วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำเงินบนโลกไอที (2) : น้ำพึ่งเรือ การตลาดพึ่งบล็อก

ร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ในซอยแสนลึกลับ ทำไมคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งรอสั่งอาหารอย่างคึกคักถึงหาร้านพบ รีสอร์ทขนาดเล็กอบอุ่นที่ไม่ได้มีหน้าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ทำไมจึงมีลูกค้ามาจองตลอดปี หรือแม้แต่บุฟเฟต์อาหารนานาชาติแสนแพงที่โด่งดังเฉพาะกลุ่มในสมัยก่อน ทำไมวันนี้จึงสามารถขยายกลุ่มตลาดไปยังมนุษย์เงินเดือนหรือวัยรุ่นได้

เราเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่สามารถเป็นตัวช่วยของคำถามเหล่านี้ได้ดี คือ บล็อก ไดอารี่ออนไลน์สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ชาวเน็ตฟังเหมือนเพื่อนที่บอกกันปากต่อปาก มาพร้อมรูปสวยมหาศาลผลพวงจากการขยายตัวของกล้องดิจิตอล จนส่งให้บล็อกสามารถเป็นเครื่องมือด้านการตลาดชั้นดี

บทความในวันนี้จะทำให้คุณเข้าใจความเกี่ยวข้องของบล็อกและการตลาดผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่จะเป็นบันไดอีกขั้นของการทำงานบนผืนนาไอทีแห่งนี้

...

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า : "บล็อก" กับ "การตลาดผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น" (SEM)
(บทความโดย สุธี จันทร์แต่งผล - http://www.eblogbiz.com)

ในพื้นที่ของโลกออนไลน์ มีหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างก้าวกระโดด บริการใหม่ๆที่เกิดขึ้นแทบทุกอย่างในชีวิตของเรา และหลายอย่างมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่สิ่งที่เราทำลงไป แท้จริงๆแล้วมันสามารถสร้างรายได้ให้เราได้โดยที่เรากำลังมองข้ามมันไปเสียด้วย

คุณเคยได้ยิน หรือรู้จัก อาชีพ "บล็อกเกอร์" บ้างหรือไม่? อาชีพเหล่านี้มีอยู่จริงๆในหลายๆประเทศ พวกเขาเหล่านั้นมีรายได้จากการเขียนบล็อกในหลายๆเรื่องที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ เรื่องทางเทคนิคด้านเทคโนโลยีต่างๆ, เขียนข่าว, เล่าเรื่องการทำอาหาร หรือแม้แต่ เล่าเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไปของพวกเขาเหล่านั้นเอง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยเงินเดือนหลักพันไปจนถึงตัวเลขรายได้หกหลัก จากการเขียนบล็อก!

เว็บบล็อก หรือ บล็อกแท้จริงคือ?

สำหรับในบ้านเราเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในบ้านเรากำลังนิยมเขียน "ไดอารี่ออนไลน์" ซึ่งในยุคนั้นดูเหมือนจะเป็นกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลพาเว็บไซต์หลายๆเว็บ โดยเฉพาะเว็บผู้ให้บริการไดอารี่ออนไลน์ ผุดขึ้นราวหลายต่อหลายเว็บ พูดง่ายๆคือ มันคือยุคเฟื่องฟูแห่งไดอารี่ออนไลน์

แต่ผ่านไปไม่นานนัก กระแสที่ไหลมาติดๆ บนโลกออนไลน์ที่มักจะมีสิ่งใหม่ๆ มาให้ผู้ใช้งานได้ตื่นตาตื่นใจได้อย่างต่อเนื่องก็เห็นจะเป็น "เว็บบล็อก" หรือ "บล็อก" ที่ปัจจุบันนี้ ใครไม่มีบล็อก ไม่ได้เขียนบล็อกก็ดูเหมือนจะตกยุคตกสมัยกันไปแล้ว แต่ทำไม เว็บบล็อกจึงมากินหรือแย่งลูกค้าของไดอารี่ออนไลน์ได้ภายในเวลาไม่นาน?

เว็บบล็อกจริงๆแล้วเกิดขึ้นมาหลายปีในฝั่งอเมริกา และยุโรป ในช่วงเริ่มต้นที่ก่อกำเนิดนั้น มันเป็นเพียง "Web Log" ที่เหล่าคนที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม เป็นเพียงการบันทึกสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานว่าได้ทำอะไร ผ่านไปบ้างแล้ว เพื่อให้ใช้ทบทวนหรือแจ้งข่าวการพัฒนาปรับปรุงส่วนต่างๆ ไว้นั่นเอง

หลังจากนั้น การเขียนเจ้า "Weblog" ก็เริ่มขยายตัวของมันออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความมีสาระของมันนั่นเอง จนทำให้แตกหน่อ ออกเป็นหลากหลายประเภท และหลายคนใช้เว็บบล็อกเป็นที่เขียนไดอารี่ส่วนตัวอีกด้วย

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
บุคคลแห่งปี 2006 นิตยสารไทม์ ยกให้พวกเราทุกคน ซึ่งส่วนหนึ่งคือ เหล่าบล็อกเกอร์ทั่วโลกนั่นเอง
ดังนั้น ด้วยความที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในบ้านเรา ชื่นชอบการเขียนไดอารี่ จดบันทึกเรื่องราวหลายๆอย่างอยู่เป็นทุนเดิม ความเป็นเว็บบล็อกที่มีกว้างอย่างอิสระในการเขียนมากกว่าไดอารี่ส่วนตัว ในแง่ของเนื้อหาที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถเขียนบันทึกประจำวัน เขียนรีวิวมือถือใหม่ของตน ร้านอาหารที่ไปกินมา หรือแม้แต่สาระทางวิชาการเพื่อจดเป็นบันทึกช่วยจำ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เว็บบล็อกเข้าครอบครองส่วนแบ่งตลาดของไดอารี่ออนไลน์ได้อย่างไม่ยากเย็น สังเกตได้จาก การเจริญเติบโตของผู้ให้บริการเว็บบล็อกอย่าง Exteen.com ที่โตอย่างต่อเนื่องแตกต่างกับเว็บไดอารี่ออนไลน์หลายๆค่ายที่ โตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มต้นบล็อกอย่างไรให้สำเร็จ?

มาถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มสนใจหรืออยากรู้ว่า ทำอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งที่อยากจะบอกและง่ายที่สุดในการเริ่มต้นกับการเป็น "บล็อกเกอร์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ด้วย ทุกทางที่มีแนวทางแนวโน้มจะทำให้เราสามารถสร้างรายได้ย่อมจะเป็นเหมือนกับ แสงสว่างปลายทางที่มืดมนนั่นเอง

สิ่งแรก เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ในการเริ่มต้นเขียนบล็อก คือ ค้นหาความชอบของตัวเองให้เจอ สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกๆที่หลายคนมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง เพราะมองที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวว่าจะได้เงินได้อย่างไร โดยลืมสิ่งง่ายๆเหล่านี้ไปนั่นเอง เพราะการจะเป็น "บล็อกเกอร์มืออาชีพ" นั้นไม่ใช่ว่า คุณเขียนวันนี้ อาทิตย์หน้ามันจะสร้างรายได้ให้เราได้ทันทีทันใด มันจะต้องอาศัยเวลาของการบ่มเพาะ และพิสูจน์ความน่าสนใจของบล็อกของเราอยู่ซักระยะหนึ่ง ดังนั้น การที่เราต้องมานั่งเขียนเนื้อหาที่เราไม่ได้ชอบ ไม่รัก ไม่ได้สนใจ เป็นประจำนั้น มันจะกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย และท้อแท้ในที่สุด

แต่ในทางตรงกันข้าม หาเรามีความรักความชอบอะไรซักอย่างนึงและนำมาเขียน มันก็เป็นการง่ายที่จะเขียนเล่าเรื่องราวในสิ่งเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้ เข้าใจ เนื้อเรื่องบทความนั้นๆได้ง่าย เช่น กรณีอย่างมีแม่บ้านชาว ญี่ปุ่นคนนึง ชื่นชอบในการทำอาหาร และมักจะซื้อเครื่องครัวใหม่ๆมาลองใช้ทำกับข้าวที่บ้าน ซึ่งเธอก็เปลี่ยนจากการเล่าในเพื่อนบ้านฟัง มาเป็นการเขียนเล่าเรื่องการทำอาหารกับเครื่องครัวแต่ละชิ้นของเธอ ให้คนบนโลกอินเตอร์เน็ตฟัง ผลสุดท้ายเหล่าบริษัทที่ขายเรื่องครัวต่างพากันมาจ้างให้เธอช่วยทดสอบ เครื่องครัว และเขียนลงในเว็บบล็อกของเธอ โดยให้ค่าตอบแทนไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือเครื่องครัวชิ้นใหม่ๆ

เมื่อคุณค้นพบแล้วว่า คุณชื่นชอบอะไร รักหรือสนุกกับการทำอะไรซักอย่างและอยากเขียนมันให้คนอื่นๆได้อ่านบ้าง ก็เริ่มต้นเปิด "เว็บบล็อกเล็กๆ" โดยอาจจะใช้เว็บบล็อกฟรีๆ ที่มีให้ใช้บริการกันเยอะแยะมากมายทั้งเว็บในไทย หรือ เว็บต่างประเทศก็ได้ตามแต่จะถนัด เลือกที่เราใช้งานมันได้ง่าย ถนัดและคุ้นเคยมากที่สุด หรือใครจะลงทุน จดโดเมน เช่าโฮสต์ เพื่อเปิดเว็บบล็อกส่วนตัวของตัวเองก็ได้ไม่ผิดกติกา ซึ่งค่าใช้จ่ายขั้นต่ำรวมๆแล้วก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งพันบาทต่อปี เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ความสามารถในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

เมื่อมีเว็บบล็อกส่วนตัวแล้ว ก็เริ่มต้นลงมือเขียนเนื้อหาเหล่านั้นลงไปเท่านั้นเอง ซึ่งในการเขียนบล็อก คุณไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำสวยหรู ศัพท์ที่เข้าใจยากแต่อย่างใด ให้นึกว่าถ้า คุณจะเล่าเรื่องที่คุณกำลังเขียนนี้ ให้กับเพื่อนข้างบ้านฟัง คุณจะเล่าอย่างไร แล้วเปลี่ยนมันจากคำพูดมาเป็นตัวอักษร เพียงเท่านั้น เพราะคนทั่วไปชอบอ่านอะไรง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่เชื่อลองถามตัวคุณเองสิครับว่า คุณชอบฟังเพื่อนคุยหรือฟังสัมมนาทางวิชาการ?

มีเว็บบล็อกมีบทความแล้ว หากคุณไม่ทำการบอกเพื่อนฝูง แนะนำเพื่อนให้รู้ว่า คุณเขียนบล็อกอยู่นะ ด้วยนั่นเอง มันเป็นทางเลือกโปรโมทเว็บบล็อกอย่างแรก และง่ายที่สุด ไม่ต้องเสียเงินซะด้วย อย่างเช่น คุณผู้หญิงทั้งหลายอาจจะเริ่มต้นง่ายๆ เป็นต้นว่า "นี่ เธอ เมื่อวานชั้นไป ซื้อกระเป๋ามานะถูกมาเลย สวยด้วย เนี่ยๆ ไปดูรูปในเว็บบล็อกชั้นสิ...." และคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่า บล็อกเกอร์หลายคนที่มีรายได้เป็นเลขหกหลักจากการเขียนบล็อก เริ่มต้นด้วยประโยคคล้ายๆกันนี้!

สิ่งที่เหลือคือ รักษาความสนุก ความน่าสนใจของบล็อกของคุณไปเรื่อยๆ รักษา กรอบของเนื้อหาที่คุณชอบเหล่านั้นไว้ให้คงเส้นคงวา เพราะเว็บบล็อกที่ประสบความสำเร็จมักจะเขียนในเรื่องที่ตัวเองสนใจเพียงไม่ กี่เรื่องเท่านั้น เช่น คุณเขียนเรื่องการปลูกต้นไม้ ก็เขียนเรื่องเกี่ยวข้องกับต้นไม้ไป หรือการทำอาหารก็เขียนไปเรื่อยๆ เป็นแนวทางหลักนั่นเอง

การทำเสิร์ชเอ็นจิ้นมาร์เก็ตติ้ง กับเว็บบล็อก เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?

มาถึงตรงนี้ หลายท่านคงนึกสงสัยว่า ที่พูดมาทั้งหมดยังไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับเว็บบล็อกแต่อย่างใด ยังคงมองไม่เห็นจุดตัดที่มันจะมาบรรจบกันได้เลย จุดที่ทำให้เส้นทางทั้งบล็อกและการทำการตลาดผ่านเสิร์ชมาบรรจบกันก็คือ ถ้าเรากลับไปมองดูหน้าผลการค้นหาของ เสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ เราก็คงเห็นว่า ในหนึ่งหน้านั้น มีพื้นที่อยู่ไม่มากนักสำหรับการลงโฆษณา และพื้นที่สำหรับผู้ที่ทำ SEO ติดอยู่ในผลการค้นหา 10 อันดับแรก (ซึ่งในเรื่องของการทำการตลาดผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นนั้นได้ มีทั้งในส่วนของการทำ Pay-per-click (PPC) และการทำ Search Engine Optimization.(SEO) ที่ได้กล่าวไปในบทความก่อนเรื่อง ทำเงินบนโลกไอที (1) : Search Engine Marketing รู้จักไว้มีแต่ได้)

ดังนั้นแม้ว่ามันจะมีระบบประมูล (Bidding) คีย์เวิร์ดต่างๆ ที่ผู้ลงโฆษณาประมูลแข่งขันกันเพื่อให้โฆษณาตัวเองแสดงบนผลการค้นหา แล้วก็ตาม ค่าใช้จ่ายสำหรับเสิร์ชเอ็นจิ้นรายใหญ่ๆนั้น ก็ยังคงไม่น่าจะเพียงพออยู่ดี เสิร์ชเอ็นจิ้นเองจึงต้องหาพื้นที่เพิ่ม ผลคือ เสิร์ชยักษ์ใหญ่อย่าง Google ทำ Adsense ออกมานั่นเอง

Google Adsense เป็นระบบที่เปิดให้เว็บไซต์สามารถนำโฆษณาที่มีผู้ลงโฆษณาผ่านระบบของ Google Adwords ไปติดในเว็บไซต์ของตัวเอง และ ระบบของ Google จะทำการเลือกโฆษณาให้ตรงกับเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ซึ่งจุดนี้เองที่ที่เหล่าคนเขียนบล็อก หรือ บล็อกเกอร์ ชื่นชอบ เพราะว่า พวกเค้าไม่ต้องยุ่งยากกับการติดต่อหาโฆษณามาลงเว็บบล็อกของตัวเอง และโฆษณาก็ยังตรงกับเนื้อหาภายในเว็บตัวเองอีกด้วย

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
จะเห็นได้ว่า เว็บบล็อกสามารถเปิดช่องทางการตลาดให้กับคุณได้อย่างหลากหลาย ตรงกับความต้องการของผู้สนใจมากกว่า นั่นย่อมหมายถึง ROI ที่มากกว่าด้วยเช่นกัน
อีกทั้งเราลองคิดเล่นว่า ถ้าเราขายปุ๋ยต้นไม้ การที่โฆษณาของเราไปแสดงในเว็บบล็อกที่พูดถึงการปลูกต้นไม้ กับการไปแสดงอยู่บนเว็บไซต์ใหญ่ๆนั้น ROI ของเว็บไหนจะมากกว่ากัน? ในมูลค่าของการจ่ายเงินที่เท่ากัน คุณอาจจะสามารถลงโฆษณาขายปุ๋ยของคุณได้จำนวนนับสิบ นับร้อยบล็อกที่เขียนถึงการปลูกต้นไม้ ในขณะที่ถ้าคุณเลือกลงโฆษณาในเว็บใหญ่ๆ ก็คงต้องทำใจระดับหนึ่งว่า คนเข้าเว็บเหล่านั้นส่วนใหญ่สนใจเรื่องของบันเทิง จะเหลือกี่คนที่สนใจเรื่องปลูกต้นไม้ และสุดท้ายจะเหลือกี่คนที่ตัดสินใจซื้อปุ๋ยของคุณ

อีกประการหนึ่งที่ทำให้จุดตัดของทั้งสองอย่างนี้มาบรรจบกันมากขึ้น คือ การทำ SEO นั่นเอง หลายครั้งที่เว็บบล็อกมีอันดับในผลการค้นหาดีกว่า เว็บไซต์เจ้าของผลิตภัณฑ์ ทำให้เจ้าของสินค้าตัดสินใจ "จ้าง" บล็อกเกอร์ให้เขียนเชียร์สินค้าของตน และจุดนี้เองดูจะเป็นจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วไป มักจะเชื่อถ้อยคำ การบอกเล่าของเพื่อนในโลกออนไลน์ นั่นกลายเป็นผลดีอีกทอดหนึ่งให้กับสินค้านั้นๆ ที่นอกจากเป็นการส่งเสริมการขายสินค้า ทางอ้อมแล้วยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าอีกด้วย

ในแง่ของผู้ที่ทำ SEO แล้วส่วนหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ระบบของเว็บบล็อกอย่างเช่น Wordpress ซึ่งเป็นฟรีสคริปต์สำหรับทำเว็บบล็อกนั้น มีลูกเล่นและสนับสนุนการทำ SEO อย่างแพรวพราวรอบตัว ง่ายต่อการใช้งาน ปรับแต่ง และติดอันดับดีในหน้าผลการค้นหานั้นง่ายขึ้น นอกจากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วนั้น ยังมีอีกบางส่วนที่มีการซื้อขายลิ้งค์ของเว็บบล็อกเพื่อช่วยให้อันดับของเว็บตัวเองนั้นดีขึ้นในผลการค้นหาอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มักถูกขับเคลื่อนจากบล็อกเกอร์และเว็บบล็อกของเขานั่นเอง

สุดท้าย... เมื่อการทำการตลาดผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นและเว็บบล็อกก้าวไปด้วยกัน

ในทุกวันนี้ เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามักจะได้ยินคำว่า "หาไม่เจอ ลองหาใน google รึยัง?", "มีปัญหาปรึกษา Google" และอื่นๆอีกมากมายที่บอกให้เราลองหาข้อมูลในเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ และไม่จำเพาะสำหรับ Google เพียงเท่านั้นในเสิร์ชเอ็นจิ้นค่ายอื่นๆด้วยเช่นกัน

และในผลการค้นหาเหล่านั้น เราก็คงปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นกันว่า มันจะต้องมีอย่างน้อยซักรายการในคำที่เรากำลังค้นหาอยู่ แสดงข้อมูลของหน้าเว็บบล็อกขึ้นมาให้เราได้เห็น ได้คลิกเข้าไปอ่านเนื้อหากัน

สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้นักการตลาดในยุคเว็บ 2.0 คงต้องหันหน้ามามองการทำการตลาดผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น และพึ่งพาเว็บบล็อกในการโปรโมทสินค้าของตัวเองบ้างแล้ว ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สิ่งที่นักการตลาดต้องคิดคือ การทำอย่างให้สามารถลดต้นทุนในการโฆษณา ทำให้ผลการโฆษณานั้นสามารถผันมาเป็นผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

อีกทั้งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ระบบของเว็บบล็อกนั้นดีต่อการทำ SEO หากเรารู้จักใช้งานและปรับแต่งมัน เจ้าเว็บบล็อกเหล่านี้ ก็จะแสดงพลังที่มี ทำให้ขึ้นไปติดอันดับของผลการค้นหาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และนั่นคือการทำโฆษณาแบบฟรีๆ ที่คุณไม่เสียเงินเลยใช่หรือไม่?

สำหรับบล็อกเกอร์ การเขียนบล็อกก็เป็นเหมือนกับการหว่านพืชที่หวังผลนั่นเอง เพียงแต่คุณจำเป็นที่ต้องอาศัยเวลาซักหน่อยเพื่อให้ เว็บบล็อกของคุณเจริญเติบโต ซึ่งมันก็ไม่นานเกินรอ หากเราสนุกกับสิ่งที่เราเขียน เพราะจะมีคนอีกหลายคนเข้ามารับแบ่งปันความสนุกเหล่านั้นไปด้วยกันกับคุณ ในระหว่างที่ยังไม่มี นักการตลาดคนใดมาจ้างคุณเขียนรีวิวสินค้า การหาโฆษณาอย่างอื่นมาติดไปพลางก่อน เช่น Google Adsense ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองเริ่มต้นจากการเขียนบล็อกเล็กๆ ตามเว็บบล็อกฟรีๆทั่วไป จนกระทั่งเมื่อวันหนึ่งที่ผมไปนั่งเลี้ยงฉลองปีใหม่กับเพื่อนฝูงแล้วกลับมาคิดได้ว่า "ค่าอาหาร เครื่องดื่มในคืนนั้น ทำให้ผมมีความสุข สนุกแค่ข้ามคืน แต่ถ้าผมนำเงินก้อนนั้นมาเปิดเว็บบล็อกเล็กๆ ผมสามารถมีความสุข และสนุกกับการเขียนบล็อกได้อย่างน้อยคือ 365 วัน" จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ผมก็ยังคงเขียนบล็อก เก็บดอกผลเล็กๆน้อยๆ เพื่อหวังว่าชีวิตนี้ จะมีอาชีพ "บล็อกเกอร์" บ้างเท่านั้นเอง

แล้ววันนี้ คุณเขียนบล็อกหรือยังครับ?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์30 มีนาคม 2552 10:56 น.

ทำเงินบนโลกไอที (1) : Search Engine Marketing รู้จักไว้มีแต่ได้

ใครว่าบทความไอทีอ่านแล้วจะมีแต่เรื่องเสียเงิน ทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือสินค้ารุ่นใหม่ที่มักปลุกกิเลสให้ชาวไอทีควักเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายอยู่ตลอดเวลา ต่อไปนี้คือบทความไอทีที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำเงินจากโลกไอทีได้ หากตั้งใจแน่วแน่กับการศึกษาและปฏิบัติจริง

"ผู้จัดการไซเบอร์" ขอนำเสนอบทความชุดเรื่อง "ทำเงินบนโลกไอที" เพื่อแสดงมุมมองของการตลาดออนไลน์ในยุค 2009 จากนานาเจ้าของเว็บไซต์และบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชไทย โดยเราจะนำท่านไปทำความรู้จักกับการทำเงินขั้นพื้นฐานในสัปดาห์แรก และจะต่อยอดการทำเงินขั้นสูงขึ้นในสัปดาห์ถัดไป

***

เจาะตลาดโลกด้วย SEM
(บทความโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล paphada@redrank.co.th)

คุณมีเว็บไซต์หรือยังค่ะ?? แล้วตอนนี้มีคนเข้าเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไร?? มียอดซื้อออนไลน์มากน้อยขนาดไหน? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากคุณได้รู้จักกับ Search Engine Marketing

คนส่วนใหญ่ที่เปิดเว็บไซต์มาหลายปีแต่ขายสินค้าได้น้อย มักจะคิดว่าเป็นเพราะการไม่มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ หรือเพราะการใช้เว็บสำเร็จรูปในการเปิดร้านขายของ จนหลายคนทำใจได้และพอใจกับการขายสินค้าได้แค่นั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันมีเว็บไซต์ขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปธรรมดา ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมาย ที่สามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึง 400%

เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่เขาได้รู้จักกับการทำตลาดออนไลน์ ที่เรียกกันว่า SEM ซึ่งหากเราเป็นผู้ประการธุรกิจแบบ ecommerce เราจะสามารถวัดค่า ROI (Return Of Investment) ได้ดีทีเดียว

ใช้เสิร์ชเอนจิ้นเป็นเครื่องมือ

Search Engine Marketing คำนี้ไม่ได้เป็นศัพท์ใหม่ หลายๆ คนรู้จักกันมานานแล้ว แต่ในประเทศเราเองนั้น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวกับการทำ SEM นี้ในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้เอง หากใครยังไม่รู้ว่า Search Engine Marketing คืออะไร จะขออธิบายดังนี้

SEM หรือ Search Engine Marketing นั้น หากแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ จะหมายถึงการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ที่เด่นๆ นั้นก็ได้แก่ Google, Yahoo และ Live (MSN) โดยการทำ SEM นี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

การทำ Search Engine Optimization (SEO) คือการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของเราให้โดนใจ Search Engine ต่างๆ อาจจะมีการปรับโครงสร้างภายใน code, โครงสร้าง link หรือ บางทีเมื่อก่อนที่เราเคยโปรโมทเว็บเราด้วยการแลกลิงค์ (link exchange) นั้น ก็ถือว่า เป็นการทำ SEO แบบหนึ่งอีกด้วย

แต่การจะทำ SEO ได้นั้น ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ทั้ง off-page และ on-page factor ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบกับการทำ SEO เป็นอย่างยิ่ง แต่อะไรจะมีคะแนนมากหรือน้อย อย่างไรนั้น ต้องไปทดลองทำด้วยตนเองถึงจะรู้ เมื่อเราทำ SEO แล้วนั้น เว็บไซต์ที่เราทำจะไปปรากฏบริเวณด้านซ้ายมือของผลการค้นหา ซึ่งแน่นอนว่า บริเวณนี้จะมีคนคลิกเป็นจำนวนมาก และคนส่วนใหญ่จะคลิกเว็บไซต์ที่ปรากฏผลในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาเป็นจำนวนมาก

เรียกได้ว่า ใครมีเว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาจะสามารถทำเงินได้อย่างสบายๆ

เรามาดูอีกฝั่งของผลการค้นหากันบ้าง ผลการค้นหาฝั่งขวามือนั้น เราจะเรียกกันว่า เป็น Pay per click (PPC) เราซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องกลุ้มใจกับอันดับที่ไม่ขึ้นในฝั่งซ้าย (SEO) เพราะเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับในฝั่งขวาของผลการค้นหาได้ง่ายๆ ด้วยการจ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับ Search Engine โดยค่าใช้จ่ายนั้น จะมีการจ่ายเป็นต่อคลิก คือ เมื่อใดก็ตามที่มีคนเข้ามาคนค้นหาแล้วโฆษณาเว็บไซต์ของเราปรากฏขึ้นบนฝั่งขวามือ เราจะยังคงไม่เสียค่าโฆษณา

แต่หากผู้ค้นหาสนใจสินค้าหรือบริการของเรา แล้วคลิกโฆษณาเพื่อเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราแล้วล่ะก็ เราจึงจะเสียค่าใช้จ่าย ต่อการคลิกของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่า ยอดคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราสักคน ก็มีโอกาสที่เขาจะพัฒนามาเป็นลูกค้าของเราได้ต่อไปในอนาคต เพราะนี่คือ สิ่งที่เขากำลังค้นหาอยู่จริงๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ต่ำมาก ต่ำกว่าการใช้งบโฆษณาไปกับสื่ออื่นๆ ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ลองคิดดูซิว่า หากเรามีการลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์สักฉบับนึง ประมาณ 10,000 บาท แน่นอนว่า คนที่อ่านหนังสือพิมพ์จะได้เห็นโฆษณาเรา แต่ใน 200,000 คนที่อ่านหนังสือพิมพ์นั้น อาจจะมีคนสนใจสินค้าเราเพียงแค่ 500 คนเท่านั้น และภายใน 500 คนจะกลายเป็นลูกค้าเราจริงๆ เพียงแค่ 50 คนเท่านั้น ในขณะที่เราลงโฆษณาด้วย pay per click คนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลบน Search Engine นั้น จะเป็นคนที่มีความสนใจในสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว หากเรามีการเขียนคำโฆษณาที่ดี และดึงดูดให้เขาคลิกได้โอกาสที่เขาจะกลายเป็นลูกค้าของเราจะมีมากกว่าการลงทุนโฆษณาในแบบอื่นๆ ซึ่งการทำ ppc นั้นสามารถวัดผล ROI ได้อย่างชัดเจนจากการเริ่มทำกันเลยทีเดียว

Pay per click นั้นมีชื่อเรียกกันหลากหลายชื่อเลยทีเดียว หากใครไปได้ยินชื่อที่เรียกว่า Keywords Advertising, Cost Per Click (CPC), Sponsored Link, Paid Placement และจะมีชื่อเรียกไปตาม Search Engine ต่างๆ ด้วย เช่น Google ก็จะเรียกว่า “Google AdWords” ส่วน Yahoo ก็จะเรียกว่า “Y!SM Yahoo Search Marketing” เป็นต้น แต่ขอให้รู้ไว้ว่า มันคือกระบวนการทำงานแบบเดียวกันนั่นเอง

SEO หรือ PPC อย่างไหนดีกว่า

จากประสบการณ์ของผู้เขียน ถ้าให้ถามว่า การทำ SEM แบบไหนดีกว่ากัน? ระหว่างการทำ SEO กับ PPC ผู้เขียนก็บอกได้เลยว่า ดีไปกันคนละแบบ
ในฝั่งขวาที่เป็น ppc นั้น เราสามารถเขียนคำโฆษณาที่เราต้องการหรือสิ่งที่เราอยากจะสื่อความคิดของเราให้กลุ่มเป้าหมายของเราได้ชัดเจน เช่น ถ้าเราจะขายบ้านสักหลัง เราอาจะเขียนโฆษณาในฝั่งขวาว่า

บ้านสวย พร้อมอยู่
ใกล้รถไฟฟ้า แถวบางนา
จองวันนี้ เพียง 1.3 ล้านบาท

โดยเราจะใช้ keyword ว่า บ้านบางนา เป็นต้น เพราะนั่นหมายความว่า คนที่เข้ามาค้นหาคำว่า “บ้านบางนา” เขามองหา บ้านที่อยู่บางนา ซึ่งถ้าเราเขียนคำโฆษณาได้โดนใจคนค้นหา สิ่งที่เขียนอาจจะโดนใจด้วยคำว่า ราคาแค่ 1.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ที่คนค้นหาต้องการพอดี ก็แน่นอนว่า โอกาสที่คนค้นหานี้จะเป็นลูกค้าเรามีสูงมากแล้ว แต่การจะกลายเป็นลูกค้าของเราได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับ หน้าตาของเว็บไซต์ และรูปแบบของบ้านเป็นสำคัญอีกด้วย

มาดูในฝั่ง SEO กันบ้าง ถึงแม้ว่า เราจะไม่สามารถเขียนคำโฆษณาอย่างที่เราต้องการได้ แต่อย่างที่เราๆ ท่านรู้กันดีอยู่ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามีการค้นหา เราจะคลิกฝั่งซ้ายมือก่อนเสมอ บางทีเว็บไซต์อันดับที่ 1 นั้นไม่ได้มีสิ่งที่เราต้องการเลย แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะคลิกอันดับหนึ่งของผลการค้นหาก่อนเสมอ ถ้าไม่ใช่แล้วค่อยกลับมาหาอันดับที่ 2 3 4 ต่อไปตามลำดับ นี่เองเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมแต่ละเว็บไซต์จึงอยากให้เว็บไซต์ของตัวเอง ติดในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาใน Search Engine กันเหลือเกิน

ไม่ต้องขายของก็รวยได้

เว็บไซต์ของบางคนก็ไม่ได้มีการขายของผ่านทางหน้าเว็บ แต่ก็มาจ้างทำ SEM ก็มีเหมือนกัน หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้าเขาไม่ได้ขายของ เว็บไซต์ของเราจะอยากติดหน้าแรกไปทำไมกัน อยากดังแค่นั้นหรือ? จริงๆ แล้ว ความอยากดัง อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าให้มองกันดีๆ เราจะพบว่า หากเว็บไซต์ของเรา ที่ไม่ได้มีขายของอะไร แต่มีคนเขาเยี่ยมชมมากมาย และมีคนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่สม่ำเสมอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องหาของมาขายเลย เพราะแค่ขาย Banner ก็รวยแล้วค่ะ

เว็บไซต์อย่างเช่น sanook, kapook หรือ manager เป็นเว็บไซต์ที่ไม่ได้ขายของ และเน้นข้อมูล-ความบันเทิงเป็นหลัก แต่มีคนเข้าชมวันละไม่ต่ำกว่า 100,000 uip ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมีอีกหลายๆ บริษัทฯ ที่อยากได้ลูกค้าจากคนในเว็บไซต์นี้แน่นอน ถ้าคิดว่า แบ่งสัก 10% คนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ไปให้คนที่นำ banner มาติด ก็จะพบว่า ใน 1 วัน เว็บไซต์ของเราจะมีคนเข้าชมประมาณ 10,000 uip เลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าเราจะมีเว็บไซต์ประเภทใด หากมีการติดอันดับในผลการค้นหา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งขวามือหรือซ้ายมือ มันก็จะช่วยให้เราสามารถทำเงินได้เช่นกัน!!

***ทำเงินบนโลกไอทีสัปดาห์หน้า จะพูดถึงการตลาดด้วยเว็บล็อก อย่าพลาดนะคะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์21 มีนาคม 2552 15:24 น.

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สื่อจีนเผย 10 สุดยอดเมืองตากอากาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์19 กุมภาพันธ์ 2554 18:36 น.

งานสัมมนาการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวนานาชาติของจีน(China International Leisure Development Forum) ในหัวข้อ “ความผ่อนคลายและคุณภาพของเมือง” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหนันจิง(นานกิง) มณฑลเจียงซู เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้คัดเลือกสุดยอดเมืองที่ควรค่าแก่การเดินทางไปพักผ่อนหย่อนกายและใจ 10 แห่ง (ภาพเอเยนซี)


เมืองหังโจว

สวรรค์บนดิน ณ ทะเลสาบซีหู(West Lake) หังโจว
เป็น 1 ในเมืองหลักที่ตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง เป็นที่รู้จักในนาม “สวรรค์บนดิน” ภูมิทัศน์ของทะเลสาบซีหู(West Lake) รายล้อมด้วยถ้ำ รูปปั้น และแผ่นหินจารึกมากมาย รวมทั้งสถาปัตยกรรมโบราณ นับเป็นสถานที่ในอุดมคติที่เหมาะแก่การเดินทางมาเพื่อเติมสีสันแห่งธรรมชาติให้ชีวิต

เมืองเฉิงตู

มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว
เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน(เสฉวน)แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนแห่งหนึ่ง ด้วยทิวทัศน์อันงดงามและอากาศอันสดชื่น อีกทั้งมนตร์เสน่ห์ของกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ย่อมดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยวได้ไม่ยากเย็นนัก สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว เขาง้อไบ๊ และที่ตั้งของพระพุทธรูปใหญ่แห่งเขาเล่อซัน ทิเบตดินแดนหลังคาโลก รวมถึง แหล่งท่องเที่ยวโครงการเขื่อนมหึมาที่ซันเสีย เป็นต้น

เมืองหนันจิง(นานกิง)

สีสันยามค่ำคืน ที่หนันจิง(นานกิง)
เมืองเอกของมณฑลเจียงซูแห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน เป็นเมืองแห่งการผลิตที่ทันสมัยและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จนสามารถดำรงสถานภาพเมืองศูนย์กลางการผลิตแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกของจีน และหากพิจารณาถึงทัศนียภาพอันงดงาม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงค่าด้วยแล้ว ก็คงจะไม่แปลกหากเมืองหนันจิงจะมีศักดิ์เป็นเมืองหลวงเก่า 1 ใน 7 แห่งของจีน เช่นเดียวกับปักกิ่ง อันหยัง ซีอัน ลั่วหยัง ไคเฟิง และหังโจว

เมืองอิ๋นชวน

ตามรอยวัฒนธรรม จากสุสานราชวงศ์เซี่ยตะวันตก เมืองอิ๋นชวน
เมืองอิ๋นชวน หรือมีอีกนามหนึ่งว่า “เมืองฟีนิกซ์”เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และทิวทัศน์สวยงามตระการตา โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมในสมัยเซี่ยตะวันตก เช่น คูเมืองโบราณ อุทยานโบราณ ศาลา วัด เจดีย์ เป็นต้น อีกทั้งการผสมผสานระหว่างสีสันของทะเลทรายในภาคตะวันตกของจีนกับวิถีชีวิตและประเพณีของชนเผ่าหุยที่หลากหลาย กลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน

เมืองจี๋หลิน

แม่คะนิ้ง ในฤดูหนาว กับหิมะขาว ที่เมืองจี๋หลิน
เมืองแห่งนี้รายล้อมด้วยขุนเขา เป็น1 ใน 6 ของเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในจีน สำหรับสิ่งที่โดดเด่นก็คือ มีแม่น้ำซงฮวาไหลผ่านกลางเมือง ความงามของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะตลอดสองฝั่งแม่น้ำซงฮวา มีไอเย็นกระทบกับหมอกควันจับตัวเป็นแม่คะนิ้งอยู่บนต้นไม้ต่างๆ อาทิ ต้นสน ต้นหลิว ฯลฯ นับเป็น1 ใน 4 สิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติของจีน มองแล้วชวนให้เพลินใจได้ไม่น้อย

เมืองหยังโจว

สงบ สดชื่น ร่มรื่น ที่ ทะเลสาบโซ่วซีหู(Slender West Lake) เมืองหยังโจว
เมืองหยังโจว แห่งมณฑลเจียงซู มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,500 ปี อีกทั้งเป็นเมืองลำดับต้นๆที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน เป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยเมืองหนึ่งด้วยมีคลองตัดผ่านแยกออกไปทั่วทั้งตัวเมือง และมีทะเลสาบโซ่วซีหู(Slender West Lake) อันสงบและสวยงาม ประกอบกับสถาปัตยกรรมโบราณมากมาย

เมืองจั้นเจียง

มุมชิวๆบนเกาะตงไห่ เมืองจั้นเจียง
เมืองจั้นเจียง มณฑลก่วงตง(กวางตุ้ง) ถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งแห่งหนึ่งที่สำคัญของมณฑลกวางตุ้ง อีกทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง อาทิ ภูเขาทะเลสาบ “หูกวง” เมื่อ 160,000 ปีก่อนเป็นภูเขาที่มีลาวาปะทุ แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นทะเลสาบ สามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ภูเขาทะเลสาบหมาเอ่อ” ในโลกมีเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือที่เมืองจั้นเจียง ประเทศจีน และในประเทศเยอรมนี (Maar Lake) ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธาณะทางธรณีวิทยาแห่งชาติ ร่องรอยทางวัฒนธรรมยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีหมู่บ้านวัฒนธรรมเหลยโจว การเต้นระบำมังกรบนเกาะตงไห่ (Dragon Dance on Donghai Island) งิ้วท้องถิ่น การแสดงวิชาตัวเบา (Wuchuan Piaose) และเทศกาลเบียร์ริมหาดเมืองจ้านเจียง ประจำปี เป็นต้น

เมืองฮูหลุนเป้ยเอ่อร์

สัมผัสทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่ เมืองฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ มองโกเลียใน
เมืองฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ มองโกเลียใน ศูนย์กลางการบริหารตั้งอยู่ในเขตไห่ลาเอ่อร์ วิวทิวทัศน์อันงดงาม คือ ทุ่งหญ้าสเตปป์ ทะเลสาบหูหลุนและเป้ยเอ่อร์ และภูเขาใหญ่คินกาน ด้วยความเขียวขจีของทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่และป่าไม้ รวมทั้งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวมองโกลอันโดดเด่น น่าจะเพียงพอที่จะมัดใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

เมืองฉินหวงเต่า

มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ และชายหาดอันงดงาม เมืองฉินหวงเต่า
เมืองฉินหวงเต่า มณฑลเหอเป่ย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ตั้งอยู่ริมทะเล มีแนวชายหาดที่ดีที่สุดในภาคเหนือของจีน มีภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติมากมาย ได้รับการยกย่องมากหลายว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีมนต์เสน่ห์ของจีน” และเป็น "เมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังทั่วโลก" ทั้งยังเป็นเมืองแห่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของจีน

เมืองโจวซัน

หมู่เกาะแห่งความหลากหลาย เมืองโจวซัน
เมืองแห่งนี้เป็นเมืองชายฝั่งของมณฑลเจ้อเจียง เป็นเมืองแห่งเดียวที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเกาะหลายๆเกาะ อีกทั้งเป็น 1 ใน 4 แหล่งตกปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีชายทะเลอันงดงาม มีกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมเต๋าคละเคล้าให้ได้สัมผัส และในทุกๆปี ที่นี่ยังมีการจัดงานเทศกาลอยู่มากมาย อาทิ เทศกาลอาหารทะเล เทศกาลแข่งขันก่อทราย

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

โลกไอที2011"ปีกระต่ายสวย"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 มกราคม 2554 11:33 น.


โลกเศรษฐกิจอาจจะมองว่าปี 2011 คือปีกระต่ายไฟที่คนทั่วโลกยังนิ่งนอนใจและประมาทไม่ได้ แต่สำหรับโลกไอที ปี 2011 คือปี"กระต่ายสวย"ที่สินค้าไอทีใหม่ถอดด้ามจะไม่ได้กระจุกตัวในกลุ่ม"เนิร์ดไอที"อย่างเดิม แต่จะกระจายตัวอยู่ในกลุ่มใครก็ได้ที่เน้นแฟชั่น หลงเสน่ห์ความสะดวกสบายของเทคโนโลยี และความสวยงามของอุปกรณ์

"ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (ARiP) ผู้จัดงานมหกรรมไอที "คอมมาร์ต (Commart)" ในประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ปี 2011 ว่าจะเป็นปี"ลูกผสม"ระหว่างสินค้าไอทียุคเก่าและใหม่ เพื่อการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบในอนาคต

"สินค้าใหม่ออกมาจะไม่ได้อยู่ที่เนิร์ด แต่อยู่ที่ทุกคน สินค้าใหม่ออกมาจะเห็นดาราและเซเลบถือ" ประสิทธิ์กล่าว "สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการเป็นยุคลูกผสม Hybrid & Transform อธิบายให้ง่ายคือโลกไอทีก็คล้ายกับการเปลี่ยนอาหารให้สุนัข ถ้าเปลี่ยนยี่ห้ออาหารเลย สุนัขจะท้องเสีย ต้องเอายี่ห้อเก่ามาผสมยี่ห้อใหม่ ก่อนที่จะค่อยๆลดยี่ห้อเก่าลงจนเหลือเฉพาะยี่ห้อใหม่"

ประสิทธิ์เชื่อว่า วิถีชีวิตของชาวออนไลน์ในปี 2011 จะเปลี่ยนไปใน 8 ทิศทาง โดยชีวิตคนไอทีจะอยู่กับฮาร์ดแวร์หลากหลาย แพลตฟอร์มจำนวนมากจะทำให้คำว่าคอมพิวเตอร์เจือจางไป และผู้บริโภคจะรู้จักคำว่า"สมาร์ท"แทน

เหนืออื่นใด การประเมินสถานการณ์ในภาพรวมทำให้ประสิทธิ์เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนมือแชมป์ ยืนยันคำพูดที่ว่าไม่มีใครสามารถเป็นอันดับหนึ่งได้ถาวรตลอดกาล

1. คนจะใช้สองอุปกรณ์แทนพีซี

"ปี 2010 และปี 2011 คำถามว่าควรซื้อโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตจะถูกพูดถึงมากขึ้น มีแนวโน้มว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะกลายเป็นพีซีเครื่องต่อไปสำหรับกลุ่มที่ไม่ต้องพิมพ์งานมาก ใช้เพื่อดูมากกว่า"

ประสิทธิ์เชื่อว่าผู้บริโภคจะเลือกอุปกรณ์ 2 ชิ้นนี้เพื่อใช้ทำงานแทนพีซีพกพา โดยมองว่าปัจจุบัน แท็บเล็ตนั้นทำงานได้แทบทุกอย่างในอุปกรณ์เดียว ขณะที่สมาร์ทโฟนก็กำลังจะมีพัฒนาการเป็นชิปดูอัลคอร์ และเพิ่มความเร็วระดับ GHz ในอนาคต

"ปี 2011 แท็บเล็ตจะกินโน้ตบุ๊ก 30% แต่โน้ตบุ๊กยังเป็นเมนสตรีมอยู่"

2. แท็บเล็ตจะกินตลาดแล็ปท็อป

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Goldman Sachs คาดว่าแท็บเล็ตโลกจะมียอดจัดส่ง 54.7 ล้านเครื่องปี 2011 โดยมีแนวโน้มว่าแท็บเล็ตจะสามารถกินส่วนแบ่งจากตลาดโน้ตบุ๊กไปได้ถึง 19.1 ล้านเครื่องในปี 2011

จุดนี้ประสิทธิ์ย้ำว่าสัดส่วนตลาดที่จะตกไปเป็นของแท็บเล็ตนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่ เนื่องจากกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้งานพิมพ์ก็จะยังคงใช้งานแล็ปท็อปต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะยังชะลอตลาดไว้ ไม่ปล่อยให้แท็บเล็ตครองตลาดได้เร็วเกินไป

"ปี 2011 คิดว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดหายไป จะมีก็แต่เห็นน้อยลง ที่เห็นน้อยลงน่าจะเป็นเน็ตบุ๊ก แต่คาดว่าระบบปฏิบัติการกูเกิลโครมโอเอส ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากขาลงของเน็ตบุ๊ก เพราะเทคโนโลยีคลาวด์ ส่วนตลาดโน็ตบุ๊กก็ยังโต เช่นในกลุ่มคนเล่นเกม คิดว่าตลาดแท็บเล็ตจะถูกแตะเบรกโดยเวนเดอร์เอง ใช้วิธีซื้อแล้วไม่มีสินค้า หรือซื้อแล้วยังไม่มีบริการหลังการขาย"

3. เน็ตบุ๊กจะไปที่คลาวด์

"เน็ตบุ๊กไม่จำเป็นต้องเร็วกว่านี้หรือฉลาดกว่านี้มากมาย เพราะกูเกิลจะทำให้คนเริ่มผ่องถ่ายข้อมูลไปที่คลาวด์ ซึ่งนาทีนี้ คลาวด์มีการพัฒนามากขึ้น เน็ตบุ๊กจึงฉลาดขึ้นตามไปโดยปริยาย"

ประสิทธิ์ชี้ว่าพัฒนาการเน็ตบุ๊กนับจากนี้จะมีลักษณะคล้ายพัฒนาการกล้องดิจิตอล ที่ต้องใช้กับชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ และไม่ได้วัดกันที่ความละเอียดเซ็นเซอร์ภาพอย่างเดียว ดังนั้น งานบางชิ้นที่ไม่จำเป็นต้องให้เน็ตบุ๊กประมวลผล จะถูกส่งไปที่คลาวด์ เพื่อรันแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์โดยตรง

"ค่ายผู้ผลิตสตอเรจจะมุ่งไปที่กลุ่มองค์กรมากขึ้น เพราะกลุ่มนี้จะต้องลงทุนคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น ไม่ใช่กลุ่มผู้บริโภคแบบในอดีต"

คลาวด์คอมพิวติงคือระบบประมวลผลเสมือนที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความยืดหยุ่นเหมือนเมฆในแง่การขยายตัวเพื่อรองรับการใช้งานโดยคนกลุ่มมาก และมีเสรีในการเคลื่อนที่เพราะสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ตัวอย่างบริการจากระบบคลาวด์ฯที่เป็นที่นิยมในขณะนี้คือบริการรับฝากและแชร์ไฟล์ออนไลน์

4. "วินโดวส์และอินเทล"จะสะเทือน

"ถ้าปี 2011 แท็บเล็ตถูกใช้มาก แชมป์ก็จะเปลี่ยนมือ"

ประสิทธิ์ยกตัวอย่างชิปเออาร์เอ็ม (ARM) โปรเซสเซอร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นชิปที่เร็วที่สุดและประหยัดพลังงานที่สุดบนอุปกรณ์โมบายล์ในขณะนี้ และกำลังถูกเอ็นวิเดียและซัมซุงนำไปใช้ในการพัฒนาชิปเพื่ออุปกรณ์พกพา จุดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ระบบปฏิบัติการทางเลือกอย่างแอนดรอยด์และไอโอเอส (iOS) จะถูกผนวกรวมกับชิปเออาร์เอ็ม จนอาจมีอิทธิพลแทนที่แพลตฟอร์มวินโดวส์และอินเทลได้

"วันนี้อินเทลเองก็คุยกับแอนดรอยด์ สร้างสรรค์ออกมาเป็นกูเกิลทีวี" ทั้งหมดนี้ทำให้ประสิทธิ์มองว่า แพลตฟอร์มอมตะอย่างอินเทลและวินโดวส์ของไมโครซอฟท์นั้นไม่ได้ถูกเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆอย่างเคย ทำให้ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับบัลลังก์ของอินเทลและไมโครซอฟท์ในปี 2011

5. โลกจะเข้าสู่ยุคไฮบริดมีเดีย

"อย่างที่บอกเรื่องอาหารสุนัข เทคโนโลยีในสื่อจะเปลี่ยนไปเลยไม่ได้ ปี 2011 จึงไม่ได้เป็นปีแห่งดิจิตอลแมกกาซีนเต็มตัว แต่จะเป็นปีที่ทุกคนพยายามจัดหาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปสโตร ให้พร้อมที่สุด"

ประสิทธิ์คาดว่า อีบุ๊กจะกินตลาดสิ่งพิมพ์รวม 15-20% ในปี 2011

"แต่ในเมืองไทยบ้านเรา คิดว่าตัวเลขหลักเดียวก็ดีใจแล้ว คาดว่าปี 2011 สื่อไทยจะลงมาเล่นมากขึ้น" โดยแม้อีบุ๊กจะยังไม่มีกลไกเปลี่ยนหน้าหนังสือที่ดีเท่ากับหนังสือเล่ม แต่ประสิทธิ์เชื่อว่าธุรกิจสื่อจะต้องเดินทางไปสู่ตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพราะทำให้ได้เงินเร็วขึ้น เนื่องจากเครื่องอ่านอีบุ๊กอย่างคินเดิลนั้นทำให้การซื้อและการอ่านเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

6. ไวรัสมือถือจะกระฉูด

ประสิทธิ์ระบุว่ายิ่งแอปพลิเคชันมือถือถูกใช้งานมากเท่าใด ไวรัสในสมาร์ทโฟนก็จะมากขึ้นเท่านั้น โดยยกตัวอย่างว่า เพียงการดาวน์โหลดภาพวอลล์เปเปอร์ในสมาร์ทโฟน ก็มีความเสี่ยงได้รับไวรัสแฝงแล้ว

ปัจจุบัน ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสในสมาร์ทโฟนถ้วนหน้า คาดว่าในปี 2011 ตลาดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะขยายตัวมากขึ้น

7. สมาร์ททีวีจะโต

ปี 2011 จะเป็นปีทองของสมาร์ททีวีซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถชมรายการทีวีและแอปพลิเคชันบนทีวีเครื่องเดียวกันได้ ขณะเดียวกัน ตลาดทีวีสามมิติที่ไม่ใช่แว่นตาก็จะมีบทบาทในตลาดมากยิ่งขึ้น

"ปี 2010 ผู้ผลิตทีวีเริ่มเทสินค้าสามมิติมาสู่ผู้บริโภค ปี 2011 จะเป็นปีที่ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือกซื้อโปรดักต์ บ้านเราต้องดูว่าบอร์ดแบนด์จะไป 12 เม็กหรือยัง (ปัจจุบันคือ 6 เม็ก) ถึงจุดนั้น ผู้ใช้สมาร์ททีวีจะโทรศัพท์ผ่านทีวีได้ โดยไม่ก็รอ 3G"

8. โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีผลวงกว้าง

เทรนด์ที่โดดเด่นและใกล้ตัวชาวออนไลน์มากที่สุดคือแนวโน้มการใช้งานเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลหรือยาฮูที่น้อยลง สวนทางกับแนวโน้มการใช้งานเครือข่ายสังคมเช่นเฟซบุ๊กที่จะเพิ่มขึ้น

"เพื่อนฝูงของเราจะกลายเป็นพิกเซล คือการเห็นหน้าเพื่อนผ่านรูปในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่น่าลุ้นในปี 2011 คือ คนจะเชื่อเพื่อนหรือเชื่ออากู๋ (กูเกิล) ตรงนี้ทำให้โซเชียลคอมเมิร์ชกำลังมา คือเพื่อคุยกับเพื่อนในเครือข่ายสังคมแล้วซื้อได้เลย"

ประสิทธิ์ระบุว่าปัจจุบัน ชาวออนไลน์มีสถิติใช้งานเครือข่ายสังคมโดยเฉลี่ย 3.5 ชั่วโมงจากทั้งหมด 5 ชั่วโมง คำถามไม่ใช่ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ควรเป็นว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มจาก 3.5 ชั่วโมงเป็นกี่ชั่วโมงในปี 2011 เนื่องจากตลาดเครือข่ายสังคมนั้นมีแผนการพัฒนาเพื่อต่อยอดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่จะนำบริการโลเคชันเบสมาผูกกับโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อทำการตลาด ซึ่งเชื่อว่าจะมีความแพร่หลายมากขึ้นในปี 2011 เนื่องจากอุปกรณ์พกพาที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ตามตัวผู้ใช้ไปได้ตลอดเวลามีจำนวนมากขึ้น

"ปี 2011 การใช้กลไกโซเชียลเน็ตเวิร์กในการทำให้เราฉลาดขึ้นจะมีอิทธิพลมากขึ้น เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า Cloud sourcing คือผู้ใช้จะสามารถถามเครือข่ายสังคมของตัวเองได้ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ซื้อของได้ถูกที่สุดได้ที่ไหน ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อเป็นกลุ่มเพื่อราคาที่ถูกกว่า รวมถึงการตั้งกลุ่มผู้ชื่นชอบสิ่งของแบบเดียวกันในเครือข่ายสังคม ที่จะทำให้เกิดการต่อยอดด้านรายได้ในวงการอินเทอร์เน็ต"

สำหรับเทคโนโลยีที่ไม่ถูกพูดถึง เช่น คิวอาร์โค้ด (QR Code), วินโดวส์โฟนเซเว่น (WP7) และเทคโนโลยีเนียร์ฟิลด์คอมมูนิเคชัน (NFC) ประสิทธิ์ย้ำว่าแม้จะมีการใช้งานมากแต่ยังอยู่ช่วงให้ความรู้ผู้ใช้ ซึ่งยังต้องดูความชัดเจนต่อไป

"ดิจิตอลมันนียังไม่มา อีแบงกิงโตแต่ก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ต้องแรงจริงจึงจะเป็นเทรนด์ได้ ส่วน WP7 คนยังสงสัย ขณะที่แอนดรอยด์และไอโฟนสามารถจำหน่ายได้หลายแสนหลายล้านเครื่อง"

ประสิทธิ์ระบุว่าการประเมินเทรนด์ไอทีปี 2011 เป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี 3G ไม่สามารถให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2011 แต่เป็นเพราะการประเมินผู้บริโภคบนปัจจัยพฤติกรรมที่ผันแปร

"ยากเพราะต้องคิดว่าใครต้องใช้อะไรบ้าง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และผู้ผลิตปล่อยของมาเยอะมาก มีรายงานว่าแท็บเล็ตจะถูกนำมาแสดงในงานซีอีเอสมากถึง 30 รุ่นจาก 15 เจ้า ทั้ง 8 ข้อนี้จ่อคอหอยหมดเลย ปี 2011 จะเป็นปีแห่งรอยต่ออย่างแท้จริง"

สำหรับการไม่มี 3G ประสิทธิ์เชื่อว่าจะมีผลเพียงอัตราการใช้ข้อมูลในประเทศไทยจะไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยแอปพลิเคชันที่ต้องการการเชื่อมต่อสูงจะยังไม่เกิดเท่านั้น

"โครงข่ายไม่ใช่ปัจจัย เพราะไม่มีใครหิ้วทีวีออกนอกบ้านเพื่อใช้งาน ผมคิดว่าไม่มีเทคโนโลยีอะไรหายไปในปี 2011 จะมีก็แต่ลดความนิยม ที่มากที่สุดเชื่อว่าจะเป็นเน็ตบุ๊ก และระบบปฏิบัติการซิมเบียน"

ส่งท้าย 20 ปี “ฮับเบิล” กับ 20 ภาพสวยจากอวกาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์31 ธันวาคม 2553 08:38 น.


ส่งท้ายปลายปีกันด้วย 20 ภาพสวยจาก “ฮับเบิล” กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาอวกาศมาร่วม 2 ทศวรรษ ซึ่งนอกจากภาพสวยแล้วยังเป็นหลักฐานสำคัญต่อการทำความเข้าใจอวกาศและดวงดาวที่มากขึ้นด้วย

ฮับเบิล (Hubble) เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวแรกของโลกที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (Discovery) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.1990 โดยโคจรอยู่ที่ความสูง 569 กิโลเมตร ด้วยความเร็วรอบละ 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สิ่งที่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพถ่ายได้คือดวงอาทิตย์และดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป ทั้งนี้ กล้องฮับเบิลสามารถบันทึกภาพวัตถุที่เล็กขนาดเส้นผมในระยะทางไกล 1.6 กิโลเมตรได้ และส่งภาพกลับมาให้นาซาด้วยปริมาณข้อมูลสัปดาห์ละ 120 กิกะไบต์ หรือเทียบเท่ากับหนังสือในชั้นที่สูง 1,097 เมตร และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้คัดเลือก 20 ภาพที่น่าสนใจมานำเสนอ ดังนี้



ภาพคล้ายฟองสีแดงนี้คือเศษซากจากการระเบิดระหว่างดวงดาวในเมฆแมเจลแลนใหญ่ (Large Magellanic Cloud: LMC) ซึ่งเป็นกาแลกซีขนาดเล็กที่อยู่ไกลจากโลก 160,000 ปีแสง โดยเศษซากดังกล่าวเรียกว่า “เอสเอ็นอาร์ 0509” (SNR 0509)





ภาพของกระจุกดาราจักร (galaxy cluster) เอเบลล์ 1689 (Abell 1689) ซึ่งเป็นกลุ่มกาแลกซีขนาดใหญ่ที่ห่างจากโลก 2.2 พันล้านปีแสง ทั้งนี้ เราไม่สามารถบันทึกภาพสสารมืดได้โดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแผนที่สสารมืดจากการวาดเส้นโค้งจำนวนมากที่เกิดจากแสงทางพื้นหลังกาแลกซี ซึ่งแสงดังกล่าวถุกทำให้บิดเบี้ยวโดยสนามโน้มถ่วงของกระจุกกาแลกซีที่อยู่ด้านหน้า ภาพสสารมืดถูกนำเสนอเป็นรอยเปื้อนสีน้ำเงิน ทั้งนี้ความหนาแน่นและการกระจายตัวของสสารมืดจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของพลังงานมืดได้ดีขึ้น สำหรับภาพนี้ฮับเบิลบันทึกเมื่อปี 2002 ด้วยแสงธรรมชาติ





ภาพเนบิวลาคารินาหรือกระดูกงูเรือ (Carina Nebula) ที่นาซานำมาเผยแพร่ฉลองครบรอบ 20 ปีการส่งกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลขึ้นสู่วงโคจร เป็นเนบิวลาในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือซึ่งห่างจากโลก 7,500 ปีแสง ในภาพเผยให้เห็นความอลหม่านของก๊าซและฝุ่นที่กินระยะทาง 3 ปีแสงของบริเวณด้านบนเนบิวลาคล้ายเสาหินนี้ ซึ่งก๊าซและฝุ่นกำลังถูกกลืนกินโดยดาวที่สุกสว่างข้างเคียง และในบริเวณคล้ายเสาหินยังถูกจู่โจมจากดาวเกิดใหม่ที่อยู่ภายในซึ่งเราเห็นเป็นภาพของลำก๊าซที่พวยพุ่งออกมาบริเวณยอดเสา





ภาพการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วดาวเสาร์ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเป็นเหตุการ์ณที่พบได้ยาก โดยฮับเบิลบันทึกภาพนี้ได้เมื่อปี 2009 โดยแสงเหนือ-แสงใต้หรือออโรรา (aurorae) นั้น เกิดจากอนุภาคมีประจุเข้าปะทะสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ และกระตุ้นให้ก๊าซในชั้นบรรยากาศเกิดการเรืองแสง ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก





ภาพกาแลกซีแอนเทนเน (Antennae) ที่ได้จากการผสมผสานระหว่างข้อมูลกล้องฮับเบิล ซึ่งให้ภาพในส่วนสีทองและน้ำตาล กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ซึ่งให้ภาพในส่วนสีน้ำเงิน และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ซึ่งให้ภาพสีแดง กาแลกซีนี้อยู่ห่างจากโลกออกไป 62 ล้านปีแสง และแรงโน้มถ่วงจากการชนกันจึงทำให้กาแลกซีดังกล่าวมีลักษณะยาวๆ และเป็นที่มาของชื่อกาแลกซี





“ภาพเสาหลักแห่งการสร้าง” (Pillars of Creation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula) ที่เป็นแหล่งกำเนิดของดวงดาวอยู่ในกลุ่มดาวงู (Serpens) ที่ห่างจากโลก 6,500 ปีแสง ภาพนี้ถือเป็นภาพสุดคลาสสิคของฮับเบิลที่สร้างความตะลึงงันให้แก่ผู้พบเห็น โดยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.1995 ซึ่งสีของภาพนั้นเกิดการผสมภาพ 3 ภาพจากการปลดปล่อยแสงของอะตอมที่แตกต่างกัน สีแดงนั้นเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของซัลเฟอร์ สีเขียวเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน และสีน้ำเงินเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน





ภาพใจกลางกาแลกซีกังหัน “เอ็ม51” (M51) ซึ่งมีรูป “เอกซ์” (X) สีดำตัดกลางกาแลกซี ซึ่งการเกิดรูปเอกซ์นี้ขึ้นอยู่กับดูดกลืนโดยฝุ่นและเอกซ์ยังเป็นตำแหน่งของหลุมดำที่อาจจะมีมวลเทียบเท่ากับดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์ 1 ล้านดวง โดยแถบที่เข้มที่สุดนั้นอาจเป็นขอบวงแหวนฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ส่วนอีกขอบนั้นอาจจะอีกวงแหวนหรือก๊าซที่หมุนวน





ภาพที่คล้าย “ดวงตาของพ่อมดซอรอน” (Sauron) ในภาพยนตร์และนิยายเรื่อง “ลอร์ดออฟเดอะริง” (The Lord of the Rings) นี้ คือภาพเนบิวลาตาแมว (Cat's Eye Nebula) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ เอ็นจีซี 6543 ซึ่งเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์แรกที่ถูกค้นพบ และยังเป็น1 ในเนบิวลาที่ซับซ้อนที่สุดในอวกาศ





ภาพดาวพฤหัสบดีและการเรียงกันของดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง คือ ไอโอ (Io) แกนีมีด (Ganymede) และคาลลิสโต (Callisto) ด้านหน้าดาวเคราะห์ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก โดยในภาพนี้จะเห็นจุดดำ 3 จุดซึ่งเป็นเงาของดวงจันทร์ จุดขาว 1 จุดซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์ไอโอ และจุดฟ้าอีก 1 จุด ซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์แกนีมีด แต่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพดวงจันทคาลลิสโตที่ด้านขวาของดาวพฤหัส โดยเห็นเพียงเงาอยู่ด้านขวาบน





ภาพแสงออโรราหรือแสงเหนือบนขั้วเหนือของดาวพฤหัสบดี





ภาพซูเปอร์โนวา 1987เอ (Supernova 1987A) ซึ่งมีแสงสว่างล้อมรอบราวไข่มุก





ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือกของเราซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวมวลยักษ์ก่อตัวขึ้น ภาพนี้เป็นภาพในย่านรังสีอินฟราเรดที่คมชัดที่สุด และเกิดจากการผสมผสานข้อมูลจากกล้องฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดสปิตเซอร์ (Spitzer)





วงแหวนรอบๆ บริเวณที่น่าจะเป็นหลุมดำในกาแลกซี เอ็นจีซี 4261 (NGC 4261)





ภาพพลวัตของแสงออโรราที่ขั้วดาวเสาร์





ภาพดาวอังคารในนาทีที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 60,000 ปี เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2003 โดยในภาพนี้บันทึกขณะที่ดาวแดงอยู่ห่างโลก 55,757,930 กิโลเมตร





ภาพสวยราวกับภาพวาดมากกว่าจะเป็นภาพถ่ายอวกาศนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของการผสานข้อมูลระหว่างกล้องฮับเบิลและสปิตเซอร์ของนาซา ซึ่งบันทึกภาพเนบิวลานายพราน (Orion nebula) ในย่านรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลตและแสงที่ตามองเห็น โดยภาพนี้ "ถูกแต่งแต้ม" ด้วยดาวเกิดใหม่ที่ห่อตัวด้วยผ้าอ้อมแห่งก๊าซและฝุ่นที่มีความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตสูงและมีกระแสลมรุนแรงระหว่างดวงดาวเป็นเหมือน "พู่กัน" ระบายสีให้ภาพนี้





ภาพดาวยูเรนัสดาวเคราะห์วงนอกของระบบสุริยะ ซึ่งเผยให้เห็นวงแหวนและดวงจันทร์บริวาร 6 ดวง ในภาพเราเห็นวงแหวนนอกสุดที่มีความสว่างมากอยู่ด้านล่างของดาวเคราะห์ ซึ่งวงแหวนนี้สร้างขึ้นจากฝุ่นและและกรวดก้อนเล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างบางๆ สำหรับดวงจันทร์ที่มุมขวาล่างซึ่งสว่างที่สุดนั้นคือดวงจันทร์แอเรียล (Ariel) ที่มีพื้นผิวปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนดวงจันทร์ที่เหลือเรียงตามเข็มนาฬิกาจากดวงที่อยู่บนสุดคือ เดสเดโมนา (Desdemona) เบลินดา (Belinda) พอร์เชีย (Portia) เครสซิดา (Cressida) และพัค (Puck) สำหรับภาพนี้บันทึกเมื่อเดือน ส.ค.2003





ภาพการเปลี่ยนแปลงบนผิวดาวพลูโต (Pluto) อดีตดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นดาวแคระเคราะห์ โดยภาพที่ได้บันทึกขึ้นระหว่างปี 2002-2003 แต่กล้องฮับเบิลไม่ละเอียดพอที่จะบันทึกภาพหลุมและภูเขาบนดาว และภาพสีส้ม-ดำบนพื้นผิวลางๆ ที่บันทึกได้นั้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งสีทั้งหมดที่เห็นนั้นเชื่อว่าเป็นผลจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ที่สลายก๊าซมีเทนบนผิวดาวพลูโต จึงทำให้เกิดสีสันดังที่เห็นและคงเหลือคาร์บอนไว้จำนวนมาก





ภาพสะท้อนแสงของเนบิวลาที่ไม่มีแสงในตัวเอง แต่ส่องสว่างเพราะแหล่งกำเนิดแสงที่ฝังตัวอยู่ภายใน เหมือนแสงจากหลอดไฟบนท้องถนนสะท้อนให้เห็นหมอก และดาวเกิดใหม่ที่เห็นสุกสว่างอยู่กลางๆ ภาพนั้นทำให้เนบิวลา เอ็นจีซี 1999 (NGC 1999) นี้สว่างไสว โดยก๊าซและฝุ่นของเนบิวลาหลงเหลือจากการก่อเกิดดวงดาว

ปิดท้ายด้วยภาพแรกของฮับเบิลที่อาจไม่สวยงามนักแต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ...





ภาพแรกที่ฮับเบิลส่งภาพเป็นภาพกระจุกดาว เอ็นจีซี 3532 (NGC 3532) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพเดียวกันที่บันทึกโดยกล้องจากหอดูดาวลาสคัมปานัส (Las Campanas Observatory) สถาบันคาร์เนกีในวอชิงตัน (Carnegie Institute of Washington) ในภาพซ้ายแล้ว ภาพจากฮับเบิล (ขวา) มีความคมชัดกว่า

กล้องฮับเบิลนั้นผ่านการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อยู่หลายครั้ง และมีการปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา ซึ่งนาซาเชื่อว่าจะยืดอายุการใช้งานกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันเป็นตำนานนี้ออกไปได้อย่างน้อย 5 ปี จากนั้นกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นน้อง เจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) ที่มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2013 จะถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทน

กระต่ายในตำนาน และความเชื่อของชนชาติต่างๆ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 มกราคม 2554 00:32 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สัญลักษณ์โบราณกระต่ายป่า 3 ตัว (The Three Hares) มีหูที่เชื่อมกันอยู่เป็นรูปสามเหลี่ยมและกำลังวิ่งไล่กันเป็นวงกลม เป็นความเคลื่อนไหวแบบไม่มีที่สิ้นสุด พบในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายประเทศ

ภาพจารึกเทพเจ้ากระต่าย (Nanabozho) ตามความเชื่อของชาวอเมริกันดั้งเดิม พบบนแผ่นหินในแคนาดา

"กระต่าย" ไม่ได้เป็นตำนานความเชื่อแต่ในแถบบ้านเรา แต่ก็ยังเป็นสัตว์ที่มีเรื่องเล่าและตำนานอยู่ในหลายชาติ ทั้งในแง่ลบและสร้างสรรค์แตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่มีกระต่ายเกี่ยวข้องกับภูมิหลังที่คู่ขนานไปกับการพัฒนาของเผ่าพันธุ์ ไปดูความเชื่อของแต่ละชนชาติที่วิกิพีเดียรวบรวมไว้เกี่ยวกับกระต่ายกัน

* แอซเท็ค มีวิหารเทพกระต่าย 400 องค์ "เซ็นต์ซอน โตต็อชติน" (Centzon Totochtin) และยังมีเทพกระต่ายอีก 2 องค์ชื่อ "โอเมต็อชตลิ"(Ometotchtli) เป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์, การเฉลิมฉลอง และความมึนเมา

* แอฟริกากลาง มีกระต่าย "กาลูลู" (Kalulu) มีบุคคลิกฉลาดแกมโกง มีความสามารถในการต่อรอง

* จีน กระต่ายมีความเกี่ยวพันกับดวงจันทร์ และยังเชื่อมโยงกับปีใหม่จีน กระต่ายยังเป็นหนึ่งในสัตว์ 12 นักษัตริย์ในปฎิทินจีน อีกทั้งเวียดนามก็ยังใช้กระต่ายแทนแมวเป็นสัญญลักษณ์ในปีนักษัตริย์ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีกระต่ายอาศัยอยู่

*ญี่ปุ่น คนที่นี่เชื่อว่ากระต่ายอยู่บนดวงจันทร์และกำลังทำแป้งโมจิอยู่บนนั้น ความเชื่อนี้มาจากการสังเกตเห็นเงาบนดวงจันทร์ผนวกกับจินตนาการที่มีลักษณะคล้ายกระต่ายกำลังถือสากยักษ์ตำครกกระเดื่อง

*เกาหลี มีตำนานคล้ายกับญี่ปุ่น ที่เห็นกระต่ายกำลังตำแป้งอยู่บนดวงจันทร์ แต่ว่ากระต่ายเหล่านั้นกำลังทำ "ต็อก" เค้กข้าวของชาวเกาหลี

* ตะวันออกไกล ชาวยิวบอกว่ากระต่ายหมายถึงความขี้ขลาด รวมถึงชาวอิสราเอลที่พูดภาษาฮิบรูก็มีคำว่า "กระต่าย" อันหมายถึง "ขี้ขลาด" เช่นเดียวกับคำว่า "ชิกเก้น" ที่แปลตรงๆ ว่าไก่ในภาษาอังกฤษ

* อเมริกากลาง ชนเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) ชาวอเมริกันดั้งเดิมมีนานาโบโซ (Nanabozho) หรือเทพกระต่ายผู้ยิ่งใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก

* เวียดนาม มองกระต่ายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความไร้เดียงสาและอ่อนเยาว์ มีภาพเหล่าทวยเทพขณะกำลังไล่ล่ากระต่าย ก็เพื่อแสดงให้เห็นพละกำลังของเทพทั้งปวง

* เกาะพอร์ทแลนด์ ในดอร์เซ็ต สหราชอาณาจักร ก่อนหน้านี้ชาวเมืองเห็นว่า กระต่ายเป็นสัตว์โชคร้าย และการพูดคำว่า “กระต่าย” จะทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นอันตราย ดังนั้นถ้าใครจะพูดถึงกระต่ายก็จะใช้คำเลี่ยง เช่น เจ้าหูยาว แต่ช่วง 50 ปีหลังมานี้ความเชื่อดังกล่าวก็หายไป ผู้คนบนเกาะสามารถพูดคำว่า “กระต่าย” ได้อย่างเต็มปาก และ “เจ้าหูยาว” ก็กลายเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา

*ตีนกระต่าย เป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าจะนำโชคให้แก่ผู้พกพา ซึ่งความเชื่อนี้มีอยู่ทั่วโลก และพบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในยุโรปช่วง 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช