจากของเด็กเล่นชาวจีน และด้วยความบังเอิญทำให้ผลงานของเขามีส่วนคล้ายกับสิ่งประดิษฐ์ของโลนัวและ เบียงเวอนูมาก นอกจากนี้ เคย์เลย์ยังมีผลงานการออกแบบอากาศยานบินขึ้น-ลงในแนวดิ่งเด่นมากชิ้นหนึ่ง ที่เขาเรียกมันว่า รถม้าบิน (aerial carriage) ซึ่งเผยแพร่ออกมาใน พ.ศ. 2386 ตามแบบนั้น ตัวยานประกอบด้วยใบพัดทั้งหมดห้าชุด โดย ใบพัดสี่ชุดติดอยู่ข้างยานทำหน้าที่ยกยานขึ้นในแนวดิ่ง ส่วนใบพัดชุดที่ห้าอยู่ด้านหน้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนยานให้บินไปข้างหน้า แต่ก็ไม่ได้สร้างขึ้นจริงแต่อย่างใด


วีกงต์ กูสตาฟ ปงตง เด อาเมอกูรต์ (Vicomte Gustave Ponton d’ Amecourt) เป็นชาวฝรั่งเศสอีกคนที่ออกแบบและประดิษฐ์แบบจำลองการบินในแนวดิ่งไว้หลาย แบบด้วยกัน ผลงานชิ้นหนึ่งของเขาเป็นเครื่องจักรที่มีใบพัดสองชุดอยู่บนแกนหมุนเดียวกัน ซึ่งชุดใบพัดขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำให้หมุนสวนทางกัน ทว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ก็ยังบินไม่ได้ แต่ในบรรดา สิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายของวีกงต์ กูสตาฟ ปงตง เด อาเมอกูรต์นั้น มีชิ้นหนึ่งเป็นแบบจำลองการบิน ที่ขับเคลื่อนด้วยขดสปริง ซึ่งเขาเรียกมันว่า เอลี---- กอปแตร์ (helicoptere) โดยเกิดจากภาษากรีกสองคำรวมกัน คือ “helix” หรือ “helic” หมายถึง หมุนเป็นวง กับ “pteron” หมายถึง ขนนก หรือปีก ซึ่งต่อมาคำนี้เปลี่ยนแปลงไปเป็นคำว่า เฮลิคอปเตอร์ (helicopter) และใช้เรียกอากาศยานที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ด้วยใบพัดด้านบนมาจนปัจจุบัน

ทอมัส เอดิสัน เป็นอีกคนหนึ่งที่ทดลองสร้างเฮลิคอปเตอร์ด้วย ใน พ.ศ. 2428 เขาได้ทุน 1,000 ดอลลาร์จาก เจมส์ กอร์ดอน เบนเนตต์ (James Gordon Bennett) เพื่อประดิษฐ์อากาศยานที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ เอดิสันทดลองประดิษฐ์เฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กไว้หลายแบบด้วยกัน ระยะแรกเขาทดลองต่อใบพัดของสิ่งประดิษฐ์เข้ากับเครื่องจักรที่ใช้ดินสำลี (guncotton) หรือเซลลูโลสไนเตรต (cellulosenitrate) เป็นเชื้อเพลิง (เครื่องจักรที่ใช้ดินสำลีเป็นเชื้อเพลิงเป็นรูปแบบแรกๆ ของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่สร้างขึ้นมา) แต่การทดลอง ไม่ประสบความสำเร็จ ในเวลาต่อมาเขาเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนแต่ก็ยังล้มเหลว

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เอดิสันก็เป็นนักประดิษฐ์กลุ่มแรกๆ ที่เริ่มเข้าใจว่า การสร้างอากาศยานให้บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ต้องออกแบบใบพัดให้มีลักษณะเป็น ใบแคบยาวซึ่งสร้างแรงยกได้ดีกว่า และต้องปรับปรุงใบพัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังมากขึ้นด้วย แม้จะสร้างเฮลิคอปเตอร์ไม่สำเร็จ ทว่าเอดิสันก็ยังจดสิทธิบัตรแบบของเฮลิคอปเตอร์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เบนซินซึ่งเขาคิดขึ้นเอง



การโผบินอย่างเป็นทางการ
ข้ามมาถึงศตวรรษที่ 20 หลังจากสองพี่น้องตระกูลไรต์ประสบความสำเร็จในการทดลองบินด้วยเครื่องบินใน พ.ศ. 2446 ถัดมาอีกสี่ปีการทดลองบินด้วยเครื่องเฮลิคอปเตอร์จึงประสบผลสำเร็จ โดยช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2450 (ไม่ทราบวันที่แน่นอน) สองพี่น้องชาวฝรั่งเศสคือ ชากส์ เบรอเก (Jacques Breguet) กับ ลุยส์ เบรอเก (Louis Breguet) นำเครื่องไจโรเพลนหมายเลข 1 (Gyroplane No.1) ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาสร้างขึ้นออกทดสอบ ผลปรากฏว่าเครื่องบินขึ้นจากพื้นได้ประมาณสองฟุต (0.6 เมตร) และบินได้นานราวหนึ่งนาที แต่ขณะบินไจโรเพลนหมายเลข 1 ยังขาดความเสถียร ต้องอาศัยคนนั่งถ่วงที่ปลายเครื่องข้างละคนเพื่อสร้างสมดุล แม้การทดลองจะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่มันก็ได้รับการบันทึกว่าเป็นการบังคับบินโดยนักบินครั้งแรก ถึงจะไม่ใช่การบังคับบินอย่างอิสระก็ตาม

สำหรับการบังคับบินอย่างอิสระที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 13 พฤศจิกายนในปีเดียวกัน โดยปอล คอร์นู (Paul Cornu) นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสอีกคน นำ เฮลิคอปเตอร์ชื่อ คอร์นู (Cornu) ออกบินทดสอบ เฮลิคอปเตอร์ของปอลติดตั้งเครื่องยนต์ที่มีกำลังขับ 24 แรงม้าเพื่อขับเคลื่อนแกนหมุนใบพัด ในการทดสอบนี้นักบินบังคับเครื่องให้บินสูงจากพื้นได้ประมาณหนึ่งฟุตและบิน ได้นาน 20 วินาทีเท่านั้น แม้ความสูงและเวลาบินจะน้อยกว่าไจโรเพลนหมายเลข 1 แต่การทดสอบครั้งนี้ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นการบังคับบินโดยนักบินอย่าง อิสระครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

จากนั้นการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่องบินได้สูงและไกลขึ้น แต่แบบเฮลิคอปเตอร์ที่สร้างในระยะแรกจะต่างจากที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน รูปแบบของเฮลิคอปเตอร์ที่เห็นจนคุ้นตาทุกวันนี้เป็นผลงานการออกแบบและพัฒนา ของชาวรัสเซียชื่อ อีกอร์ ซีคอร์สกี (Igor Sikorsky) และเป็นคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบและสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัด หลักชุดเดียว โดยใน พ.ศ. 2482 เขาสร้างเฮลิคอปเตอร์ต้นแบบชื่อ วีเอส-300 (VS-300) และนำออกบินทดสอบในเดือนกันยายนปีเดียวกันด้วย

ด้วยเหตุที่วีเอส-300 เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัดหลักชุดเดียวต่างจากเฮลิคอปเตอร์แบบอื่นที่ใช้ ใบพัดหลักสองชุด ดังนั้นเครื่องจึงมีระบบการทำงานซับซ้อนน้อยกว่า น้ำหนักเบากว่า และบังคับควบคุมได้ง่ายกว่า ซึ่งซีคอร์สกีนำเครื่องต้นแบบนี้ทดลองและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งกลาง พ.ศ. 2484 เครื่องวีเอส-300 ที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาหลายครั้งก็บินในอากาศได้นานถึง 1 ชั่วโมง 32 นาที 26.1 วินาทีจากที่ครั้งแรกเครื่องบินได้นานประมาณหนึ่งถึงสองนาทีเท่านั้น หลังจากนั้นซีคอร์สกียังนำเครื่องวีเอส-300 มาพัฒนาต่อกระทั่งกลาย เป็นเครื่องซีคอร์สกี อาร์-4 (Sikorsky R-4) เฮลิคอปเตอร์รุ่นแรกของโลกที่มีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม และเป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่นแรกที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกานำมาใช้งานจริง


นำจุดเด่นมาประยุกต์ใช้
ด้วยเหตุที่เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้โดยไม่ต้อง ใช้รันเวย์ บินลอยตัวนิ่งกลางอากาศได้ทั้งที่ระดับสูงและระดับต่ำ รวมทั้งยังบินถอยหลังได้ด้วย ซึ่งสมบัติต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นจุดเด่นของเฮลิคอปเตอร์ที่ช่วย ชดเชยจุดด้อยเรื่องความเร็วในการบินเมื่อเทียบกับเครื่องบิน ได้อย่างดี ทำให้นำไปปรับใช้ในภารกิจหลายอย่างที่เครื่องบิน ไม่อาจทำได้ เช่น การรับ-ส่งบุคคลใกล้จุดหมาย การกู้ภัยหรือช่วยชีวิตผู้ประสบภัยในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าผู้ประสบภัย จะอยู่กลางทะเล อยู่ในหุบเขา หรืออยู่ในตึกสูงที่ไฟกำลังลุกไหม้ รวมถึงสถานที่อื่นๆ ที่เครื่องบินไม่อาจลงจอดได้

นอกเหนือจากภารกิจกู้ภัย ยังมีการขยายขอบเขตการใช้งานของอากาศยานชนิดนี้ออกไปอีก โดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบินติดตามรถยนต์คนร้าย การบินเก็บภาพสวยๆ จากมุมสูงสำหรับถ่ายภาพยนตร์และสารคดี การบินสำรวจสภาพแวดล้อมเป้าหมายเพื่อรายงานข่าว ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้งานเฮลิคอปเตอร์มีเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการใช้งานทางการทหาร

แรงบิดกับเฮลิคอปเตอร์แบบ ต่างๆ
เฮลิคอปเตอร์ที่เห็นกันทั่วไปนั้นมักมีใบพัดหลักหนึ่งชุดอยู่ด้านบนเครื่อง และมีใบพัดขนาดเล็กอีกชุดที่หาง แต่เพราะเหตุใดเฮลิคอปเตอร์บางแบบจึงมีลักษณะต่างออกไป เช่น มีใบพัดหลักสองชุดอยู่ร่วมแกนเดียวกัน หรือมีใบพัดหลักที่ส่วนหัวและท้าย หรือมีใบพัดหลักหนึ่งชุดแต่ไม่มีใบพัดหาง เป็นต้น

การที่เฮลิคอปเตอร์มีหลายรูปแบบเป็นผลสืบเนื่องจาก การแก้ไขหรือกำจัดแรงบิดหรือทอร์ก (torque) ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์บินโดยอาศัยแรงยกที่เกิดจากการหมุนใบพัดด้านบน แต่ขณะที่แกนใบพัดกำลังหมุนอย่างรวดเร็วทำให้เกิดแรงบิดเป็นผลพลอยได้ด้วย แรงนี้มีทิศตรงข้ามกับการหมุน ของใบพัดหลัก ซึ่งหากไม่กำจัดหรือจัดการแรงบิดจะทำให้ เฮลิคอปเตอร์ทั้งลำหมุนรอบแกนใบพัดในทิศตรงข้ามกับการหมุนของใบพัด และทำให้เฮลิคอปเตอร์รักษาทิศการเคลื่อนที่ รวมทั้งควบคุมการหันไม่ได้

เมื่อแรงบิดมีทิศตรงข้ามกับการหมุนของใบพัดหลัก ดังนั้นจึงต้องหาวิธีจัดการหรือกำจัด ซึ่งใบพัดหาง (tail rotor) ถือเป็นอุปกรณ์ต้านแรงบิดอย่างหนึ่งนั่นเอง และซีคอร์สกีเป็นคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ใช้ใบพัด หลักชุดเดียว และใช้ใบพัดหางเพื่อต้านแรงบิด ทั้งนี้ (ตาม ความเห็นของผู้เรียบเรียง) การแก้ปัญหาแรงบิดมีสองลักษณะด้วยกันคือ

1. การใช้อุปกรณ์เสริม เป็นวิธีจัดการแรงบิดของเฮลิคอปเตอร์ที่มีใบพัดหลักชุดเดียว โดยนอกจากใบพัดหางแล้วยังมีอุปกรณ์หรือระบบอื่น ได้แก่
ท่อพัดลม (Ducted Fan) เป็นอุปกรณ์ต้านแรงบิดที่นำมาใช้กับเฮลิคอปเตอร์ตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) แล้ว โดยบริษัท ซุด เอวิเอชัน (Sud Aviation) ระบบนี้มีลักษณะคล้ายชุดใบพัดหางเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป แต่ใบพัดทั้งหมดถูกครอบหรือผนึกเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างหาง นอกจากนี้จำนวนใบพัดของอุปกรณ์จะมีประมาณ 8-18 ใบต่างจากใบพัดหางทั่วไปที่มีใบพัดเพียงสองหรือสี่ใบเท่านั้น


จุดเด่น
1. โครงสร้างของอุปกรณ์ช่วยป้องกันไม่ให้ใบพัด กระทบวัตถุอื่น จึงเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุคคล และสิ่งของที่อยู่ใกล้ใบพัด รวมทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับชุดใบพัด
2. การผนึกชิ้นส่วนไว้ในโครงสร้างอย่างแข็งแรงช่วยลดการสั่นของอุปกรณ์ขณะทำงาน ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อยลง

จุดด้อย
1. การทำงานของอุปกรณ์ต้องใช้พลังงานมากกว่าใบพัดหาง เพราะโครงสร้างและชิ้นส่วนมีน้ำหนักมากกว่า อีกทั้งโครงสร้างลักษณะปิดทึบก็ทำให้เกิดความต้านทานอากาศมากกว่าใบพัดแบบ เปิดโล่ง
2. ใช้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่า

โนทาร์ (NOTAR) มาจากคำว่า NO TAil Rotor หมายถึง ไม่มีใบพัดหาง ระบบต้านแรงบิดของเฮลิคอปเตอร์นี้พัฒนาโดยวิศวกรจากบริษัท ฮิวส์ เฮลิคอปเตอร์ (Hughes Helicop- ter) ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และประสบความสำเร็จในการบิน ทดสอบใน พ.ศ. 2529 การทำงานของระบบต้านแรงบิดมีลักษณะคล้ายการสร้างแรงยกของปีกเครื่องบิน



ในเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป กระแสอากาศหรือลมที่เกิดจากการหมุนของใบพัดด้านบนเครื่องจะถูกผลักให้ เคลื่อนที่ลงข้างล่าง และปะทะกับหางเฮลิคอปเตอร์ก่อนจะผ่านเลยไป แต่การเคลื่อนที่ของอากาศในระบบโนทาร์จะแตกต่างออกไป โครงสร้างของส่วนหางเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ระบบต้านแรงบิดนี้จะมีช่องแคบยาวสอง ช่องอยู่ที่ผนังด้านข้างด้านหนึ่ง อากาศจากภายนอกจะถูกดูดเข้าทางส่วนหางตอนต้นที่มีพัดลม (pitch fan) และถูกพ่นไปทางปลายหาง ทำให้ลมบางส่วนลอดออกทางช่องแคบยาวนี้ และชักนำให้กระแสลมจากใบพัดหลักเกิดการไหลไปตามผิวด้านนอกหางเฮลิคอปเตอร์ คล้ายกระแสอากาศที่ไหลผ่านปีกเครื่องบิน การเคลื่อนที่ของอากาศเช่นนี้ทำให้ความดันอากาศส่วนหางด้านที่มีช่องแคบลดลง ซึ่งหากเป็นปีกเครื่องบินจะเกิดแรงยกใต้ปีกขึ้น แต่ในกรณีนี้จะเกิดแรงผลักหรือแรงต้านแรงบิดขึ้นที่ส่วนหาง

จุดเด่นคือ เป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยสูงแก่บุคคลรวมถึงวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้หางเฮลิคอปเตอร์ เพราะชุดใบพัดทั้งหมดอยู่ภายในหาง นอกจากนี้ยังทำให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อยที่สุดด้วย
จุดด้อยคือ ความซับซ้อนในการทำงานของระบบ ทำให้ต้นทุนการสร้างเฮลิคอปเตอร์เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งระบบยังต้องการเครื่องยนต์ที่มีกำลังมากขึ้นส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์กิน น้ำมันมากขึ้น และบินได้ระยะทางสั้นลง

ทิปเจ็ต (Tip Jets) เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบพิเศษที่ไม่ใช้เครื่องยนต์หมุนแกนใบพัด การขับเคลื่อนใบพัดทำโดยติดท่อไอพ่นที่ปลายปีก และส่งเชื้อเพลิงไปเผาไหม้ที่ปลายปีก แรงขับดันที่เกิดขึ้นจะทำให้ใบพัดหมุนอย่างรวดเร็วลักษณะเดียวกับการยึดจรวด ด้วยเชือกที่ผูกโยงติดกับเสา ทำให้จรวดเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบเสา

ในทางปฏิบัติจริง แม้วิธีนี้จะมีจุดเด่นที่ทำให้ไม่เกิดแรงบิด ดังนั้นเฮลิคอปเตอร์จึงไม่ต้องมีใบพัดหาง แต่จุดด้อยสำคัญคือ การหมุนใบพัดด้วยแรงขับดันจากท่อไอพ่นมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าการใช้ เครื่องยนต์มาก เนื่องจากระบบไอพ่นต้องการเชื้อเพลิงปริมาณมาก ดังนั้นจึงไม่มีการผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบนี้ออกมาใช้งานจริง

2. การใช้ใบพัดหลักสองชุด โดยออกแบบให้เฮลิคอปเตอร์มีชุดใบพัดหลักสองชุด และให้ชุดใบพัดหมุนทวนกันทำให้แรงบิดที่เกิดจากการหมุนของใบพัดแต่ละชุดหัก ล้างกันหมด เฮลิคอปเตอร์ประเภทนี้จึงไม่ต้องใช้ใบพัดหาง จุดเด่นร่วมของเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัดหลักสองชุดคือ เครื่องบรรทุกน้ำหนักหรือสัมภาระได้มากขึ้น เพราะใบพัดสองชุดช่วยสร้างแรงยกได้มากขึ้น และใบพัดทำหน้าที่สร้างแรงยกอย่างเดียวไม่ต้องสร้างแรงต้านแรงบิด สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่เฮลิคอปเตอร์มีใบพัดหลักสองชุดทำให้วางชุดใบพัดหลักได้หลายแบบดังนี้

ใบพัดเรียงตามกัน (Tandem Rotors) เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ติดใบพัดหลักสองชุดไว้ที่ส่วนหัวและท้าย และควบคุมให้ใบพัดทั้งสองชุดหมุนทวนกัน โดยแกนหมุนใบพัดทั้งคู่จะเชื่อมต่อกับระบบเกียร์ของเครื่องยนต์ ทำให้ชุดใบพัดหมุนสัมพันธ์กัน และไม่กระทบกันเมื่อเครื่องยนต์ขัดข้อง ปัจจุบันเฮลิคอปเตอร์แบบนี้ยังใช้งานอยู่ โดยเครื่องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ เฮลิ-- คอปเตอร์รุ่นซีเอช-47 ชินุก (CH-47 Chinook) ของบริษัท โบอิ้งเฮลิคอปเตอร์ (Boeing Helicopters) ซึ่งผลิตออกมามากกว่า 1,100 ลำ

จุดเด่น
1. เฮลิคอปเตอร์ชนิดนี้มีจุดศูนย์ถ่วงขนาดใหญ่ มีความเสถียรตามแนวยาว
2. แม้จะใช้ใบพัดสั้นแต่เนื่องจากใช้ใบพัดหลักสองชุด เฮลิคอปเตอร์จึงบรรทุกน้ำหนักได้มาก

จุดด้อย
1. ระบบเกียร์มีความซับซ้อน
2. ต้องใช้แกนหมุนใบพัดขนาดใหญ่
3. บินได้ช้ากว่าเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัดหลักชุดเดียว

ใบพัดตามขวาง (Transverse Rotors) เฮลิคอปเตอร์แบบนี้จะวางแกนใบพัดสองชุดตามแนวขวางของลำตัวลักษณะคล้ายปีก ข้าง และให้ใบพัดหมุนสวนทางกันเพื่อให้แรงบิดหักล้างกัน เฮลิคอปเตอร์ชนิดนี้ไม่เป็นที่คุ้นตาของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากการพัฒนาหยุดชะงักไปตั้งแต่ช่วงกลางของทศวรรษที่ 1970 (พ.ศ. 2517)

ใบพัดประสานกัน (Intermeshing Rotors) เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัดหลักยาวสองชุด ลักษณะเด่นของเฮลิคอปเตอร์แบบนี้อยู่ที่การวางแกนใบพัดทั้งสองให้อยู่ใกล้ กัน แต่แกนเอียงทำมุมหันออกจากกันเล็กน้อยไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน ดังนั้นใบพัดจึงหมุนทวนกันได้โดยไม่กระทบกัน และแรงบิดก็หักล้างกันหมด เฮลิคอปเตอร์แบบใบพัดประสานนี้ พัฒนาโดย อานโทน เฟลตต์เนอร์ (Anton Flettner) วิศวกรชาวเยอรมัน ปัจจุบันเฮลิคอปเตอร์ยังมีใช้งานอยู่บ้างในบางประเทศ

จุดเด่น
1. ระบบการทำงานไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย
2. เฮลิคอปเตอร์ไม่มีใบหัดหาง ทำให้น้ำหนักโครงสร้างลดลง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยกตัวให้สูงขึ้น ทำให้บรรทุกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้น
3. ด้วยลักษณะเครื่องที่ใช้ใบพัดยาวสองชุดทำให้ใบพัดมีพื้นที่วงหมุนขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เฮลิคอปเตอร์มีความเสถียรขณะบินแล้ว ยังทำให้การรับแรงหรือน้ำหนักของใบพัดลดลง เฮลิคอปเตอร์จึงใช้พลังงานในการบินและลอยตัวน้อยลงหรืออีกนัยหนึ่งคือ เฮลิคอปเตอร์จะกินน้ำมันน้อยลงและบินได้นานขึ้นนั่นเอง

เฮลิคอปเตอร์ทั้งสามแบบที่กล่าวไปข้างต้น บางครั้งก็เรียกเป็นเฮลิคอปเตอร์ประเภททวินนอนโคแอ็กเซียล (Twin Non-Coaxial) หมายถึง เฮลิคอปเตอร์ที่มีใบพัดหลักสองชุดอยู่คนละแกนหมุน

ใบพัดคู่แกนร่วม (Coaxial Rotors) เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งใบพัดหลักสองชุดไว้บนแกนหมุนเดียวกัน และควบคุมใบพัดให้หมุนทวนกันเพื่อให้แรงบิดหักล้างกัน เทคโนโลยีนี้บุกเบิกโดยบริษัท คามอฟ (Kamov) ผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์สัญชาติรัสเซีย

จุดเด่น
1. บรรทุกน้ำหนักได้มาก
2. ลดเสียงดังรบกวนให้น้อยลง
3. ออกแบบเฮลิคอปเตอร์ให้มีขนาดกะทัดรัด ช่วยให้เครื่องบินขึ้น-ลงในสถานที่มีพื้นที่จำกัดได้

จุดด้อย
1. แกนหมุนของใบพัดมีโครงสร้างและส่วนประกอบซับซ้อนกว่า เพราะต้องรองรับใบพัดหลักสองชุดที่หมุนทวนกัน
2. การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงยาก


ความเร็ว : ขีดจำกัดของเฮลิคอปเตอร์
แม้เฮลิคอปเตอร์จะมีจุดเด่นหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการบินขึ้น-ลงได้โดยไม่ ต้องใช้รันเวย์ บินถอยหลัง และลอยตัวนิ่งกลางอากาศ แต่จุดด้อยสำคัญคือ มันบินช้ากว่าเครื่องบินมาก สถิติการบินเร็วที่สุดของเฮลิคอปเตอร์ที่มีการบันทึกไว้จนถึงวันนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน โดยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2529 เฮลิคอปเตอร์แบบใบพัดเดี่ยวเวสต์แลนด์ ลิงซ์ (Westland Lynx) ของประเทศอังกฤษ บินด้วยความเร็ว 400.80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงระยะทาง 15 กิโลเมตร สำหรับเฮลิคอปเตอร์ส่วนใหญ่จะบินได้เร็วประมาณ 240-320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
เหตุผลหลักที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ไม่อาจบินเร็วมากเป็นเพราะการทำงานของชุดใบ พัดหลักเอง เนื่องจากขณะที่เฮลิคอปเตอร์พุ่งไปข้างหน้า การหมุนของใบพัดหลักทำให้เฮลิคอปเตอร์เสียสมดุลของแรงยกขึ้น

การเสียสมดุลของแรงยกคือ อะไร?
การเสียสมดุลของแรงยกเป็นสภาพที่เกิดกับเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ใบพัดหลักชุด เดียวเท่านั้น โดยทั่วไปเมื่อเฮลิคอปเตอร์บินลอยตัวนิ่งกลางอากาศ ความเร็วในการแหวกอากาศของใบพัดทุกใบจะเร็วเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใบพัดที่กวาดจากด้านหลังมาด้านหน้าหรือจากด้านหน้าไปด้านหลัง (พิจารณาในสภาพอากาศ นิ่ง) ใบพัดจึงสร้างแรงยกได้สม่ำเสมอ แต่เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินไปข้างหน้า ความเร็วในการแหวกอากาศของใบพัดที่กวาดจากด้านหลังมาด้านหน้า และที่กวาดจากด้านหน้าไปด้านหลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างกันมากจนต้อง พิจารณาแยกกัน ดังนี้

ช่วงที่ใบพัดหมุนจากด้านหลังมาด้านหน้า หรือช่วง แอดวานซิงเบลด (advancing blade) สมมติ เฮลิคอปเตอร์บินไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเครื่องยนต์หมุนแกนใบพัดทำให้ปลายใบพัดแหวกอากาศหรือเคลื่อนที่ด้วยความ เร็ว 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ความ เร็วปลายใบพัดที่แท้จริงขณะใบพัดกวาดจากด้านหลังมาด้านหน้าจะมีค่าเท่ากับ ความเร็วของเฮลิคอปเตอร์รวมกับความ เร็วของใบพัด นั่นคือ 150+400 = 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีผลทำให้ใบพัดสร้างแรงยกได้มากกว่าปกติในช่วง แอดวานซิงเบลด

ช่วงที่ใบพัดกวาดจากด้านหน้ามาด้านหลังหรือรีทรีต-- ติงเบลด (retreating blade) ความเร็วปลายใบพัดจริงของใบพัดจะลดลง เพราะถูกทอนด้วยความเร็วของเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ความเร็วจริงที่ปลายใบพัดเหลือเพียง 400-150 = 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นช่วงนี้ใบพัดจะสร้างแรงยกได้น้อย กว่าปกติ เมื่อเฮลิคอปเตอร์เกิดแรงยกไม่เท่ากันสองด้านจึงเกิดสภาพเสียสมดุลของแรงยก ขึ้น

การแก้ไขเรื่องนี้ บริษัทผู้ผลิตจะออกแบบให้จุดเชื่อมต่อของแกนหมุนกับใบพัดของเฮลิคอปเตอร์มี อิสระในการเคลื่อนไหว เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินไปข้างหน้า ใบพัดที่กำลังแหวกอากาศจากด้านหลัง มาด้านหน้าจะยกใบสูงขึ้นจากระดับปกติและบิดหน้าใบพัดลงเล็กน้อยเพื่อลดมุม ปะทะอากาศลงทำให้เกิดแรงยกน้อยลง ในทางตรงข้ามใบพัดที่กำลังแหวกอากาศจากด้านหน้าไปด้านหลังจะลดใบลง แต่บิดหน้าใบพัดให้เงยมากขึ้นเพื่อเพิ่มมุมปะทะอากาศทำให้สร้างแรงยกได้มาก ขึ้น ส่งผลให้แรงยกมีความสมดุลกันทั้งสองด้าน

แต่การแก้ความไม่สมดุลด้วยวิธีนี้มีขีดจำกัดเช่นกัน เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินเร็วขึ้น ใบพัดที่แหวกอากาศจากด้านหน้าไปด้านหลังจะปรับเพิ่มมุมปะทะอากาศให้มากขึ้น ตาม แต่เมื่อมุมปะทะอากาศของใบพัดมากเกินค่ามุมหนึ่งแล้ว นอกจากใบพัดจะสร้างแรงยกเพิ่มต่อไม่ได้แล้ว ใบพัดจะสูญเสียแรงยกอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้ ใบพัดที่แหวกอากาศจากด้านหน้าไปด้านหลังมีสภาพเสมือน ใบพัดนิ่งหรือเกิดรีทรีตติงเบลดสตอลล์ (retreating blade stall) เหมือนการยื่นแขนออกนอกหน้าต่างรถที่กำลังวิ่งโดยคว่ำฝ่ามือแบนราบขนานพื้น และค่อยเผยอฝ่ามือขึ้นทีละน้อย จะรู้สึกได้ว่าลมที่ปะทะฝ่ามือทำให้เกิดแรงยกมากขึ้น แต่เมื่อเผยอฝ่ามือถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่า ฝ่ามือเกิดการต้านลมเพียงอย่างเดียวโดยไม่เกิดแรงยกอีกต่อไป การเกิดสภาพเสมือนใบพัดนิ่งทำให้แรงยกเฮลิคอปเตอร์ทางด้านที่ใบพัดหมุนจาก ด้านหน้าไปด้านหลังลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์พลิกวูบลงไปทางด้านที่แรงยกลดลงไม่อาจบินเป็นแนวเส้น ตรงต่อได้ นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ไม่อาจบินได้เร็วมากนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะสูญเสียการควบคุมจากการเกิดสภาพเสมือนใบพัดนิ่งนั้น ใบพัดจะสั่นอย่างรุนแรงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ซึ่งในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์แต่ละรุ่น บริษัทผู้ผลิตจะนำเฮลิคอปเตอร์ต้นแบบออกบินทดสอบเพื่อหาค่าความเร็วสูงสุด ก่อนใบพัดจะเกิดการสั่น และกำหนดให้เป็นค่าความเร็วไม่เกิน หรือค่าวีเอ็นอี (VNE, velocity- never exceed) หรือค่าความเร็วสูงสุดของเฮลิคอปเตอร์

ความพยายามล่าสุด
แม้การเสียสมดุลของแรงยกจะเป็นเหมือนเส้นที่จำกัดความเร็วของเฮลิคอปเตอร์ ทั้งหลายเอาไว้ แต่ล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทผลิตเฮลิคอปเตอร์ชื่อดังอย่างบริษัท ซีคอร์สกี อาจแก้ปัญหานี้สำเร็จ โดยปีที่แล้วบริษัทเปิดตัว เอกซ์ทู (X2) เฮลิคอปเตอร์ต้นแบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาออกมาในงาน เฮลิเอ็กซ์โป 2008 (Heli-Expo 2008) ที่เมืองฮุสตัน สหรัฐ--อเมริกา ซึ่งเอกซ์ทูเป็นเฮลิคอปเตอร์แบบใบพัดคู่แกนร่วมมีชุดใบพัดหลักสองชุดหมุนทวน กันบนแกนหมุนเดียวทำให้แรงบิดหักล้างกันหมด เครื่องจึงไม่ต้องใช้ใบพัดหาง แต่ได้นำใบพัดหางมาใช้ช่วยขับเคลื่อนเหมือนใบพัดเรือแทน นอกจากนี้ การใช้ใบพัดหลักสองชุดยังช่วยแก้ปัญหาการเสียสมดุลของแรงยกได้ด้วย ทางบริษัท ซีคอร์สกี ตั้งเป้าว่า หากการพัฒนาประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะทำให้เฮลิคอปเตอร์บินได้เร็วถึง 460 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเดียว
ซึ่งเราก็คงต้องรอดูอนาคตของเฮลิคอปเตอร์ยุคใหม่กันอีกระยะ....

ที่มา:http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1509&Itemid=4

เอกภพบนเส้นเชือก (Universe On a String)

เมื่อ 12-14 พันล้านปี เอกภพได้เกิดขึ้นในอวกาศและเวลา เสี้ยวหนึ่งของไมโครวินาทีต่อมา การพองตัวก็เกิดขึ้น และช่วงเวลาสั้นๆนั้น เอกภพขยายตัวด้วยอัตราการระเบิด ภายในหนึ่งพันล้านปี ดาราจักรเริ่มก่อร่างสร้างตัวด้วยความช่วยเหลือของมวลมืด ที่ยึดมวลเข้ามาอยู่ด้วยกัน และตอนนี้แรงลึกลับที่ให้พลังงานมืดกำลังครอบงำเอกภพ เร่งการขยายตัวของเอกภพ
แต่ภาพเหล่านี้เป็นแค่การแล่นแฉลบที่ผิวเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะเจาะลึกกว่าเดิม เพื่อเข้าใจว่าทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างนั้น อะไรคือบิกแบง? และเวลาเริ่มต้นได้อย่างไร? อะไรคือการพองตัวเอกภพ? และอะไรคือมวลมืดและพลังงานมืด?
นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าคำตอบผูกติดกับปัญหาลึกที่สุดที่ยังแก้ไขกัน ไม่ได้ในฟิสิกส์ ทบ.สตริงหรือทฤษฏีเส้นเชือกหรือทบ.เส้นสาย(sting theory)อายุได้ 30 ปีแล้ว ดูท่าจะให้ความลึกซึ้งครั้งใหม่และหวังเสนอคำตอบแก่ปริศนาเหล่านี้ที่อาจ เห็นลิบๆที่ขอบฟ้าเป็นอย่างน้อย

ไอน์สไตน์ และกาลอวกาศ
เรื่องราวเพิ่งเริ่มต้นตอนย่างศตวรรษที่ 20 เมื่อไอน์สไตน์เปลี่ยนแปลงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอวกาศและเวลา ความคิดของเขาดี เกือบทุกสิ่งทุกอย่างในฟิสิกส์พื้นฐานได้เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคไอน์สไตน์ เราบรรยายกาลอวกาศจากข้อคิดเห็นที่เขาแนะนำมา แต่กระนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนสงสัยว่าเห็นทีอนาคตต้องเปลี่ยนแปลงซะแล้ว ต้องมีการพัฒนาความเข้าใจกาลอวกาศใหม่ๆก่อนที่จะโจมตีปริศนาน่าฉงนใหญ่เหล่า นี้
ไอน์สไตน์ปฎิวัติข้อคิดเห็นอวกาศและเวลา 2 หน การเปลี่ยนแปลงหนแรกเมื่อค.ศ. 1905 ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่สำรวจพฤติกรรมแปลกๆของมวลเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสง เขาแสดงว่า นาฬิกาในยานอวกาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจะเดินช้าลง และจังหวะเต้นหัวใจของนักบินอวกาศเกือบอยู่นิ่งถ้าผู้สังเกตการณ์ไม่เคลื่อน ที่ อวกาศและเวลาในทฤษฎีไอน์สไตน์แตกต่างจากอวกาศและเวลาในประสบการณ์ของเราทุก วันนี้ ไอน์สไตน์นำอวกาศและเวลามารวมกันเป็นข้อคิดเห็นใหม่แปลกที่เรียกว่า กาลอวกาศ(spacetime)
อีก 10 ปีต่อมา หลังจากนักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะฟื้นจากการช๊อคหนแรก การปฎิวัติหนสองก็มาถึง เมื่อ ค.ศ. 1915 ไอน์สไตน์ ทำทฤษฎีความโน้มถ่วงให้ประหลาดและยิ่งใหญ่กว่าเดิมที่ชื่อว่าทฤษฎีสัมพัทธ ภาพทั่วไป ตามทฤษฎีนี้ กาลอวกาศโค้ง และความโค้งนี้เกิดจากมวลสาร เมื่อดาวเคราะห์เดินทางในวงโคจรรีรอบดวงอาทิตย์ มันค้นหาระยะทางตรงที่สุดของความโค้งที่เกิดจากดวงอาทิตย์
จากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ไม่มีอะไรเดินทางด้วยความเร็วมากกว่าแสง สูตรที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น บอกความสมมูลของมวลและพลังงาน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปพยากรณ์คลื่นความโน้มถ่วง หลุมดำ การเบนแสงของดวงอาทิตย์ และการขยายตัวของเอกภพ

เรื่องราวเพิ่งเริ่มต้นตอนย่างศตวรรษที่ 20 เมื่อไอน์สไตน์เปลี่ยนแปลงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอวกาศและเวลา ความคิดของเขาดี เกือบทุกสิ่งทุกอย่างในฟิสิกส์พื้นฐานได้เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคไอน์สไตน์ เราบรรยายกาลอวกาศจากข้อคิดเห็นที่เขาแนะนำมา แต่กระนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนสงสัยว่าเห็นทีอนาคตต้องเปลี่ยนแปลงซะแล้ว ต้องมีการพัฒนาความเข้าใจกาลอวกาศใหม่ๆก่อนที่จะโจมตีปริศนาน่าฉงนใหญ่เหล่า นี้
ไอน์สไตน์ปฎิวัติข้อคิดเห็นอวกาศและเวลา 2 หน การเปลี่ยนแปลงหนแรกเมื่อค.ศ. 1905 ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่สำรวจพฤติกรรมแปลกๆของมวลเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสง เขาแสดงว่า นาฬิกาในยานอวกาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจะเดินช้าลง และจังหวะเต้นหัวใจของนักบินอวกาศเกือบอยู่นิ่งถ้าผู้สังเกตการณ์ไม่เคลื่อน ที่ อวกาศและเวลาในทฤษฎีไอน์สไตน์แตกต่างจากอวกาศและเวลาในประสบการณ์ของเราทุก วันนี้ ไอน์สไตน์นำอวกาศและเวลามารวมกันเป็นข้อคิดเห็นใหม่แปลกที่เรียกว่า กาลอวกาศ(spacetime)
อีก 10 ปีต่อมา หลังจากนักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะฟื้นจากการช๊อคหนแรก การปฎิวัติหนสองก็มาถึง เมื่อ ค.ศ. 1915 ไอน์สไตน์ ทำทฤษฎีความโน้มถ่วงให้ประหลาดและยิ่งใหญ่กว่าเดิมที่ชื่อว่าทฤษฎีสัมพัทธ ภาพทั่วไป ตามทฤษฎีนี้ กาลอวกาศโค้ง และความโค้งนี้เกิดจากมวลสาร เมื่อดาวเคราะห์เดินทางในวงโคจรรีรอบดวงอาทิตย์ มันค้นหาระยะทางตรงที่สุดของความโค้งที่เกิดจากดวงอาทิตย์
จากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ไม่มีอะไรเดินทางด้วยความเร็วมากกว่าแสง สูตรที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น บอกความสมมูลของมวลและพลังงาน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปพยากรณ์คลื่นความโน้มถ่วง หลุมดำ การเบนแสงของดวงอาทิตย์ และการขยายตัวของเอกภพ

(ซ้าย) ตามความคิดของไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงเกิดขึ้นเพราะวัตถุมวลมาก
เช่นดวงอาทิตย์บิดเบี้ยวกาลอวกาศทำให้วัตถุขนาดเล็กอย่างโลกโคจรรอบมัน

(ขวา) ในทฤษฎีเส้นเชือก อนุภาคพื้นฐานอย่างเช่นอิเลกตรอนหรือ ควาร์ก มาจากเส้นเชือกที่แกว่งไปมา

ที่มา:http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1510&Itemid=4

ชุดอวกาศ

รู้หรือไม่ว่าทำไมมนุษย์อวกาศจึงต้องใส่ชุด อวกาศ หากจะสวมเสื้อผ้าเหมือนที่อยู่บนโลกจะได้หรือไม่...

ทำไมมนุษย์อวกาศจำเป็นต้องสวมใส่ชุดอวกาศ?
เพื่อป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง รังสีอันตรายในอวกาศ และช่วยควบคุมความดันภายในร่างกายให้คงที่ขณะเคลื่อนที่ นอกจากนี้ชุดอวกาศยังช่วยป้องกันตัวนักบินจากสภาพบรรยากาศและอุณหภูมิสูงถึง 121 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิต่ำกว่า -156 องศาเซลเซียส

ประเภทของชุดอวกาศ?
ชุดอวกาศมี 2 แบบ คือ

  1. ชุดอวกาศสำหรับใช้สวมใส่ขณะเดินทางออก หรือเข้าสู่โลก
  2. ชุดอวกาศสำหรับใช้สวมใส่ขณะปฏิบัติ ภารกิจในอวกาศ

ส่วนประกอบของชุดอวกาศ
ชุดอวกาศ ประกอบด้วย ถุงมือ รองเท้าบู๊ท หมวกเล็ก ซึ่งมีอุปกรณ์ดำรงชีพ ออกซิเจนสำหรับหายใจ น้ำดื่ม อุปกรณ์ควบคุมความดัน เฮดโฟน ไมโครโฟน เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ นักบิน

หากไม่สวมชุดอวกาศขณะเคลื่อนที่ในอวกาศ จะเป็นอย่างไร?
มนุษย์อวกาศจะสลบภายใน 15 วินาที ของเหลวในร่างกายจะเกิดฟองและแข็งตัวถึงจุดเยือกแข็ง

"ชุดอวกาศ เปรียบเสมือน เกราะชีวิตของนักบินอวกาศ"

เรียบเรียงจาก
สุปราณี สิทธิไพโรจน์กุล, ยงยุทธ บัลลพ์วานิช และอาภาภรณ์ บุญยรัตนพันธุ์. เทคโนโลยีอวกาศ ระดับมัธยมศึกษา. ปทุมธานี : ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2552.

ชุดอวกาศ

ชุดอวกาศทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน การเข้าออกของ อากาศ และช่วยป้องกันนักบินอวกาศจากอุณหภูมิต่ำ กว่าศูนย์ถึง 185 องศาเซลเซียส จนถึงสูงกว่าศูนย์ 150 องศาเซวลเซียส ชุดอวกาศยังช่วยนักบินอวกาศจากสภาพ สูญญากาศในอวกาศที่ๆ ซึ่งความกดดันต่ำสามารถป้องกัน อุกกาบาตจุลภาคออกไป หรือทำให้อุกกาบาตจุลภาค ช้าลง ไม่เช่นนั้นแล้วอุกาบาตจุลภาคอาจพุ่งทะลุชุด อวกาศและทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อนักบิน อวกาศ ชุดอวกาศยังจะต้องอ่อนน่นแต่เหนียว สำหรับให้ นักบินอวกาศออกไปปฎิบัติภารกิจซ่อมแซมอันละเอียด อ่อนในอวกาศ ชุดอวกาศต้องยืดหยุ่นได้ ชุดอวกาศต้อง มีอากาศสำหรับหายใจและอุณหภูมิภายในซึ่งคงที่และ สบาย เพื่อป้องกันนักบินอวกาศจากการสูญเสียน้ำดื่ม เพื่อป้องกันนักบินอวกาศจากสูญเสียน้ำในขณะทำงาน เพื่อที่จะให้ได้สิ่งจำเป็นดังกล่าวทำให้ชุดนักบินอวกาศ มีน้ำหนักถึง 113 กิโลกรัม เมื่อชั่งบนโลก แต่ในอวกาศ ชุดอวกาศอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิง


ที่มา:http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1511&Itemid=4

7 วิธี….ต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มิถุนายน 2553 16:27 น.
ในช่วงเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่ว โลกเช่นนี้ คงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ความต้องการในตลาดลดลงทำให้ธุรกิจหลายรายประสบความล้มเหลว ถึงขั้นต้องปิดกิจการ ลองมาดูเกร็ดความรู้ที่อาจจะช่วยได้ในยามนี้

1. พยายามรักษาการไหลเวียนของเงินสดไว้ให้ดี (Protect your cash flow) กระแสเงินสดเปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจยังคงมีชีวิตอยู่ได้ เงินสดจำเป็นต้องมีการไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอกับวิกฤติเช่นใดก็ตาม เพราะฉะนั้น ในช่วงนี้ธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการดำเนินกลยุทธ์เพื่อคงสภาพ ของกระแสเงินสดไว้ให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

2. ทบทวนวิธีปฎิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Review your inventory management practices) เพื่อเป็นการลดต้นทุนทางธุรกิจโดยไม่ต้องลดคุณภาพของสินค้าและบริการ หรือลดการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า สิ่งที่ต้องทบทวนโดยการตอบคำถามที่ว่า ธุรกิจมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากเกินไปในแต่ละครั้งหรือไม่ ? รายการสินค้าที่ซื้อเข้ามานั้นมีที่อื่นที่จะสามารถซื้อมาได้ในราคาถูกกว่า หรือไม่ ?
มีวิธีการอื่นไหมในการส่งสินค้าที่ช่วยลดขั้นตอนการขนส่งและลดต้นทุน สินค้าคงคลัง ? ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องทบทวนสิ่งเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดอยู่กับซัพพลายเออร์เดิม หรือวิธีการเดิมในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ตราบใดที่สิ่งใหม่ๆ จะสามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนได้เพิ่มขึ้น

3. เน้นเฉพาะสินค้าและบริการหลักของธุรกิจเท่านั้น (Focus on your core competencies) การสร้างให้เกิดความหลากหลายในสินค้าและบริการ ก็เป็นหลักการบริหารจัดการอีกวิธีหนึ่งที่มักจะมีการแนะนำเพื่อลดความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ แต่ในภาวะที่ทุกอย่างต้องทำด้วยความระมัดระวังเช่นนี้ การทุ่มเวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่มาให้ความสำคัญเฉพาะสิ่งที่ธุรกิจทำ ได้ดีที่สุด และสามารถทำกำไรให้ธุรกิจมากที่สุดดีกว่า

4. พัฒนากลยุทธ์สำหรับการแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งขัน (Develop and implement strategies to get your competition’s customers) ถ้าธุรกิจต้องการที่จะรุ่งโรจน์ในช่วงวิกฤติเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือ การขยายลูกค้า หรือฐานลูกค้าออกไป ซึ่งนั่นหมายถึง การฉกฉวยเอาลูกค้าของคู่แข่งขันในธุรกิจมาไว้ในมือ สิ่งที่จะทำได้ก็โดยหาและสร้างสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่งขันให้ได้ มีการวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์การแข่งขัน โดยเฉพาะตัวคู่แข่งขัน เพื่อดูว่า อะไรที่จะสามารถนำเสนอแล้วดึงดูดความสนใจให้ลูกค้าหันมาใช้สินค้าและบริการ ของธุรกิจเรา การให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าเพิ่มขึ้นอาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งใน การฉกฉวยลูกค้ามาจากคู่แข่ง

5. รักษาลูกค้าที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด (Make the most of the customers/clients you have) การรักษาลูกค้าเดิมไว้นับเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจาก โอกาสที่เขาและเธอจะเพิ่มยอดซื้อในสินค้ามีมากกว่าการที่จะเสียต้นทุนในการ ค้นหาลูกค้ารายใหม่ หลักการบริหารจัดการอันหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในกรณีนี้คือ การบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation Management : CRM)

6. ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง (Continue to market your business) ในภาวะรัดเข็มขัด ธุรกิจหลายแห่งหันมาตัดงบประมาณทางด้านการโฆษณาลง ซึ่งหารู้ไม่ว่าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ การตลาดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงการ ซื้อสินค้าและบริการ ธุรกิจจะต้องช่วยให้ผู้บริโภคได้หันมาสนใจและเลือกใช้สินค้าและบริการที่ ธุรกิจมี มากกว่าที่จะปล่อยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเอง ถ้าเป็นไปได้ ควรเพิ่มความพยายามในการทำการตลาดมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

7. รักษาเครดิตส่วนบุคคลไว้ให้คงอยู่ (Keep your personal credit in good shape) ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ การกู้ยืมเงินโดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าคุณมีเครดิตส่วนบุคคลที่ยังพอไปได้ อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

****ข้อมูลโดย : สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม****

ประโยชน์และโทษของผลไม้เคลือบเงา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2553 14:56 น.
เดี๋ยวนี้เวลากินผลไม้ "108เคล็ดกิน" สังเกตว่า เปลือกผิวของผลไม้มันเงาวาวกว่าปกติ สีสวยเด่นชวนเลือกซื้อเลือกหาดี สอบถามจากแม่ค้า จึงรู้ว่าการที่ผิวของผลไม้เงาสวยนั้น เป็นเพราะผลไม้ล้วนผ่านการ แว๊กซ์ หรือ เคลือบเงา ผิว จึงทำให้สีสันแลดูสดสวย ผิวของผลไม้น่ากินยิ่งขึ้น

แว๊กซ์ หรือ สารเคลือบผิวผลไม้ ที่ว่านี้ได้มาจากไขผสม ทั้งที่เป็นไขจากแหล่งตามธรรมชาติ และที่สังเคราะห์ขึ้น แต่จะใช้ได้ต้องผ่านการควบคุมและตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีคุณสมบัติคือ ช่วยปิดบังริ้วรอยขีดข่วนที่ผิวผลไม้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างการเก็บเกี่ยว ทดแทนไขธรรมชาติที่หลุดออกระหว่างการทำความสะอาด และช่วยยืดอายุการสุกของผลไม้ให้ยาวนานขึ้น ป้องกันการสูญเสียน้ำอันเป็นเหตุให้ผลไม้เหี่ยวแห้วเร็ว การเคลือบยังทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะความเงางาม สีสันแวววาว ได้อีกด้วย

สารเคลือบผลไม้มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ส่วนใหญ่จะเห็นชัดเจนบนผิวแอปเปิ้ลหรือส้ม เรียกชื่อเต็มว่า Wax Soluble มีคุณสมบัติละลายในน้ำปกติได้ ถ้ากินเข้าไปบ้าง ก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไตสามารถขับออกได้ อย่างไรก็ดี ควรล้างทำความสะอาดหรือ เช็ดออกให้สะอาดทุกครั้งที่จะส่งผลไม้เข้าปาก

ส่วนสารที่มีคุณสมบัติให้ความเงามันเหมือน Wax Suloble ที่นิยมใช้อีกอย่างคือ "ไขเทียนที่ไม่ใส่สี" ตัวนี้ยิ่งต้องทำความสะอาดออกให้มาก เพราะเป็นสารที่ไม่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในร่างกาย

ไหว้พระ"อ่างทอง" ผ่องใสอิ่มบุญ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2553 15:02 น.
พระพุทธไสยาสน์วัด ป่าโมก ที่เลื่องลือว่าคือพระนอนพูดได้
อยู่เมืองพุทธ นับถือศาสนาพุทธ จะมีอะไรให้ความสุขทางจิตใจ ไปมากกว่าการเข้าวัดคงไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา รัก ศาสนาก็เป็นที่พึ่งทางใจได้เหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อ "ตะลอน เที่ยว" ได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปทัวร์บุญไปตระเวนไหว้พระ 9 วัดที่จังหวัดชื่อรวยอย่าง "อ่างทอง" จึงไม่รีรอที่จะตอบ รับแทบทันที

อ่างทอง แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ เป็นเมืองผ่านในสายตาของใครและใครหลายคน แต่ที่นี่มีวัดงามๆที่น่าได้เยือนยลอยู่หลายวัดอีกทั้งยังมีพระองค์ใหญ่ให้ กราบไหว้ไม่แพ้ที่ใด

สำหรับปฐมฤกษ์เบิกบุญในทริปนี้เราประเดิมกันที่ "วัดป่าโมกวรวิหาร" ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นยุคสมัยสุโขทัย วัดนี้เป็นที่เลื่องลือแพร่หลายเกี่ยวกับองค์พระพุทธไสยาสน์ ที่มีความสำคัญและเป็นที่เคารพของชาวอ่างทอง

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ องค์พระก่ออิฐถือปูนปิดทอง มีพระพักตร์รูปไข่ ความยาวจากพระเมาลีถึงพระบาท 22.58 เมตร มีประวัติการชะลอ ในปี พ.ศ.2268 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงครามเป็นแม่กองงานจัดการชะลอพระพุทธไสยาสน์องค์นี้จากริมแม่ น้ำน้อยไปไว้บริเวณวัดตลาด หลังจากนั้นทรงสร้างวิหารหลังใหม่ครอบไว้ ผนวกเอาวัดชีปะขาวเข้ากับวัดป่าโมกเป็นต้นมา ด้วยเพราะพื้นที่แห่งนี้ได้มีต้นโมกขึ้นอยู่จำนวนมาก

ภาพจิตรกรรมภายใน อุโบสถวัดท่าสุทธาวาส
ความอัศจรรย์ยังมีเลื่องลืออีกว่า พ.ศ.2448 มีชาวบ้าน ป่วยด้วยโรคห่า (อหิวาตกโรค) พระนอนได้พูดบอกสูตรตำรายาสมุนไพรรักษาโรคห่า(เสียงพูดออกมาจากท้อง) ให้เจ้าอาวาสมัยนั้นนำไปต้มรักษาชาวบ้าน

เจ้าอาวาสวัดป่าโมกฯ ไม่เชื่อ จึงนำพระสงฆ์ ญาติโยมในวัด 30 กว่าคน ไปจุดไฟรอบพระวิหารพระนอน เพื่อตรวจดูว่ามีใครแอบอยู่หลังพระนอนหรือไม่ แล้วจัดพานหมากพลูถวายพระนอน ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ หมากพลูหายไปใน 2 นาที ซึ่งสูตรยาพระนอนบอกก็สามารถนำมารักษาโรคห่าได้ผลชะงักนัก และมีบันทึกในพงศาวดารว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสด็จมาชุมนุมพลและถวายนมัสการก่อนจะไปทำศึกกับมหาอุปราชาในปี พ.ศ. 2135

จากนั้นเรารุดหน้าต่อไปยัง "วัดท่าสุทธาวาส" ต.บาง เสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก เวลาศึกสงครามบริเวณนี้จะเป็นเส้นทางเดินทัพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงรับวัดนี้ไว้ในพระราชอุปถัมภ์ จุดเด่นอันนอกเหนือจากการไหว้พระแล้ววัดนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยภาย ในพระอุโบสถ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จิตรกรส่วนพระองค์และนักเรียนในโครงการศิลปาชีพเขียนขึ้น มีหลากหลายเรื่องราว เช่น เรื่องพระมหาชนก ประวัติเมืองอ่างทอง แม้แต่ชาวบ้านในตำบลบางเสด็จก็ถูกนำมาแต้มแต่งที่นี่ อีกทั้งมีภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาที่ทรงจรดปลายพู่กันวาดผล มะม่วงไว้ด้วย

หลวงพ่อร้องไห้แห่ง วัดสี่ร้อย
หลังซึมซับกับจิตรกรรมเสร็จแล้ว ก็เดินทางต่อมาที่ "วัดสี่ร้อย" ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่อายุราว 150 – 200 ปี มีตำนานรักชาติอันตราตรึง มีพระใหญ่อย่าง "พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์" ขนาดใหญ่สูงขนาด 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ องค์พระทำด้วยปูนเรียกกันตาม ชาวบ้านเรียกว่า "หลวง พ่อโตวัดสี่ร้อย" หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "หลวงพ่อ ร้องไห้"

เมื่อปี พ.ศ.2530 มีข่าวใหญ่ว่าหลวงพ่อวัดสี่ร้อยมีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคน ทั่วไปทั้งชาวอ่างทอง และจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสมานมัสการ นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถวัดนี้เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยา ที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว

ภายในพระอุโบสถวัด เขียนแห่งนี้มีจิตรกรรมสมัยอยุธยา
จากนั้นมาชมความวิจิตรงดงามของจิตรกรรมฝาผนังที่ "วัดเขียน" ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝาผนัง ที่งดงามแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติชาดก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสกุลเมืองวิเศษชัยชาญสมัยอยุธยาตอนปลาย ลายเส้นอ่อนช้อยหลากหลายเรื่องราว ผนังทิศใต้เป็นเรื่องมโนห์รา ตลอดจนเรื่องสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ป่าหิมพานต์ ก็เล่าเรื่องไว้อย่างละเอียดปราณีต

พระพักตร์ยิ้มละไม พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล
การมาไหว้พระอ่างทอง ถ้าขาด "วัดขุนอินทประมูล" ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทองก็คงเหมือนมาไม่ถึงอ่างทอง

ที่วัดนี้มีพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์องค์ขาวใหญ่ วัดจากยอดพระเกตุเมาลีจนถึงปลายพระบาทยาว 50 เมตร พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก

พระนอน วัดขุนอินฯ มีพระนามว่า "พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล" สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัย สุโขทัย โดยพระยาเลอไทสร้างขึ้นเป็นพระพุทธบูชา และได้ขนานพระนามว่าขณะนั้นว่า พระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิต เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไป เหลือแต่องค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้งมานานนบร้อยปี องค์พระนอนมีพุทะลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญแห่งวัดม่วง
อีกวัดที่ศรัทธาบุญเหนียวแน่น คือ "วัดม่วง" อ.วิเศษ ชัยชาญ จ.อ่างทอง ที่หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ต้องการนำเงินที่ได้จากแรงศรัทธาก่อให้เกิดเป็นรูปธรรม จึงจัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น โดยก่อนที่หลวงพ่อมรณภาพลง ได้ตั้งนามองค์พระว่า "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ" หรือ "หลวงพ่อใหญ่"

พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 องค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีขนาดหน้าตักองค์ 63.05 เมตร มีความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา 95 เมตร

สมเด็จพระศรีเมืองทอง พระพุทธรูปปางสะดุ้งมารแห่งวัดต้นสน
วัดต่อไปเรามาที่ "วัดต้นสน" อ.เมือง จ.อ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่โบราณ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร พระนามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตตรธัมมบดีศรีเมืองทอง หรือเรียกชื่อย่อว่า "สมเด็จ พระศรีเมืองทอง" ที่หล่อด้วยโลหะทั้งองค์ลงรักปิดทอง นับเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะขนาดใหญ่ที่สุดองค์แรกและมีพุทธลักษณะที่สวย งามมากอีกองค์หนึ่ง

พระนอนแห่งวัดราช ปักษี ริมฝั่งแม่น้ำน้อย
มาที่วัดเล็กๆแต่องค์พระไม่เล็กอีกแห่งที่ "วัดราชปักษี" หรือ วัดนก อ.เมือง จ.อ่างทอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา เป็นวัดอยู่ริมแม่น้ำน้อย วัดนี้ภายในวัดมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะบูชา และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านในท้องถิ่นพระนอนองค์นี้มีขนาดเดียวกับพระนอน ที่วัดป่าโมกฯ

พระอุโบสถวัดไชโย วรวิหารแห่งนี้มีจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่5
สำหรับแหล่งฝากบุญไว้เป็นแห่งสุดท้าย ก่อนกลับกรุงเทพฯที่ "วัด ไชโยวรวิหาร" หรือ วัดเกษไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง ที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ได้ขึ้นมาสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่หรือหลวงพ่อโตไว้กลางแจ้ง เป็นปูนขาวไม่ปิดทอง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ มานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นเมื่อ พ.ศ.2430 แต่แรงสั่นสะเทือนระหว่างการลงรากฐานพระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมาจึง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร และพระราชทานนามว่า "พระมหาพุทธพิมพ์"

นอกจากนี้ในวิหารที่หันหน้าออกสู่แม่น้ำยังเป็นที่ประดิษฐาน "รูป หล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์" (โต พรหมรังสี) สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2437 องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในพระวิหารที่มีความสูงใหญ่สง่างามแปลกตากว่า วิหารแห่งอื่นๆ

รูปหล่อสมเด็จพระ พุฒาจารย์ภายในวัดไชโยวรวิหาร
พุทธศาสนิกชนจากที่ต่างๆ มานมัสการอย่างไม่ขาดสาย ติดกับด้านหน้าพระวิหาร มีพระอุโบสถก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันงดงามหันด้านหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้า พระยา ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 5ให้ได้ชมกันอีกด้วย ใครจะสุข เศร้า เหงา รัก อย่างไร "ตะลอนเที่ยว" ก็แนะนำให้ไหว้พระ เสริมมงคล เพราะเป็นเรื่องอินเทรนด์ไม่มีเอ้าท์ตลอดกาล