วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

โลกไอที2011"ปีกระต่ายสวย"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 มกราคม 2554 11:33 น.


โลกเศรษฐกิจอาจจะมองว่าปี 2011 คือปีกระต่ายไฟที่คนทั่วโลกยังนิ่งนอนใจและประมาทไม่ได้ แต่สำหรับโลกไอที ปี 2011 คือปี"กระต่ายสวย"ที่สินค้าไอทีใหม่ถอดด้ามจะไม่ได้กระจุกตัวในกลุ่ม"เนิร์ดไอที"อย่างเดิม แต่จะกระจายตัวอยู่ในกลุ่มใครก็ได้ที่เน้นแฟชั่น หลงเสน่ห์ความสะดวกสบายของเทคโนโลยี และความสวยงามของอุปกรณ์

"ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (ARiP) ผู้จัดงานมหกรรมไอที "คอมมาร์ต (Commart)" ในประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ปี 2011 ว่าจะเป็นปี"ลูกผสม"ระหว่างสินค้าไอทียุคเก่าและใหม่ เพื่อการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบในอนาคต

"สินค้าใหม่ออกมาจะไม่ได้อยู่ที่เนิร์ด แต่อยู่ที่ทุกคน สินค้าใหม่ออกมาจะเห็นดาราและเซเลบถือ" ประสิทธิ์กล่าว "สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการเป็นยุคลูกผสม Hybrid & Transform อธิบายให้ง่ายคือโลกไอทีก็คล้ายกับการเปลี่ยนอาหารให้สุนัข ถ้าเปลี่ยนยี่ห้ออาหารเลย สุนัขจะท้องเสีย ต้องเอายี่ห้อเก่ามาผสมยี่ห้อใหม่ ก่อนที่จะค่อยๆลดยี่ห้อเก่าลงจนเหลือเฉพาะยี่ห้อใหม่"

ประสิทธิ์เชื่อว่า วิถีชีวิตของชาวออนไลน์ในปี 2011 จะเปลี่ยนไปใน 8 ทิศทาง โดยชีวิตคนไอทีจะอยู่กับฮาร์ดแวร์หลากหลาย แพลตฟอร์มจำนวนมากจะทำให้คำว่าคอมพิวเตอร์เจือจางไป และผู้บริโภคจะรู้จักคำว่า"สมาร์ท"แทน

เหนืออื่นใด การประเมินสถานการณ์ในภาพรวมทำให้ประสิทธิ์เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนมือแชมป์ ยืนยันคำพูดที่ว่าไม่มีใครสามารถเป็นอันดับหนึ่งได้ถาวรตลอดกาล

1. คนจะใช้สองอุปกรณ์แทนพีซี

"ปี 2010 และปี 2011 คำถามว่าควรซื้อโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตจะถูกพูดถึงมากขึ้น มีแนวโน้มว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะกลายเป็นพีซีเครื่องต่อไปสำหรับกลุ่มที่ไม่ต้องพิมพ์งานมาก ใช้เพื่อดูมากกว่า"

ประสิทธิ์เชื่อว่าผู้บริโภคจะเลือกอุปกรณ์ 2 ชิ้นนี้เพื่อใช้ทำงานแทนพีซีพกพา โดยมองว่าปัจจุบัน แท็บเล็ตนั้นทำงานได้แทบทุกอย่างในอุปกรณ์เดียว ขณะที่สมาร์ทโฟนก็กำลังจะมีพัฒนาการเป็นชิปดูอัลคอร์ และเพิ่มความเร็วระดับ GHz ในอนาคต

"ปี 2011 แท็บเล็ตจะกินโน้ตบุ๊ก 30% แต่โน้ตบุ๊กยังเป็นเมนสตรีมอยู่"

2. แท็บเล็ตจะกินตลาดแล็ปท็อป

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Goldman Sachs คาดว่าแท็บเล็ตโลกจะมียอดจัดส่ง 54.7 ล้านเครื่องปี 2011 โดยมีแนวโน้มว่าแท็บเล็ตจะสามารถกินส่วนแบ่งจากตลาดโน้ตบุ๊กไปได้ถึง 19.1 ล้านเครื่องในปี 2011

จุดนี้ประสิทธิ์ย้ำว่าสัดส่วนตลาดที่จะตกไปเป็นของแท็บเล็ตนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่ เนื่องจากกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้งานพิมพ์ก็จะยังคงใช้งานแล็ปท็อปต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะยังชะลอตลาดไว้ ไม่ปล่อยให้แท็บเล็ตครองตลาดได้เร็วเกินไป

"ปี 2011 คิดว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดหายไป จะมีก็แต่เห็นน้อยลง ที่เห็นน้อยลงน่าจะเป็นเน็ตบุ๊ก แต่คาดว่าระบบปฏิบัติการกูเกิลโครมโอเอส ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากขาลงของเน็ตบุ๊ก เพราะเทคโนโลยีคลาวด์ ส่วนตลาดโน็ตบุ๊กก็ยังโต เช่นในกลุ่มคนเล่นเกม คิดว่าตลาดแท็บเล็ตจะถูกแตะเบรกโดยเวนเดอร์เอง ใช้วิธีซื้อแล้วไม่มีสินค้า หรือซื้อแล้วยังไม่มีบริการหลังการขาย"

3. เน็ตบุ๊กจะไปที่คลาวด์

"เน็ตบุ๊กไม่จำเป็นต้องเร็วกว่านี้หรือฉลาดกว่านี้มากมาย เพราะกูเกิลจะทำให้คนเริ่มผ่องถ่ายข้อมูลไปที่คลาวด์ ซึ่งนาทีนี้ คลาวด์มีการพัฒนามากขึ้น เน็ตบุ๊กจึงฉลาดขึ้นตามไปโดยปริยาย"

ประสิทธิ์ชี้ว่าพัฒนาการเน็ตบุ๊กนับจากนี้จะมีลักษณะคล้ายพัฒนาการกล้องดิจิตอล ที่ต้องใช้กับชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ และไม่ได้วัดกันที่ความละเอียดเซ็นเซอร์ภาพอย่างเดียว ดังนั้น งานบางชิ้นที่ไม่จำเป็นต้องให้เน็ตบุ๊กประมวลผล จะถูกส่งไปที่คลาวด์ เพื่อรันแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์โดยตรง

"ค่ายผู้ผลิตสตอเรจจะมุ่งไปที่กลุ่มองค์กรมากขึ้น เพราะกลุ่มนี้จะต้องลงทุนคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น ไม่ใช่กลุ่มผู้บริโภคแบบในอดีต"

คลาวด์คอมพิวติงคือระบบประมวลผลเสมือนที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความยืดหยุ่นเหมือนเมฆในแง่การขยายตัวเพื่อรองรับการใช้งานโดยคนกลุ่มมาก และมีเสรีในการเคลื่อนที่เพราะสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ตัวอย่างบริการจากระบบคลาวด์ฯที่เป็นที่นิยมในขณะนี้คือบริการรับฝากและแชร์ไฟล์ออนไลน์

4. "วินโดวส์และอินเทล"จะสะเทือน

"ถ้าปี 2011 แท็บเล็ตถูกใช้มาก แชมป์ก็จะเปลี่ยนมือ"

ประสิทธิ์ยกตัวอย่างชิปเออาร์เอ็ม (ARM) โปรเซสเซอร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นชิปที่เร็วที่สุดและประหยัดพลังงานที่สุดบนอุปกรณ์โมบายล์ในขณะนี้ และกำลังถูกเอ็นวิเดียและซัมซุงนำไปใช้ในการพัฒนาชิปเพื่ออุปกรณ์พกพา จุดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ระบบปฏิบัติการทางเลือกอย่างแอนดรอยด์และไอโอเอส (iOS) จะถูกผนวกรวมกับชิปเออาร์เอ็ม จนอาจมีอิทธิพลแทนที่แพลตฟอร์มวินโดวส์และอินเทลได้

"วันนี้อินเทลเองก็คุยกับแอนดรอยด์ สร้างสรรค์ออกมาเป็นกูเกิลทีวี" ทั้งหมดนี้ทำให้ประสิทธิ์มองว่า แพลตฟอร์มอมตะอย่างอินเทลและวินโดวส์ของไมโครซอฟท์นั้นไม่ได้ถูกเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆอย่างเคย ทำให้ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับบัลลังก์ของอินเทลและไมโครซอฟท์ในปี 2011

5. โลกจะเข้าสู่ยุคไฮบริดมีเดีย

"อย่างที่บอกเรื่องอาหารสุนัข เทคโนโลยีในสื่อจะเปลี่ยนไปเลยไม่ได้ ปี 2011 จึงไม่ได้เป็นปีแห่งดิจิตอลแมกกาซีนเต็มตัว แต่จะเป็นปีที่ทุกคนพยายามจัดหาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปสโตร ให้พร้อมที่สุด"

ประสิทธิ์คาดว่า อีบุ๊กจะกินตลาดสิ่งพิมพ์รวม 15-20% ในปี 2011

"แต่ในเมืองไทยบ้านเรา คิดว่าตัวเลขหลักเดียวก็ดีใจแล้ว คาดว่าปี 2011 สื่อไทยจะลงมาเล่นมากขึ้น" โดยแม้อีบุ๊กจะยังไม่มีกลไกเปลี่ยนหน้าหนังสือที่ดีเท่ากับหนังสือเล่ม แต่ประสิทธิ์เชื่อว่าธุรกิจสื่อจะต้องเดินทางไปสู่ตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพราะทำให้ได้เงินเร็วขึ้น เนื่องจากเครื่องอ่านอีบุ๊กอย่างคินเดิลนั้นทำให้การซื้อและการอ่านเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

6. ไวรัสมือถือจะกระฉูด

ประสิทธิ์ระบุว่ายิ่งแอปพลิเคชันมือถือถูกใช้งานมากเท่าใด ไวรัสในสมาร์ทโฟนก็จะมากขึ้นเท่านั้น โดยยกตัวอย่างว่า เพียงการดาวน์โหลดภาพวอลล์เปเปอร์ในสมาร์ทโฟน ก็มีความเสี่ยงได้รับไวรัสแฝงแล้ว

ปัจจุบัน ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสในสมาร์ทโฟนถ้วนหน้า คาดว่าในปี 2011 ตลาดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะขยายตัวมากขึ้น

7. สมาร์ททีวีจะโต

ปี 2011 จะเป็นปีทองของสมาร์ททีวีซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถชมรายการทีวีและแอปพลิเคชันบนทีวีเครื่องเดียวกันได้ ขณะเดียวกัน ตลาดทีวีสามมิติที่ไม่ใช่แว่นตาก็จะมีบทบาทในตลาดมากยิ่งขึ้น

"ปี 2010 ผู้ผลิตทีวีเริ่มเทสินค้าสามมิติมาสู่ผู้บริโภค ปี 2011 จะเป็นปีที่ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือกซื้อโปรดักต์ บ้านเราต้องดูว่าบอร์ดแบนด์จะไป 12 เม็กหรือยัง (ปัจจุบันคือ 6 เม็ก) ถึงจุดนั้น ผู้ใช้สมาร์ททีวีจะโทรศัพท์ผ่านทีวีได้ โดยไม่ก็รอ 3G"

8. โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีผลวงกว้าง

เทรนด์ที่โดดเด่นและใกล้ตัวชาวออนไลน์มากที่สุดคือแนวโน้มการใช้งานเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลหรือยาฮูที่น้อยลง สวนทางกับแนวโน้มการใช้งานเครือข่ายสังคมเช่นเฟซบุ๊กที่จะเพิ่มขึ้น

"เพื่อนฝูงของเราจะกลายเป็นพิกเซล คือการเห็นหน้าเพื่อนผ่านรูปในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่น่าลุ้นในปี 2011 คือ คนจะเชื่อเพื่อนหรือเชื่ออากู๋ (กูเกิล) ตรงนี้ทำให้โซเชียลคอมเมิร์ชกำลังมา คือเพื่อคุยกับเพื่อนในเครือข่ายสังคมแล้วซื้อได้เลย"

ประสิทธิ์ระบุว่าปัจจุบัน ชาวออนไลน์มีสถิติใช้งานเครือข่ายสังคมโดยเฉลี่ย 3.5 ชั่วโมงจากทั้งหมด 5 ชั่วโมง คำถามไม่ใช่ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ควรเป็นว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มจาก 3.5 ชั่วโมงเป็นกี่ชั่วโมงในปี 2011 เนื่องจากตลาดเครือข่ายสังคมนั้นมีแผนการพัฒนาเพื่อต่อยอดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่จะนำบริการโลเคชันเบสมาผูกกับโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อทำการตลาด ซึ่งเชื่อว่าจะมีความแพร่หลายมากขึ้นในปี 2011 เนื่องจากอุปกรณ์พกพาที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ตามตัวผู้ใช้ไปได้ตลอดเวลามีจำนวนมากขึ้น

"ปี 2011 การใช้กลไกโซเชียลเน็ตเวิร์กในการทำให้เราฉลาดขึ้นจะมีอิทธิพลมากขึ้น เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า Cloud sourcing คือผู้ใช้จะสามารถถามเครือข่ายสังคมของตัวเองได้ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ซื้อของได้ถูกที่สุดได้ที่ไหน ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อเป็นกลุ่มเพื่อราคาที่ถูกกว่า รวมถึงการตั้งกลุ่มผู้ชื่นชอบสิ่งของแบบเดียวกันในเครือข่ายสังคม ที่จะทำให้เกิดการต่อยอดด้านรายได้ในวงการอินเทอร์เน็ต"

สำหรับเทคโนโลยีที่ไม่ถูกพูดถึง เช่น คิวอาร์โค้ด (QR Code), วินโดวส์โฟนเซเว่น (WP7) และเทคโนโลยีเนียร์ฟิลด์คอมมูนิเคชัน (NFC) ประสิทธิ์ย้ำว่าแม้จะมีการใช้งานมากแต่ยังอยู่ช่วงให้ความรู้ผู้ใช้ ซึ่งยังต้องดูความชัดเจนต่อไป

"ดิจิตอลมันนียังไม่มา อีแบงกิงโตแต่ก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ต้องแรงจริงจึงจะเป็นเทรนด์ได้ ส่วน WP7 คนยังสงสัย ขณะที่แอนดรอยด์และไอโฟนสามารถจำหน่ายได้หลายแสนหลายล้านเครื่อง"

ประสิทธิ์ระบุว่าการประเมินเทรนด์ไอทีปี 2011 เป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี 3G ไม่สามารถให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2011 แต่เป็นเพราะการประเมินผู้บริโภคบนปัจจัยพฤติกรรมที่ผันแปร

"ยากเพราะต้องคิดว่าใครต้องใช้อะไรบ้าง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และผู้ผลิตปล่อยของมาเยอะมาก มีรายงานว่าแท็บเล็ตจะถูกนำมาแสดงในงานซีอีเอสมากถึง 30 รุ่นจาก 15 เจ้า ทั้ง 8 ข้อนี้จ่อคอหอยหมดเลย ปี 2011 จะเป็นปีแห่งรอยต่ออย่างแท้จริง"

สำหรับการไม่มี 3G ประสิทธิ์เชื่อว่าจะมีผลเพียงอัตราการใช้ข้อมูลในประเทศไทยจะไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยแอปพลิเคชันที่ต้องการการเชื่อมต่อสูงจะยังไม่เกิดเท่านั้น

"โครงข่ายไม่ใช่ปัจจัย เพราะไม่มีใครหิ้วทีวีออกนอกบ้านเพื่อใช้งาน ผมคิดว่าไม่มีเทคโนโลยีอะไรหายไปในปี 2011 จะมีก็แต่ลดความนิยม ที่มากที่สุดเชื่อว่าจะเป็นเน็ตบุ๊ก และระบบปฏิบัติการซิมเบียน"

ส่งท้าย 20 ปี “ฮับเบิล” กับ 20 ภาพสวยจากอวกาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์31 ธันวาคม 2553 08:38 น.


ส่งท้ายปลายปีกันด้วย 20 ภาพสวยจาก “ฮับเบิล” กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาอวกาศมาร่วม 2 ทศวรรษ ซึ่งนอกจากภาพสวยแล้วยังเป็นหลักฐานสำคัญต่อการทำความเข้าใจอวกาศและดวงดาวที่มากขึ้นด้วย

ฮับเบิล (Hubble) เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวแรกของโลกที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (Discovery) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.1990 โดยโคจรอยู่ที่ความสูง 569 กิโลเมตร ด้วยความเร็วรอบละ 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สิ่งที่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพถ่ายได้คือดวงอาทิตย์และดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป ทั้งนี้ กล้องฮับเบิลสามารถบันทึกภาพวัตถุที่เล็กขนาดเส้นผมในระยะทางไกล 1.6 กิโลเมตรได้ และส่งภาพกลับมาให้นาซาด้วยปริมาณข้อมูลสัปดาห์ละ 120 กิกะไบต์ หรือเทียบเท่ากับหนังสือในชั้นที่สูง 1,097 เมตร และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้คัดเลือก 20 ภาพที่น่าสนใจมานำเสนอ ดังนี้



ภาพคล้ายฟองสีแดงนี้คือเศษซากจากการระเบิดระหว่างดวงดาวในเมฆแมเจลแลนใหญ่ (Large Magellanic Cloud: LMC) ซึ่งเป็นกาแลกซีขนาดเล็กที่อยู่ไกลจากโลก 160,000 ปีแสง โดยเศษซากดังกล่าวเรียกว่า “เอสเอ็นอาร์ 0509” (SNR 0509)





ภาพของกระจุกดาราจักร (galaxy cluster) เอเบลล์ 1689 (Abell 1689) ซึ่งเป็นกลุ่มกาแลกซีขนาดใหญ่ที่ห่างจากโลก 2.2 พันล้านปีแสง ทั้งนี้ เราไม่สามารถบันทึกภาพสสารมืดได้โดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแผนที่สสารมืดจากการวาดเส้นโค้งจำนวนมากที่เกิดจากแสงทางพื้นหลังกาแลกซี ซึ่งแสงดังกล่าวถุกทำให้บิดเบี้ยวโดยสนามโน้มถ่วงของกระจุกกาแลกซีที่อยู่ด้านหน้า ภาพสสารมืดถูกนำเสนอเป็นรอยเปื้อนสีน้ำเงิน ทั้งนี้ความหนาแน่นและการกระจายตัวของสสารมืดจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของพลังงานมืดได้ดีขึ้น สำหรับภาพนี้ฮับเบิลบันทึกเมื่อปี 2002 ด้วยแสงธรรมชาติ





ภาพเนบิวลาคารินาหรือกระดูกงูเรือ (Carina Nebula) ที่นาซานำมาเผยแพร่ฉลองครบรอบ 20 ปีการส่งกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลขึ้นสู่วงโคจร เป็นเนบิวลาในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือซึ่งห่างจากโลก 7,500 ปีแสง ในภาพเผยให้เห็นความอลหม่านของก๊าซและฝุ่นที่กินระยะทาง 3 ปีแสงของบริเวณด้านบนเนบิวลาคล้ายเสาหินนี้ ซึ่งก๊าซและฝุ่นกำลังถูกกลืนกินโดยดาวที่สุกสว่างข้างเคียง และในบริเวณคล้ายเสาหินยังถูกจู่โจมจากดาวเกิดใหม่ที่อยู่ภายในซึ่งเราเห็นเป็นภาพของลำก๊าซที่พวยพุ่งออกมาบริเวณยอดเสา





ภาพการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วดาวเสาร์ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเป็นเหตุการ์ณที่พบได้ยาก โดยฮับเบิลบันทึกภาพนี้ได้เมื่อปี 2009 โดยแสงเหนือ-แสงใต้หรือออโรรา (aurorae) นั้น เกิดจากอนุภาคมีประจุเข้าปะทะสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ และกระตุ้นให้ก๊าซในชั้นบรรยากาศเกิดการเรืองแสง ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก





ภาพกาแลกซีแอนเทนเน (Antennae) ที่ได้จากการผสมผสานระหว่างข้อมูลกล้องฮับเบิล ซึ่งให้ภาพในส่วนสีทองและน้ำตาล กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ซึ่งให้ภาพในส่วนสีน้ำเงิน และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ซึ่งให้ภาพสีแดง กาแลกซีนี้อยู่ห่างจากโลกออกไป 62 ล้านปีแสง และแรงโน้มถ่วงจากการชนกันจึงทำให้กาแลกซีดังกล่าวมีลักษณะยาวๆ และเป็นที่มาของชื่อกาแลกซี





“ภาพเสาหลักแห่งการสร้าง” (Pillars of Creation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula) ที่เป็นแหล่งกำเนิดของดวงดาวอยู่ในกลุ่มดาวงู (Serpens) ที่ห่างจากโลก 6,500 ปีแสง ภาพนี้ถือเป็นภาพสุดคลาสสิคของฮับเบิลที่สร้างความตะลึงงันให้แก่ผู้พบเห็น โดยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.1995 ซึ่งสีของภาพนั้นเกิดการผสมภาพ 3 ภาพจากการปลดปล่อยแสงของอะตอมที่แตกต่างกัน สีแดงนั้นเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของซัลเฟอร์ สีเขียวเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน และสีน้ำเงินเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน





ภาพใจกลางกาแลกซีกังหัน “เอ็ม51” (M51) ซึ่งมีรูป “เอกซ์” (X) สีดำตัดกลางกาแลกซี ซึ่งการเกิดรูปเอกซ์นี้ขึ้นอยู่กับดูดกลืนโดยฝุ่นและเอกซ์ยังเป็นตำแหน่งของหลุมดำที่อาจจะมีมวลเทียบเท่ากับดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์ 1 ล้านดวง โดยแถบที่เข้มที่สุดนั้นอาจเป็นขอบวงแหวนฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ส่วนอีกขอบนั้นอาจจะอีกวงแหวนหรือก๊าซที่หมุนวน





ภาพที่คล้าย “ดวงตาของพ่อมดซอรอน” (Sauron) ในภาพยนตร์และนิยายเรื่อง “ลอร์ดออฟเดอะริง” (The Lord of the Rings) นี้ คือภาพเนบิวลาตาแมว (Cat's Eye Nebula) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ เอ็นจีซี 6543 ซึ่งเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์แรกที่ถูกค้นพบ และยังเป็น1 ในเนบิวลาที่ซับซ้อนที่สุดในอวกาศ





ภาพดาวพฤหัสบดีและการเรียงกันของดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง คือ ไอโอ (Io) แกนีมีด (Ganymede) และคาลลิสโต (Callisto) ด้านหน้าดาวเคราะห์ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก โดยในภาพนี้จะเห็นจุดดำ 3 จุดซึ่งเป็นเงาของดวงจันทร์ จุดขาว 1 จุดซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์ไอโอ และจุดฟ้าอีก 1 จุด ซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์แกนีมีด แต่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพดวงจันทคาลลิสโตที่ด้านขวาของดาวพฤหัส โดยเห็นเพียงเงาอยู่ด้านขวาบน





ภาพแสงออโรราหรือแสงเหนือบนขั้วเหนือของดาวพฤหัสบดี





ภาพซูเปอร์โนวา 1987เอ (Supernova 1987A) ซึ่งมีแสงสว่างล้อมรอบราวไข่มุก





ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือกของเราซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวมวลยักษ์ก่อตัวขึ้น ภาพนี้เป็นภาพในย่านรังสีอินฟราเรดที่คมชัดที่สุด และเกิดจากการผสมผสานข้อมูลจากกล้องฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดสปิตเซอร์ (Spitzer)





วงแหวนรอบๆ บริเวณที่น่าจะเป็นหลุมดำในกาแลกซี เอ็นจีซี 4261 (NGC 4261)





ภาพพลวัตของแสงออโรราที่ขั้วดาวเสาร์





ภาพดาวอังคารในนาทีที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 60,000 ปี เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2003 โดยในภาพนี้บันทึกขณะที่ดาวแดงอยู่ห่างโลก 55,757,930 กิโลเมตร





ภาพสวยราวกับภาพวาดมากกว่าจะเป็นภาพถ่ายอวกาศนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของการผสานข้อมูลระหว่างกล้องฮับเบิลและสปิตเซอร์ของนาซา ซึ่งบันทึกภาพเนบิวลานายพราน (Orion nebula) ในย่านรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลตและแสงที่ตามองเห็น โดยภาพนี้ "ถูกแต่งแต้ม" ด้วยดาวเกิดใหม่ที่ห่อตัวด้วยผ้าอ้อมแห่งก๊าซและฝุ่นที่มีความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตสูงและมีกระแสลมรุนแรงระหว่างดวงดาวเป็นเหมือน "พู่กัน" ระบายสีให้ภาพนี้





ภาพดาวยูเรนัสดาวเคราะห์วงนอกของระบบสุริยะ ซึ่งเผยให้เห็นวงแหวนและดวงจันทร์บริวาร 6 ดวง ในภาพเราเห็นวงแหวนนอกสุดที่มีความสว่างมากอยู่ด้านล่างของดาวเคราะห์ ซึ่งวงแหวนนี้สร้างขึ้นจากฝุ่นและและกรวดก้อนเล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างบางๆ สำหรับดวงจันทร์ที่มุมขวาล่างซึ่งสว่างที่สุดนั้นคือดวงจันทร์แอเรียล (Ariel) ที่มีพื้นผิวปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนดวงจันทร์ที่เหลือเรียงตามเข็มนาฬิกาจากดวงที่อยู่บนสุดคือ เดสเดโมนา (Desdemona) เบลินดา (Belinda) พอร์เชีย (Portia) เครสซิดา (Cressida) และพัค (Puck) สำหรับภาพนี้บันทึกเมื่อเดือน ส.ค.2003





ภาพการเปลี่ยนแปลงบนผิวดาวพลูโต (Pluto) อดีตดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นดาวแคระเคราะห์ โดยภาพที่ได้บันทึกขึ้นระหว่างปี 2002-2003 แต่กล้องฮับเบิลไม่ละเอียดพอที่จะบันทึกภาพหลุมและภูเขาบนดาว และภาพสีส้ม-ดำบนพื้นผิวลางๆ ที่บันทึกได้นั้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งสีทั้งหมดที่เห็นนั้นเชื่อว่าเป็นผลจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ที่สลายก๊าซมีเทนบนผิวดาวพลูโต จึงทำให้เกิดสีสันดังที่เห็นและคงเหลือคาร์บอนไว้จำนวนมาก





ภาพสะท้อนแสงของเนบิวลาที่ไม่มีแสงในตัวเอง แต่ส่องสว่างเพราะแหล่งกำเนิดแสงที่ฝังตัวอยู่ภายใน เหมือนแสงจากหลอดไฟบนท้องถนนสะท้อนให้เห็นหมอก และดาวเกิดใหม่ที่เห็นสุกสว่างอยู่กลางๆ ภาพนั้นทำให้เนบิวลา เอ็นจีซี 1999 (NGC 1999) นี้สว่างไสว โดยก๊าซและฝุ่นของเนบิวลาหลงเหลือจากการก่อเกิดดวงดาว

ปิดท้ายด้วยภาพแรกของฮับเบิลที่อาจไม่สวยงามนักแต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ...





ภาพแรกที่ฮับเบิลส่งภาพเป็นภาพกระจุกดาว เอ็นจีซี 3532 (NGC 3532) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพเดียวกันที่บันทึกโดยกล้องจากหอดูดาวลาสคัมปานัส (Las Campanas Observatory) สถาบันคาร์เนกีในวอชิงตัน (Carnegie Institute of Washington) ในภาพซ้ายแล้ว ภาพจากฮับเบิล (ขวา) มีความคมชัดกว่า

กล้องฮับเบิลนั้นผ่านการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อยู่หลายครั้ง และมีการปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา ซึ่งนาซาเชื่อว่าจะยืดอายุการใช้งานกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันเป็นตำนานนี้ออกไปได้อย่างน้อย 5 ปี จากนั้นกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นน้อง เจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) ที่มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2013 จะถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทน

กระต่ายในตำนาน และความเชื่อของชนชาติต่างๆ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 มกราคม 2554 00:32 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สัญลักษณ์โบราณกระต่ายป่า 3 ตัว (The Three Hares) มีหูที่เชื่อมกันอยู่เป็นรูปสามเหลี่ยมและกำลังวิ่งไล่กันเป็นวงกลม เป็นความเคลื่อนไหวแบบไม่มีที่สิ้นสุด พบในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายประเทศ

ภาพจารึกเทพเจ้ากระต่าย (Nanabozho) ตามความเชื่อของชาวอเมริกันดั้งเดิม พบบนแผ่นหินในแคนาดา

"กระต่าย" ไม่ได้เป็นตำนานความเชื่อแต่ในแถบบ้านเรา แต่ก็ยังเป็นสัตว์ที่มีเรื่องเล่าและตำนานอยู่ในหลายชาติ ทั้งในแง่ลบและสร้างสรรค์แตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่มีกระต่ายเกี่ยวข้องกับภูมิหลังที่คู่ขนานไปกับการพัฒนาของเผ่าพันธุ์ ไปดูความเชื่อของแต่ละชนชาติที่วิกิพีเดียรวบรวมไว้เกี่ยวกับกระต่ายกัน

* แอซเท็ค มีวิหารเทพกระต่าย 400 องค์ "เซ็นต์ซอน โตต็อชติน" (Centzon Totochtin) และยังมีเทพกระต่ายอีก 2 องค์ชื่อ "โอเมต็อชตลิ"(Ometotchtli) เป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์, การเฉลิมฉลอง และความมึนเมา

* แอฟริกากลาง มีกระต่าย "กาลูลู" (Kalulu) มีบุคคลิกฉลาดแกมโกง มีความสามารถในการต่อรอง

* จีน กระต่ายมีความเกี่ยวพันกับดวงจันทร์ และยังเชื่อมโยงกับปีใหม่จีน กระต่ายยังเป็นหนึ่งในสัตว์ 12 นักษัตริย์ในปฎิทินจีน อีกทั้งเวียดนามก็ยังใช้กระต่ายแทนแมวเป็นสัญญลักษณ์ในปีนักษัตริย์ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีกระต่ายอาศัยอยู่

*ญี่ปุ่น คนที่นี่เชื่อว่ากระต่ายอยู่บนดวงจันทร์และกำลังทำแป้งโมจิอยู่บนนั้น ความเชื่อนี้มาจากการสังเกตเห็นเงาบนดวงจันทร์ผนวกกับจินตนาการที่มีลักษณะคล้ายกระต่ายกำลังถือสากยักษ์ตำครกกระเดื่อง

*เกาหลี มีตำนานคล้ายกับญี่ปุ่น ที่เห็นกระต่ายกำลังตำแป้งอยู่บนดวงจันทร์ แต่ว่ากระต่ายเหล่านั้นกำลังทำ "ต็อก" เค้กข้าวของชาวเกาหลี

* ตะวันออกไกล ชาวยิวบอกว่ากระต่ายหมายถึงความขี้ขลาด รวมถึงชาวอิสราเอลที่พูดภาษาฮิบรูก็มีคำว่า "กระต่าย" อันหมายถึง "ขี้ขลาด" เช่นเดียวกับคำว่า "ชิกเก้น" ที่แปลตรงๆ ว่าไก่ในภาษาอังกฤษ

* อเมริกากลาง ชนเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) ชาวอเมริกันดั้งเดิมมีนานาโบโซ (Nanabozho) หรือเทพกระต่ายผู้ยิ่งใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก

* เวียดนาม มองกระต่ายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความไร้เดียงสาและอ่อนเยาว์ มีภาพเหล่าทวยเทพขณะกำลังไล่ล่ากระต่าย ก็เพื่อแสดงให้เห็นพละกำลังของเทพทั้งปวง

* เกาะพอร์ทแลนด์ ในดอร์เซ็ต สหราชอาณาจักร ก่อนหน้านี้ชาวเมืองเห็นว่า กระต่ายเป็นสัตว์โชคร้าย และการพูดคำว่า “กระต่าย” จะทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นอันตราย ดังนั้นถ้าใครจะพูดถึงกระต่ายก็จะใช้คำเลี่ยง เช่น เจ้าหูยาว แต่ช่วง 50 ปีหลังมานี้ความเชื่อดังกล่าวก็หายไป ผู้คนบนเกาะสามารถพูดคำว่า “กระต่าย” ได้อย่างเต็มปาก และ “เจ้าหูยาว” ก็กลายเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา

*ตีนกระต่าย เป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าจะนำโชคให้แก่ผู้พกพา ซึ่งความเชื่อนี้มีอยู่ทั่วโลก และพบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในยุโรปช่วง 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช

รู้จัก “กระต่าย” ต้อนรับปี “เถาะ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 มกราคม 2554 00:30 น.


กระต่ายบ้าน

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
กระต่าย"ฮอร์แมน" หนัก 7.7 ก.ก. หูยาว 21 ซ.ม. และตัวยาว 1 ม.

ตัวอ่อนกระต่ายที่เพิ่งคลอดได้ 1 ชม.

ดวงจันทร์ (ซ้าย) พร้อมทาบกราฟิกตามจินตนาการกระต่ายบนดวงจันทร์ (ขวา)

ลักษณะการอุ้มกระต่ายที่ถูกต้อง จับคอเพื่อประคองใช้มือช้อนก้น และแนบตัวให้หัวซุกเข้าลำตัว (fauvet.fau.edu)

ปะติมากรรมกระต่ายในแคลิฟอร์เนีย แรงบันดาลใจจากตำนานเทพกระต่าย (Bill Bowman / champaign411.com)

กระต่ายขาวนิวซีแลนด์ ตัวขาวตาชมพูนิยมใช้ทดลองและบริโภคเนื้อ


สวัสดีปีใหม่ เราก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ก็ถือว่าเป็นการเริ่มปีนักษัตรใหม่ “ปีเถาะ” แม้ว่าปีนักษัตรเราจะนับกันตามปีใหม่ไทย (สงกรานต์) และปีใหม่จีน (ตรุษจีน) แต่ยุคปัจจุบันเพื่อความสะดวก เราก็นับรวมเถลิงศกกันไปพร้อมๆ กับปฏิทินสากล

“เถาะ” ปีนักษัตรลำดับที่ 4 ที่มีกระต่ายเป็นสัญญลักษณ์ ตำราโหราศาสตร์บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ในบรรดา 12 ปีเลยทีเดียว

ในแง่โหราศาสตร์ดูดวง เสิรมชะตาก็ว่ากันไป แต่เมื่อพูดถึงสัตว์สัญญลักษณ์ประจำปีอย่าง “กระต่าย” แล้ว ทำให้ทีมข่าววิทยาศาสตร์สนใจศึกษาเรื่องราวของกระต่ายที่จะอยู่กับเรา (ในนาม) ไปถึง 1 ปีเต็มๆ นับจากนี้ …. ดูกันซิว่า เรารู้จักกระต่ายดีแค่ไหน

กระต่ายบ้าน-กระต่ายป่า

“กระต่าย” จัดอยู่ในจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวขนาดเล็ก ขนปุย หูยาว ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า กระต่ายถือกำเนิดมาในโลกเมื่อ 50 ล้านปีมาแล้ว บริเวณทวีปเอเชีย และอเมริกาเหนือ ทั่วโลกมีอยู่ 58 ชนิด จัดอยู่ในวงศ์กระต่ายธรรมดา (Leporidae) 44 ชนิด และวงศ์กระต่ายหูสั้น (Ochotonidae) อีก 14 ชนิด

กระต่ายธรรมดามีขาหลังที่ยาว ทำให้วิ่งได้เร็ว ใบหูยาวหมุนไปมาได้ และมีหางสั้น ส่วนกระต่ายหูสั้นจะมีขาทั้งคู่หน้าและคู่หลังสั้นพอๆ กัน ใบหูจะสั้นเป็นมนกลม และจะไม่เห็นหางจากภายนอก

ในวงศ์กระต่ายธรรมดา ยังแบ่งออกเป็นกระต่ายเลี้ยง (Rabbit) ซึ่งชอบอยู่กันเป็นฝูง และกระต่ายป่า (Hare) ที่ชอบอยู่โดดเดี่ยว

ทั้งนี้ กระต่ายที่พบอาศัยตามป่าทั่วไปในประเทศไทยมีชนิดเดียว คือ กระต่ายป่า (Lepus peguensis) ซึ่งมีขนสีน้ำตาล ใต้หางสีขาว ขุดดินเป็นโพรงอาศัย ส่วนที่นำมาเลี้ยงตามบ้าน มีหลายชนิดและหลายสี แต่ที่พบมากจะเป็นสีอ่อน เช่นสีขาว

กระต่ายเกือบจะเป็นหนู

แม้ว่ากระต่ายจะเป็น “สัตว์ฟันแทะ” ที่มีฟันหน้าขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายหนู แต่กระต่ายเป็นสัตว์ฟันแทะมีฟันหน้า 2 คู่ (lagomorph) ต่างจากพวกหนูหรือกระรอกที่มีฟันแทะคู่เดียว (rodent)

เดิมทีมีการจัดกระต่ายไว้เป็นสัตว์ฟันแทะในอันดับโรเดนเทีย (Rodentia) ร่วมกับพวกหนูและกระรอก แต่เมื่อพบว่ากระต่ายมีลักษณะหลายอย่างเป็นของตนเอง ที่แตกต่างจากพวกหนูและกระรอกมาก โดยเฉพาะกระต่ายที่มีฟันตัด2 คู่ทางด้านหน้าของขากรรไกรบนคู่ที่สองมีลักษณะเป็นปุ่มเล็กซุกอยู่ภายในคู่หน้า ในขณะที่หนูและกระรอกมีฟันตัดเพียงคู่เดียว

ขยายพันธุ์ว่องไว

ถ้าใครเลี้ยงกระต่ายคงจะทราบกันดีถึงความสามารถในการผลิตประชากรกระต่าย โดยกระต่ายบ้านสามารถผสมพันธุ์ได้บ่อย และตั้งท้องปีละหลายครั้ง

กระต่ายเลี้ยงในยุโรปตอนเหนือผสมพันธุ์ในช่วง ก.พ.-ก.ย. ออกลูกได้ 3-5 ครอก ครอกละ 5-6 ตัว สำหรับกระต่ายป่าในซีกโลกเหนือ ออกลูก 2-4 ครอก ครอกละ 1-9 ตัว ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่ในเขตร้อนกระต่ายป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตัวเมียตั้งท้องเพียง 1 เดือน ปีหนึ่งจึงสามารถออกลูกได้ 4-8 ครอก ลูกกระต่ายที่มีอายุราว 6-8 สัปดาห์จะแยกจากแม่ได้และมีอายุเฉลี่ย 9-12 ปี

ทั้งนี้ ในมดลูกของกระต่ายเพศเมียจะมี 2 ช่อง นั่นหมายความว่า กระต่ายจะสามารถอุ้มท้องตัวน้อยได้ถึง 2 ครอก ที่มีอายุครรภ์ต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน

ถ้าไม่ได้กินสิ่งที่ถ่าย มีตายแน่นอน

กระต่ายอยู่ในสภาพแวดล้อมได้หลายแบบทั้งเขตร้อนและหนาว อาหารส่วนใหญ่เป็น หญ้า พืชล้มลุก รากไม้ เปลือกไม้

เวลาอาหารของกระต่าย พวกมันจะกินหญ้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และขับถ่ายออกมาเป็นเม็ดแข็ง ส่วนที่เป็นเกล็ดของเสียจะไม่ถูกย่อย และเมื่อผ่านการกินอย่างหักโหมไปประมาณ 8 ชั่วโมงกระต่ายจะถ่ายมูลอ่อนออกมา ซึ่งส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงกลางคืน

มูลอ่อนดังกล่าวจะมีวุ้นเคลือบ และเมื่อเช้ามาถึงกระต่ายก็จะกินมูลอ่อนเหล่านี้ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียในมูลอ่อน เมื่อสัมผัวกับอากาศจะสร้างวิตามินบางชนิดขึ้น วิตามินเหล่านี้จำเป็นมากต่อสุขภาพของกระต่าย หากไม่ได้กินมูลอ่อนกระต่ายจะตายภายในเวลา 3 วัน

ใช้งานได้ทั้งในครัว-ห้องแล็บ

การบริโภคเนื้อกระต่ายเป็นที่แพร่หลายในหลายพื้นที่ ทั้งในยุโรป อเมริกาทั้งตอนเหนือและใต้ รวมถึงตะวันออกกลาง

แม้ว่าปัจจุบันในอังกฤษจะไม่มีเนื้อกระต่ายวางขายในซุเปอร์มาร์เก็ต แต่ตามร้านขายเนื้อหรือตลาดพื้นเมืองยังมีให้เห็นกันอยู่อย่างแน่นอน โดยร้านจะห้อยกระต่ายตายแล้วที่ยังไม่ได้แล่โชว์กันให้เห็นอันเป็นสไตล์

ที่ซิดนีย์ เคยนิยมกินกระต่ายกันมาก ถึงกับมีชื่อทีมรักบี้ว่า “เซาธ์ ซิดนีย์ แรบบิโทธส์” (South Sydney Rabbithos) แต่ความนิยมบริโภคกระต่ายในซิดนีย์ต้องหมดไป เมื่อเหล่ากระต่ายเลี้ยงโดนโรคระบาดคุกคาม

อย่างไรก็ดี ในแถบภูมิภาคอินโดจีนไม่นิยมกินกระต่าย แต่ก็ใช้กระต่ายเป็นอาหารสำหรับงูใหญ่

กระต่ายทั้งถูกล่าด้วยปืน และส่วนที่เลี้ยงก็จะถูกฆ่าด้วยการทุบด้านหลังหัว เนื้อกระต่ายมีโปรตีนสูง ปรุงอาหารได้หลากหลายชนิดแบบเดียวกับเนื้อไก่ ซึ่งเนื้อกระต่ายที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “กระต่ายขาวนิวซีแลนด์”

และกระต่ายขาวนิวซีแลนด์นี้ ก็ยังได้รับนิยมนำไปศึกษาและวิจัย ทั้งทางด้านพยาธิวิทยาเพราะเป็นแหล่งของสารที่เร่งให้เกิดลิ่มเลือด ด้านสรีรวิทยาการสืบพันธุ์ ต่อมไร้ท่อ รวมทั้งใช้ทดสอบความปลอดภัยของยาชนิดต่างๆ วัคซีน และทดสอบความเป็นพิษ

บอบบางตายง่าย?

กระต่ายขยายพันธุ์ง่าย และก็ตายง่ายไม่แพ้กัน ผู้เลี้ยงกระต่ายทราบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน ที่กระต่ายอาจเกิดอาการช็อคตายได้ง่าย เพราะกระต่ายไม่มีต่อมเหงื่อ ระบายความร้อนได้ยาก เมื่ออากาศร้อนกระต่ายจะต้องหายใจถี่ขึ้น ที่จมูกจะสั่นเร็วขึ้น รวมถึงที่เส้นเลือดแดงใหญ่กลางหูจะช่วยทำงานระบายความร้อนมากขึ้น แต่ก็ยังระบายความร้อนไม่ทัน จึงทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงจนช็อคตาย

อย่างไรก็ดี การให้น้ำกระต่ายเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะกระต่ายต้องการใช้ระบายความร้อน แต่ส่วนใหญ่ที่เราเลี้ยงกระต่ายกันก็ให้ผักหญ้า ซึ่งพืชพวกนี้มีน้ำสะสมอยู่ในระดับหนึ่ง ทำให้บางครั้งกระต่ายก็ไม่ต้องการน้ำเพิ่ม แต่หลายคนอาจมีความเชื่อว่าการให้น้ำกระต่าย อาจเป็นเหตุให้กระต่ายตายได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะความสะอาดของน้ำหรือภาชนะบรรจุ

นอกจากนี้ ในการจับกระต่าย ไม่ใช่จับที่หูแล้วดึงขึ้นมา เพราะถ้ากระต่ายตัวใหญ่และมีน้ำหนักมาก อาจทำให้เนื้ออ่อนบริเวณหูฉีกขาดได้ แต่ให้ค่อยๆ ประคองตัวลักษณะเหมือนอุ้มเด็ก และให้ทำด้วยความนุ่มนวล โดยเฉพาะหากกอดรัดที่บริเวณท้องอย่างรุนแรงก็จะทำให้กระต่ายได้รับอันตรายถึงตายได้

ปัจจุบัน กระต่ายกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์นำออกจากป่าไปเลี้ยงและกระต่ายขยายพันธุ์เร็วเกินกว่าจะรับภาระไหว จึงพากระต่ายกลับไปปล่อยแต่ก็กลับไปไม่ถึงป่า ส่งผลให้กระต่ายสร้างปัญหาต่อเรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะแนวคันนาหรือสวนที่นิยมใช้หญ้าทำเป็นแนว กลับกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้เหล่ากระต่าย

อย่างไรก็ดี ปัญหาประชากรกระต่ายก็ยังคงสร้างความยุ่งยากให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่แม้ไม่ใช่แหล่งกำเนิดของกระต่าย กลับมีปัญหากับการรุกล้ำพื้นที่ของกระต่ายไม่น้อย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้ได้จัดให้กระต่ายเป็น “ศัตรูพืช” ชนิดหนึ่ง เจ้าของที่สามารถจัดการและควบคุมได้โดยถูกกฎหมาย

ส่วนพฤติกรรมของกระต่ายดูเหมือนจะตื่นเต้นตกใจง่ายนั้น เป็นไปตามสัญชาติญาณระวังภัย คำว่า “กระต่ายตื่นตูม” เป็นสำนวนที่มาจากนิทานชาดก อ้างถึงสมัยพระพุทธเจ้า ซึ่งสามารถหาอ่านกันได้ ส่วนปีเถาะหนนี้เราจะเป็น “กระต่ายตื่นตัว” ประกอบกิจการงานและใช้ชีวิตอย่างมีสติก็คงจะดีไม่น้อย.



************************************

เรื่องน่าสนของ "กระต่าย"

- สถิติโลกบันทึกไว้ว่ากระต่ายกระโดดได้สูงที่สุด 1 เมตร

- บันทึกเล่มเดียวกันก็ยังบอกไว้ว่า กระต่ายกระโดดได้ไกลที่สุด 3 เมตร

- กระต่ายครอกที่ใหญ่ที่สุด คือคลอดออกมา 24 ตัว มีบันทึกไว้ถึง 2 ครั้งในปี 1978 และ 1999

- หูกระต่ายที่ยาวที่สุดในโลกคือ 31.125 นิ้ว เป็นกระต่ายอเมริกัน

- กระต่ายที่อายุยืนที่สุดคืออยู่ได้ถึง 19 ปี

- กระต่ายที่หนักที่สุดในโลกมีน้ำหนัก 12 กิโลกรัม

- กระต่ายป่าที่เล็กที่สุดในโลกคือพันธุ์ปิกมี่ หรือ ลิตเติ้ลไอดาโฮ ในสหรัฐอเมริกา มีน้ำหนักน้อยกว่าครึ่งกิโลกรัม

- กระต่ายจะตื่นตัวอย่างยิ่งในช่วงเช้าตรู่และยามเย็นโพล้เพล้

- กระต่ายมองเห็นด้านหลังได้โดยไม่ต้องหันหัว

- กระต่ายมีสีขนมากถึง 150 สี แต่มีสีตาเพียง 5 สี คือ น้ำตาล, น้ำเงิน-เทา, น้ำเงิน,ชมพู (แดง), และลูกแก้ว

- กระต่ายตัวขาวตาแดง เพราะดวงตาของกระต่ายสีขาวอย่างพันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์หรือแคลลิฟอร์เนียน ไม่มีเม็ดสี ทำให้เห็นเส้นเลือดสีแดงในตาซึ่งจะ สะท้อนแสงให้เราเห็นตากระต่ายเป็นสีแดง

(ข้อมูลจาก pet-rabbit-care-information.com)

10 รถยนต์น่าสนใจในปี 2010


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์29 ธันวาคม 2553 10:16 น.

ไม่ต่างจากหลายปีที่ผ่านๆ มา ในปี 2010 ตลาดทั่วโลกมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาให้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ว่าในปีนี้จะไม่มีการจัดงานมอเตอร์โชว์ใหญ่ๆ อย่างแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ที่เยอรมนี และโตเกียว มอเตอร์โชว์ที่ญี่ปุ่น แต่ทว่าผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ก็ยังร่วมกันสร้างสีสัน และความน่าสนใจให้กับปี 2010 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ๆ ออกมาหลายรุ่น

"ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง"รวบรวมรถยนต์ในสายการผลิต 10 รุ่นที่ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2010 และได้รับความสนใจจากนักขับทั่วโลก ซึ่งก็น่าจะรวมถึงชาวไทยด้วย ส่วนจะถูกใจใครมากน้อย แค่ไหน ลองมาดูกัน


Alfa Giulietta : กลับมาเติมความเร้าใจ

เลิกทำตลาดไปนานหลายปี หลังจากเคยสร้างความโดดเด่นในยุคทศวรรษที่ 1980 ในตอนนี้ อัลฟาปัดฝุ่นนำชื่อจูเลียตต้ากลับมาอีกครั้ง เพื่อรุกตลาดในกลุ่มคอมแพ็กต์คาร์ระดับหรู ประกบกับความหรูรุ่นเล็กจากเยอรมนีอย่างออดี้ เอ3 และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 1

คันจริงๆ ถูกเปิดตัวให้เห็นครั้งแรกที่เจนีวา มอเตอร์โชว์ เดือนมีนาคม พร้อมตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู และเครื่องยนต์ที่ขายก็มีเบนซิน 2 รุ่น 1,400 ซีซี แต่รีดกำลังด้วยเทอร์โบในชื่อ TB ซึ่งในรุ่นธรรมดามีกำลังอยู่ที่ 120 แรงม้า ส่วนรุ่นแรงในชื่อ MultiAir ขยับขึ้นมาเป็น 170 แรงม้า ส่วนเทอร์โบดีเซลมีทั้งแบบ 1,600 ซีซี 105 แรงม้า และ 2,000 ซีซีซึ่งมีให้เลือก 2 รุ่นคือ 140 และ 170 แรงม้า

ขณะที่ความเร้าใจในแบบ Clover Leaf หรือ 'Quadrifoglio Verde' (ซึ่งเมื่อก่อนในยุค 147 ใช้ชื่อ GTA) จะแรงและเร้าใจกับเครื่องยนต์ 4 สูบ 1,700 ซีซี เทอร์โบ ที่รีดกำลังออกมาได้ 235 แรงม้าเลยทีเดียว

ถือเป็นรถฮ็อตอีกรุ่นจากฝั่งยุโรปและมีการถูกเสนอชื่อเพื่อชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของยุโรป แต่ก็ทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 2 เท่านั้น

Honda CR-Z : ถึงเป็นไฮบริด แต่ก็สปอร์ตได้

อินไซท์ที่ถูกเปิดตัวขายเมื่อปี 2009 ช่วยทำให้ฮอนด้าสามารถสร้างกระแสรถยนต์ไฮบริดแบบ Dedicated (หมายถึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ) ที่ตัวเองห่างหายไปนานให้กลับมาได้ และในปีต่อมาฮอนด้าก็ตอกย้ำการรุกตลาดไฮบริดอีกครั้งด้วยความสปอร์ตบนตัวถังคูเป้ภายใต้ชื่อ CR-Z

สำหรับชื่อรุ่น CR-Z เป็นตัวย่อของคำว่า Compact Renaissance Zero และแม้ว่าจะเป็นชื่อใหม่ แต่ว่ากันว่างานออกแบบทั้งภายนอกและภายในของ CR-Z มีกลิ่นอายและเป็นการสานต่อมาจากรถสปอร์ตขนาดเล็กชื่อดังของฮอนด้าในยุค 1980-1990 อย่าง CR-X

CR-Z ถือเป็นรถยนต์ไฮบริดอีกรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รถยนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะมีการพยายามทำราคาขายให้ถูกลงด้วยการแชร์พื้นฐานร่วมกับรถยนต์ที่มีอยู่ และจากระยะฐานล้อ 2,430 มิลลิเมตร บวกกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชันบีม H-Shape ทำให้เชื่อว่า CR-Z น่าจะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับซับคอมแพ็กต์รุ่นแจ๊ซ/ฟิต เช่นเดียวกับที่อินไซท์ใหม่ จึบงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง

หน้าที่ในการขับเคลื่อนเป็นงานของบคู่ใหม่ระหว่างขุมพลังเบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี i-VTEC กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดสามารถผลิตกำลังขับเคลื่อนออกมาได้สูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 1,000-1,500 รอบ/นาทีสำหรับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ 16.9 กก.-ม.สำหรับเกียร์ CVT

นอกจากจะขายในญี่ปุ่นแล้ว ฮอนด้ายังส่ง CR-Z ขายในตลาดทั่วโลก ซึ่งก็รวมถึงสหรัฐอเมริกา และยุโรป



Mini Countryman : แตกไอเดียสู่ตลาดเอสยูวี

มินิไม่ได้หยุดการสร้างความฮือฮาและความน่าสนใจของตัวรถอยู่แค่ตัวถังแฮทช์แบ็ก หรือแวกอนที่ถูกเรียกว่า Clubman แต่ยังนำเสนอทางเลือกใหม่ในแบบยกสูงสำหรับเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ในแบบสันทนาการตามแบบฉบับเอสยูวี

เวอร์ชันนี้ถูกเรียกว่า Countryman ซึ่งทุกรายละเอียดของตัวรถถูกออกแบบใหม่ และโดดเด่นกับตัวถังในแบบ 5 ประตูที่ถูกยกสูง โดยแชร์รายละเอียดทางวิศวกรรมร่วมกับมินิ คูเปอร์รุ่นปัจจุบันในรหัส R56 พร้อมทางเลือกของเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เทอร์โบดีเซล 90 แรงม้าไปจนถึงเทอร์โบเบนซินตัวแรง 184 แรงม้า

สำหรับระบบขับเคลื่อนถูกพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อเอสยูวีรุ่นนี้โดยเฉพาะ เป็นแบบ 4 ล้อตลอดเวลาที่เรียกว่า ALL4 โดยในการขับจะมีการแปรผันการกระจายกำลังของเครื่องยนต์ไปสู่ล้อหน้าและหลัง ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน



Ford Focus : หนึ่งเดียวขายทั่วโลก

เปิดตัวออกมาในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ พร้อมกับแนวคิด One Ford เหมือนกับซับคอมแพ็กต์รุ่นเฟียสต้า โดยเน้นไปที่การใช้รูปลักษณ์เดียวสำหรับขายในตลาดทั่วโลก โดยตัวถังเปิดตัวออกมามีทั้งซีดาน 4 ประตู แฮทช์แบ็ก 5 ประตู และสเตชันแวกอน โดยในช่วงปลายปีมีการสร้างสีสันและความน่าสนใจ กับตัวแรงในรหัส ST กับเครื่องยนต์เทอร์โบ 2,000 ซีซี ซึ่งมีกำลังถึง 250 แรงม้า

เรื่องของการออกแบบนั้น โฟกัสใหม่จะใช้แนวทางที่เรียกว่า Kinetic Design สำหรับสร้างสรรค์รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งตัวรถได้รับการพัฒนาโดยทีมงานฟอร์ดยุโรป ประเทศเยอรมนี ขณะที่ระบบส่งกำลังได้รับการพัฒนาจากศูนย์ปฏิบัติงานด้านเทคนิคของฟอร์ดใน เมืองดันตัน ประเทศอังกฤษเครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีอีโคบู๊สต์ 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ไดเร็กอินเจ็กชั่น และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,600 ซีซี รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล ทีดีซีไอ ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะ พร้อมลดอัตราบริโภคน้ำมันลงได้ 10-20% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยังมีขุมพลังเบนซิน Ti-VCT ไดเร็กอินเจ็คชั่น 2,000 ซีซีพร้อมระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ Twin Independent Variable Camshaft Timing (Ti-VCT) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้จะให้พละกำลังเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ดูราเทค 2,000 ซีซีรุ่นปัจจุบัน

แม้จะเปิดตัวให้เห็นก่อน แต่ทว่าการทำตลาดของโฟกัสจะเริ่มในปี 2011



Peugeot 508 : การกลับมาของรหัส 5

การเปิดตัวของ 508 ใหม่มาพร้อมกับการรื้อรูปแบบและตำแหน่งทางการตลาดกันใหม่อีกครั้งสำหรับรถยนต์ในกลุ่มครอบครัวของเปอโยต์ ซึ่งแต่เดิมนับจากต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา งานนี้ตกอยู่กับรถยนต์ในรหัส 4 แต่ในตอนนี้เปอโยต์นำรหัส 5 กลับมาลุยตลาด D-Segment และส่งรหัส 4 ไปขายในกลุ่ม C-Segment โดยเป็นการนำรุ่น 308 ซีดานมาเปลี่ยนชื่อรุ่นขาย

508 จะได้รับการพัฒนาบนพื้นตัวถังรหัส 3 ของกลุ่ม PSA (เปอโยต์ และซีตรอง) พร้อมกับสไตล์การออกแบบยุคใหม่ของเปอโยต์ ซึ่งปรากฏสู่สายตาของชาวโลกเป็นครั้งแรกกับรุ่นต้นแบบ SR1 ในวาระของการเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัทของตระกูลเปอโยต์ (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นกับธุรกิจอุตสาหกรรมอื่น) มีขายทั้งตัวถังซีดานที่มีความยาว 4,790 มิลลิเมตร และแวกอน หรือ SW ซึ่งมีความยาว 4,810 มิลลิเมตร

นอกจากเครื่องยนต์ธรรมดาแล้ว ยังมีรุ่นที่เป็น ไฮบริดพันธุ์แท้ ซึ่งเรียกว่า HYbrid4 และยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเป็นการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์แบบไหน ความจุเท่าไรกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไหน แต่ที่แน่ๆ มีกำลังขับเคลื่อนรวม 200 แรงม้า และจะมีโหมด Electric Mode ซึ่งสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ในช่วงระยะทางสั้นๆ และการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับอยู่ที่ 99 กรัมต่อการใช้งาน 1 กิโลเมตร



Bugatti Veyron Super Sport : สปอร์ตหรูฝีเท้าจัดจ้าน

รุ่นธรรมดาของเวย์รอนว่าแรงและเร้าใจแล้ว สำหรับเวอร์ชันนี้ถือเป็นที่สุดของซูเปอร์คาร์ในสายการผลิต ที่น่าจะมีแรงม้าจากโรงงานจำนวนมากที่สุด และเป็นจรวดทางเรียบที่สามารถพาผู้ขับให้ทะยานไปยังย่านความเร็วในระดับ 400 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างไม่ยากเย็น

โปรเจ็กต์นี้เป็นการพัฒนามาจากตัวต้นแบบที่ทางบูกัตตี้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำสถิติด้านความเร็วและก็ทำได้เมื่อตัวเลขความเร็วเฉลี่ย 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดเด่นของตัวรถคือ เครื่องยนต์ W16 8,000 ซีซี แบบควอดเทอร์โบ หรือเทอร์โบ 4 ตัวที่ถูกไขบูสต์ให้สามารถขยับกำลังจาก 1,001 แรงม้าในรุ่นธรรมดาขึ้นมาเป็น 1,200 แรงม้าในเวอร์ชันนี้ ขณะที่แรงบิดถูกขยับขึ้นมาเป็น 154.2 กก.-ม. และขับเคลื่อนในแบบ 4 ล้อตลอดเวลา

สำหรับรายละเอียดของตัวรถมีการปรับปรุงในบางชิ้นส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านหลักอากาสพลศาสตร์ และการทรงตัวที่ดีในขณะแล่นด้วยความเร็วสูง โดยมีการเพิ่มช่อง NACA ตรงบริเวณด้านท้ายของแผ่นหลังคาสำหรับรับอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อกเป็นแบบใหม่ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ลดน้ำหนัก และมีความทนทานต่อการบิดตัว และสำหรับลูกค้าที่ต้องการโชว์ความดิบของตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ก็สั่งทำ ได้ด้วยการเคลือบแล็คเกอร์ใสตลอดทั้งคันโดยไม่ต้องพ่นสีทับ

การผลิตมีเพียง 30 คันเท่านั้น โดย 5 คันแรกจะถูกพ่นสีและตกแต่งเหมือนกับเวอร์ชันต้นแบบที่ใช้แล่นทำสถิติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนราคาในอังกฤษจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านปอนด์ หรือ 85 ล้านบาท



Nissan LEAF : จุดเริ่มต้นศักราชใหม่ตลาด EV

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดศักราชใหม่ให้กับรถยนต์พลังไฟฟ้าพันธุ์แท้ เมื่อนิสสันนำ LEAF เปิดตัวขายในตลาด พร้อมกับกดราคาของรถยนต์ EV ให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถซื้อหามาขับได้ อีกทั้ง LEAF ยังได้รับเลือกให้เป็นคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ ECOTY-European Car of the Year 2011 อีกด้วย

ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเป็นใบเบิกทางให้รถยนต์พลังไฟฟ้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น หลังจากที่ LEAF สามารถครองใจคณะกรรมการตัดสิน และทำได้ 257 คะแนน เบียดเอาชนะรถยนต์อย่างอัลฟา จูเลียตตา และโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์ เมอริวาไปได้ และทำให้นิสสันสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองเป็นครั้งที่ 2

ชื่อ LEAF ย่อมาจาก Leading Environmentally Friendly Affordable Family car เป็นโปรเจ็กต์ที่นิสสันประกาศเริ่มทำตลาดเมื่อเดือนสิงหาคม 2009 และเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่มีขายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยการขับเคลื่อนของล้อ หน้าเป็นงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 109 แรงม้า ที่ 2,730-9,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. ที่ 0-2,730 รอบ/นาที ใช้เวลา 11.9 วินาทีสำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีความเร็วสูงสุด 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง



Mazda BT-50 / Frord Ranger : โฉมใหม่รอบุกตลาดไทยปี 2011

เปิดตัวออกมาพร้อมกันที่งานออสเตรเลี่ยน มอเตอร์โชว์ นครซิดนีย์ และแม้ว่าเมื่อก่อนทั้ง BT-50 และเรนเจอร์จะเป็นรถยนต์คันเดียวกันที่ถูกนำมาแต่งหน้าทาปากใหม่ให้แตกต่างไปตามบุคลิกของแต่ละแบรนด์ แต่ในรุ่นใหม่นี้ทั้งคู่จะแยกงานออกแบบทั้งภายนอกและภายในอย่างชัดเจน...เรียกว่าของใครของมัน

สำหรับรายละเอียดของมาสด้ายังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ นอกจากตัวรถคันจริง ขณะที่ของฟอร์ดมีการยืนยันแน่นอนแล้วว่า จะมากับแนวคิด One Ford และมีส่งขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ส่วนเครื่องยนต์เริ่มกับ บล็อก 4 สูบ Duratoq TDCi แบบ 2,200 ซีซี 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 38.2 กก.-ม. อีกรุ่นเป็นบล็อกใหม่ แบบ 5 สูบเรียงในรหัส Duratoq TDCi เหมือนกัน มีความจุกระบอกสูบ 3,200 ซีซี มีกำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 47.9 กก.-ม.

นอกจากนั้นยังมีเวอร์ชันขุมพลังเบนซิน Duratec มีความจุ 2,500 ซีซีแบบ 4 สูบ 166 แรงม้า แต่ปรับบุคลิกให้สามารถรองรับกับความหลากหลายของเชื้อเพลิงทั้ง E1000 หรือก๊าซธรรมชาติ CNG หรือก๊าซ LPG

ในบ้านเรา ว่ากันว่าฟอร์ดจะเปิดตัวขายก่อน และจากนั้นค่อยเป็นคิวของมาสด้า ซึ่งต้องรอไปจนถึงปลายปี 2011 ใครที่สนใจก็อดใจรอกันหน่อย



Aston Martin Cygnet : จิ๋วแจ๋วเอาใจแฟนแอสตัน มาร์ติน

จากต้นแบบคันสวยในที่สุดแอสตัน มาร์ตินก็เอาใจในการขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์รุ่นเล็กในชื่อ Cygnet ออกมา แต่ก็สงวนสิทธิ์เพื่อเอาใจลูกค้าของแอสตัน มาร์ตินเท่านั้น ไม่ได้ขายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ใครมาซื้อก็ได้

แอสตัน มาร์ตินนำโปรเจ็กต์มาเปิดตัวแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังเป็นแค่ต้นแบบที่เรียกเสียงฮือฮา เพราะตัวรถจริงๆ แล้วเป็นการนำเอาซิตี้คาร์รุ่น iQ ของโตโยต้ามาแต่งหน้าทาปากใหม่ และในรุ่นจำหน่ายจริง แอสตัน มาร์ตินก็ยังยึดแนวทางนี้ แม่แบบของการดัดแปลงคือ iQ รุ่นท็อปที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ทวินแคม 16 วาล์ว VVT-i ที่มีความจุ 1,329 ซีซีวางขนานกับเพลาหน้า โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้มีกำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ CVT

สำหรับค่าตัวของ Cygnet ทางแอสตัน มาร์ตินตั้งเอาไว้ที่ 30,000-50,000 ปอนด์ หรือ 1.44-2.4 ล้านบาทเท่านั้น



Toyota Vitz/Yaris : ใหม่ทั้งคันลุยญี่ปุ่น

ตอนแรกนึกว่าปี 2010 จะจบลงแบบไม่มีอะไรให้ติดตามต่อในช่วงปลายปี แต่สุดท้ายโตโยต้าทิ้งไพ่ใบเด็ดสร้างกระแส ก่อนรับปีใหม่ ด้วยการเผยโฉมเจนเนอเรชันที่ 3 ของซับคอมแพ็กต์ยอดนิยมอย่างยาริส/วิตซ์ออกมาแล้ว สดใหม่ในทุกราย ละเอียด และพร้อมลุยตลาดญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก

รุ่นใหม่มากับตัวถัง 5 ประตูที่มีความยาว 3,885 มิลลิเมตรในรุ่นปกติ พร้อมเครื่องยนต์ 3 แบบ คือ รหัส 1KR-FE แบบ 3 สูบ ทวินแคม 12 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-i 1,000 ซีซี 69 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 9.4 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

ตามด้วยรหัส 1NR-FE 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-i 1,300 ซีซี 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที และรุ่นท็อปรหัส 1NZ-FE แบบ 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว VVT-i 1,500 ซีซี 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ทุกรุ่นจับคู่กับเกียร์อัตโนมัตอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หรือ CVT

นอกจากนั้นรุ่น 1NR-FE ยังเพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งระบบที่เรียกว่า Smart Stop ซึ่งระบบจะทำการดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอดติดอยู่กับที่ แต่ถ้าไม่ต้องการใช้ก็มีปุ่มเพื่อปลดการทำงานของระบบได้ด้วย

ราคาในญี่ปุ่นตั้งเอาไว้ที่ 1,060,000-1,790,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 390,000-662,000 บาท