ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของโรงพยาบาล กรุงเทพ และวิชาการ.คอม
http://www.bangkokhealth.comและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)
โครงกระดูกมนุษย์ประกอบไปด้วยกระดูกจำนวน 206 ชิ้นของส่วนต่างๆ ในร่างกายมาเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างของข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนและอวัยวะต่างๆ ทารกแรกเกิดนั้นจะมีกระดูกประมาณ 300-350 ชิ้น ซึ่งต่อมากระดูกบางชิ้นจะมีการเชื่อมรวมกันระหว่างการเจริญเติบโต
กระดูกมีหน้าที่ค้ำจุนโครงสร้างของร่างกายเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและ เอ็นต่างๆ สำหรับการเคลื่อนไหว อีกทั้งป้องกันอวัยวะภายในจากการกระทบกระเทือน เช่น กะโหลกศีรษะ รวมถึงเป็นแหล่งเก็บสะสมของแคลเซี่ยมในร่างกายอีกด้วย
โรคกระดูกที่จัดได้ว่าร้ายแรง คือโรคกระดูกพรุน ประชากรกว่า 75 ล้านคน ต้องเผชิญกับโรคกระดูกพรุน โดยมีภาวะของเนื้อกระดูกบางลง มีความหนาแน่นน้อยลงทำให้มีโอกาสแตกหักหรือยุบตัวได้ กระดูกที่ปกติจะมีโครงสร้างเส้นใยที่มีโพรงเป็นตาข่ายในเนื้อกระดูก เมื่อเกิดภาวะกระดูกพรุนโพรงระหว่างเส้นใยจะใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดการแตกของกระดูกได้ง่ายข้อมูลด้านล่างนี้สามารถเป็นข้อบ่งชี้ว่า คุณมีความเสี่ยงในภาวะโรคกระดูกพรุนหรือไม่
ผู้ที่ มีปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะทำให้ระดับมวลกระดูกลดลงอย่างช้าๆ
ผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
ผู้ที่มีอายุเกิน 40ปี ขึ้นไป และเคยมีประวัติการหักหรือแตกของกระดูก
จากพันธุกรรม หรือ บุคคลในครอบครัวที่มีประวัติของโรคกระดูกพรุน กระดูกสะโพกแตก หรือหัก
ผู้ที่มีลักษณะเชื้อชาติหรือกลุ่มชน เช่น ชาวผิวขาว ชาวผิวเหลืองในทวีปเอเซีย โดยเฉพาะในผู้หญิง
ผู้ที่รับประทานยาบางประเภทอย่างต่อเนื่องที่มีผลข้างเคียงต่อกระดูก เช่น ยาสเตียรอยด์
ข้อแนะนำในการ ตรวจวินิจฉัยจาก National Osteoporosis Foundation* มีดังนี้
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี และมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูก
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่หยุดรับประทานฮอร์โมน หรือการบำบัดด้วยฮอร์โมน หรือมีระดับเอสโตรเจน (Estrogen) ต่ำ
ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป
ผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 50 ถึง 70 ปี และมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูก
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และเคยมีประวัติกระดูกหัก
การตรวจ วินิจฉัยโรคกระดูกมีดังนี้
ในหลายปีที่ผ่านมานั้น ความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยมวลกระดูกไม่ค่อยพร้อมเท่าใดนัก โดยจะพบว่า ผู้ป่วยจะมีภาวะของโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการกระดูกหักจากอาการ บาดเจ็บมาก่อน
แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีเครื่องมือวัดความหนาแน่นของกระดูกหรือ Bone D XA scan (Dual Energy X-ray Absorptiometry) เป็นเครื่องมือ
เอ็กซเรย์ระบบ 2 พลังงานที่ใช้ในการประเมินผลว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากน้อยเพียงใด รวมถึงสามารถวัดระดับของแคลเซียมและโปรตีนได้อีกด้วย การตรวจวินิจฉัยนั้นยังสามารถตรวจบริเวณกระดูกที่อาจมีความเสี่ยง เช่น
* กระดูกสันหลัง
* กระดูกบริเวณสะโพก
* กระดูกบริเวณข้อมือ

แพทย์ผู้เชี่ยว ชาญจะวางแผนการรักษาหลังจากที่ได้มีการคำนวณเปรียบเทียบกับค่ามาตราฐาน โดยมีวิธีดังนี้
เครื่องมือวัดความหนาแน่นของกระดูก DXA ใช้ในการตรวจเพื่อหามวลกระดูกดูความแน่นหนาของกระดูกโดยเฉพาะบริเวณกระดูก สะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ ซึ่งการตรวจจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับกระดูกได้ โดยเฉพาะอันตรายที่เกิดจากการกระดูกหักโดยการหกล้มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การตรวจวิธีนี้ผู้ป่วยต้องนอนราบกับเตียงโดยมีเครื่องแสกนบริเวณจุดที่มี ความเสี่ยง
เครื่องมือวัดความหนาแน่นของกระดูกแบบพกพา เครื่องมือวัดชนิดนี้ใช้ในการตรวจมวลกระดูกภายนอก เช่นบริเวณนิ้วมือ ข้อมือ และส้นเท้า เป็นต้น ค่าใช้จ่ายในการตรวจวิธีนี้มีราคาไม่แพงตรวจง่ายและรวดเร็ว
เมื่อคนเราอายุมากขึ้นร่างกายจะสร้างแคลเซียมน้อยลง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้กระดูกขาดความแข็งแรง เปราะบาง จนเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นเครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูกจะสามารถตรวจเช็คปริมาณความหนาแน่น ของกระดูก และให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสามารถวางแผนป้องกันและรักษาโรคกระดูก พรุนได้อย่างถูกต้อง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น