ไม่ต่างจากหลายปีที่ผ่านๆ มา ในปี 2010 ตลาดทั่วโลกมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาให้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ว่าในปีนี้จะไม่มีการจัดงานมอเตอร์โชว์ใหญ่ๆ อย่างแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ที่เยอรมนี และโตเกียว มอเตอร์โชว์ที่ญี่ปุ่น แต่ทว่าผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ก็ยังร่วมกันสร้างสีสัน และความน่าสนใจให้กับปี 2010 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ๆ ออกมาหลายรุ่น "ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง"รวบรวมรถยนต์ในสายการผลิต 10 รุ่นที่ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2010 และได้รับความสนใจจากนักขับทั่วโลก ซึ่งก็น่าจะรวมถึงชาวไทยด้วย ส่วนจะถูกใจใครมากน้อย แค่ไหน ลองมาดูกัน
| Alfa Giulietta : กลับมาเติมความเร้าใจ เลิกทำตลาดไปนานหลายปี หลังจากเคยสร้างความโดดเด่นในยุคทศวรรษที่ 1980 ในตอนนี้ อัลฟาปัดฝุ่นนำชื่อจูเลียตต้ากลับมาอีกครั้ง เพื่อรุกตลาดในกลุ่มคอมแพ็กต์คาร์ระดับหรู ประกบกับความหรูรุ่นเล็กจากเยอรมนีอย่างออดี้ เอ3 และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 1 คันจริงๆ ถูกเปิดตัวให้เห็นครั้งแรกที่เจนีวา มอเตอร์โชว์ เดือนมีนาคม พร้อมตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู และเครื่องยนต์ที่ขายก็มีเบนซิน 2 รุ่น 1,400 ซีซี แต่รีดกำลังด้วยเทอร์โบในชื่อ TB ซึ่งในรุ่นธรรมดามีกำลังอยู่ที่ 120 แรงม้า ส่วนรุ่นแรงในชื่อ MultiAir ขยับขึ้นมาเป็น 170 แรงม้า ส่วนเทอร์โบดีเซลมีทั้งแบบ 1,600 ซีซี 105 แรงม้า และ 2,000 ซีซีซึ่งมีให้เลือก 2 รุ่นคือ 140 และ 170 แรงม้า ขณะที่ความเร้าใจในแบบ Clover Leaf หรือ 'Quadrifoglio Verde' (ซึ่งเมื่อก่อนในยุค 147 ใช้ชื่อ GTA) จะแรงและเร้าใจกับเครื่องยนต์ 4 สูบ 1,700 ซีซี เทอร์โบ ที่รีดกำลังออกมาได้ 235 แรงม้าเลยทีเดียว ถือเป็นรถฮ็อตอีกรุ่นจากฝั่งยุโรปและมีการถูกเสนอชื่อเพื่อชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของยุโรป แต่ก็ทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 2 เท่านั้น
| |  | Honda CR-Z : ถึงเป็นไฮบริด แต่ก็สปอร์ตได้ อินไซท์ที่ถูกเปิดตัวขายเมื่อปี 2009 ช่วยทำให้ฮอนด้าสามารถสร้างกระแสรถยนต์ไฮบริดแบบ Dedicated (หมายถึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ) ที่ตัวเองห่างหายไปนานให้กลับมาได้ และในปีต่อมาฮอนด้าก็ตอกย้ำการรุกตลาดไฮบริดอีกครั้งด้วยความสปอร์ตบนตัวถังคูเป้ภายใต้ชื่อ CR-Z สำหรับชื่อรุ่น CR-Z เป็นตัวย่อของคำว่า Compact Renaissance Zero และแม้ว่าจะเป็นชื่อใหม่ แต่ว่ากันว่างานออกแบบทั้งภายนอกและภายในของ CR-Z มีกลิ่นอายและเป็นการสานต่อมาจากรถสปอร์ตขนาดเล็กชื่อดังของฮอนด้าในยุค 1980-1990 อย่าง CR-X CR-Z ถือเป็นรถยนต์ไฮบริดอีกรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รถยนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะมีการพยายามทำราคาขายให้ถูกลงด้วยการแชร์พื้นฐานร่วมกับรถยนต์ที่มีอยู่ และจากระยะฐานล้อ 2,430 มิลลิเมตร บวกกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชันบีม H-Shape ทำให้เชื่อว่า CR-Z น่าจะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับซับคอมแพ็กต์รุ่นแจ๊ซ/ฟิต เช่นเดียวกับที่อินไซท์ใหม่ จึบงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง หน้าที่ในการขับเคลื่อนเป็นงานของบคู่ใหม่ระหว่างขุมพลังเบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี i-VTEC กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดสามารถผลิตกำลังขับเคลื่อนออกมาได้สูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 1,000-1,500 รอบ/นาทีสำหรับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ 16.9 กก.-ม.สำหรับเกียร์ CVT นอกจากจะขายในญี่ปุ่นแล้ว ฮอนด้ายังส่ง CR-Z ขายในตลาดทั่วโลก ซึ่งก็รวมถึงสหรัฐอเมริกา และยุโรป
|
| Mini Countryman : แตกไอเดียสู่ตลาดเอสยูวี มินิไม่ได้หยุดการสร้างความฮือฮาและความน่าสนใจของตัวรถอยู่แค่ตัวถังแฮทช์แบ็ก หรือแวกอนที่ถูกเรียกว่า Clubman แต่ยังนำเสนอทางเลือกใหม่ในแบบยกสูงสำหรับเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ในแบบสันทนาการตามแบบฉบับเอสยูวี เวอร์ชันนี้ถูกเรียกว่า Countryman ซึ่งทุกรายละเอียดของตัวรถถูกออกแบบใหม่ และโดดเด่นกับตัวถังในแบบ 5 ประตูที่ถูกยกสูง โดยแชร์รายละเอียดทางวิศวกรรมร่วมกับมินิ คูเปอร์รุ่นปัจจุบันในรหัส R56 พร้อมทางเลือกของเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เทอร์โบดีเซล 90 แรงม้าไปจนถึงเทอร์โบเบนซินตัวแรง 184 แรงม้า สำหรับระบบขับเคลื่อนถูกพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อเอสยูวีรุ่นนี้โดยเฉพาะ เป็นแบบ 4 ล้อตลอดเวลาที่เรียกว่า ALL4 โดยในการขับจะมีการแปรผันการกระจายกำลังของเครื่องยนต์ไปสู่ล้อหน้าและหลัง ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน
|
| |  | Ford Focus : หนึ่งเดียวขายทั่วโลก เปิดตัวออกมาในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ พร้อมกับแนวคิด One Ford เหมือนกับซับคอมแพ็กต์รุ่นเฟียสต้า โดยเน้นไปที่การใช้รูปลักษณ์เดียวสำหรับขายในตลาดทั่วโลก โดยตัวถังเปิดตัวออกมามีทั้งซีดาน 4 ประตู แฮทช์แบ็ก 5 ประตู และสเตชันแวกอน โดยในช่วงปลายปีมีการสร้างสีสันและความน่าสนใจ กับตัวแรงในรหัส ST กับเครื่องยนต์เทอร์โบ 2,000 ซีซี ซึ่งมีกำลังถึง 250 แรงม้า เรื่องของการออกแบบนั้น โฟกัสใหม่จะใช้แนวทางที่เรียกว่า Kinetic Design สำหรับสร้างสรรค์รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งตัวรถได้รับการพัฒนาโดยทีมงานฟอร์ดยุโรป ประเทศเยอรมนี ขณะที่ระบบส่งกำลังได้รับการพัฒนาจากศูนย์ปฏิบัติงานด้านเทคนิคของฟอร์ดใน เมืองดันตัน ประเทศอังกฤษเครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีอีโคบู๊สต์ 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ไดเร็กอินเจ็กชั่น และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,600 ซีซี รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล ทีดีซีไอ ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะ พร้อมลดอัตราบริโภคน้ำมันลงได้ 10-20% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีขุมพลังเบนซิน Ti-VCT ไดเร็กอินเจ็คชั่น 2,000 ซีซีพร้อมระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ Twin Independent Variable Camshaft Timing (Ti-VCT) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้จะให้พละกำลังเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ดูราเทค 2,000 ซีซีรุ่นปัจจุบัน แม้จะเปิดตัวให้เห็นก่อน แต่ทว่าการทำตลาดของโฟกัสจะเริ่มในปี 2011
|
| |  | Peugeot 508 : การกลับมาของรหัส 5 การเปิดตัวของ 508 ใหม่มาพร้อมกับการรื้อรูปแบบและตำแหน่งทางการตลาดกันใหม่อีกครั้งสำหรับรถยนต์ในกลุ่มครอบครัวของเปอโยต์ ซึ่งแต่เดิมนับจากต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา งานนี้ตกอยู่กับรถยนต์ในรหัส 4 แต่ในตอนนี้เปอโยต์นำรหัส 5 กลับมาลุยตลาด D-Segment และส่งรหัส 4 ไปขายในกลุ่ม C-Segment โดยเป็นการนำรุ่น 308 ซีดานมาเปลี่ยนชื่อรุ่นขาย 508 จะได้รับการพัฒนาบนพื้นตัวถังรหัส 3 ของกลุ่ม PSA (เปอโยต์ และซีตรอง) พร้อมกับสไตล์การออกแบบยุคใหม่ของเปอโยต์ ซึ่งปรากฏสู่สายตาของชาวโลกเป็นครั้งแรกกับรุ่นต้นแบบ SR1 ในวาระของการเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัทของตระกูลเปอโยต์ (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นกับธุรกิจอุตสาหกรรมอื่น) มีขายทั้งตัวถังซีดานที่มีความยาว 4,790 มิลลิเมตร และแวกอน หรือ SW ซึ่งมีความยาว 4,810 มิลลิเมตร นอกจากเครื่องยนต์ธรรมดาแล้ว ยังมีรุ่นที่เป็น ไฮบริดพันธุ์แท้ ซึ่งเรียกว่า HYbrid4 และยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเป็นการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์แบบไหน ความจุเท่าไรกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไหน แต่ที่แน่ๆ มีกำลังขับเคลื่อนรวม 200 แรงม้า และจะมีโหมด Electric Mode ซึ่งสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ในช่วงระยะทางสั้นๆ และการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับอยู่ที่ 99 กรัมต่อการใช้งาน 1 กิโลเมตร
|
| |  | Bugatti Veyron Super Sport : สปอร์ตหรูฝีเท้าจัดจ้าน รุ่นธรรมดาของเวย์รอนว่าแรงและเร้าใจแล้ว สำหรับเวอร์ชันนี้ถือเป็นที่สุดของซูเปอร์คาร์ในสายการผลิต ที่น่าจะมีแรงม้าจากโรงงานจำนวนมากที่สุด และเป็นจรวดทางเรียบที่สามารถพาผู้ขับให้ทะยานไปยังย่านความเร็วในระดับ 400 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างไม่ยากเย็น โปรเจ็กต์นี้เป็นการพัฒนามาจากตัวต้นแบบที่ทางบูกัตตี้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำสถิติด้านความเร็วและก็ทำได้เมื่อตัวเลขความเร็วเฉลี่ย 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดเด่นของตัวรถคือ เครื่องยนต์ W16 8,000 ซีซี แบบควอดเทอร์โบ หรือเทอร์โบ 4 ตัวที่ถูกไขบูสต์ให้สามารถขยับกำลังจาก 1,001 แรงม้าในรุ่นธรรมดาขึ้นมาเป็น 1,200 แรงม้าในเวอร์ชันนี้ ขณะที่แรงบิดถูกขยับขึ้นมาเป็น 154.2 กก.-ม. และขับเคลื่อนในแบบ 4 ล้อตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดของตัวรถมีการปรับปรุงในบางชิ้นส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านหลักอากาสพลศาสตร์ และการทรงตัวที่ดีในขณะแล่นด้วยความเร็วสูง โดยมีการเพิ่มช่อง NACA ตรงบริเวณด้านท้ายของแผ่นหลังคาสำหรับรับอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อกเป็นแบบใหม่ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ลดน้ำหนัก และมีความทนทานต่อการบิดตัว และสำหรับลูกค้าที่ต้องการโชว์ความดิบของตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ก็สั่งทำ ได้ด้วยการเคลือบแล็คเกอร์ใสตลอดทั้งคันโดยไม่ต้องพ่นสีทับ การผลิตมีเพียง 30 คันเท่านั้น โดย 5 คันแรกจะถูกพ่นสีและตกแต่งเหมือนกับเวอร์ชันต้นแบบที่ใช้แล่นทำสถิติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนราคาในอังกฤษจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านปอนด์ หรือ 85 ล้านบาท
|
| |  | Nissan LEAF : จุดเริ่มต้นศักราชใหม่ตลาด EV ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดศักราชใหม่ให้กับรถยนต์พลังไฟฟ้าพันธุ์แท้ เมื่อนิสสันนำ LEAF เปิดตัวขายในตลาด พร้อมกับกดราคาของรถยนต์ EV ให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถซื้อหามาขับได้ อีกทั้ง LEAF ยังได้รับเลือกให้เป็นคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ ECOTY-European Car of the Year 2011 อีกด้วย ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเป็นใบเบิกทางให้รถยนต์พลังไฟฟ้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น หลังจากที่ LEAF สามารถครองใจคณะกรรมการตัดสิน และทำได้ 257 คะแนน เบียดเอาชนะรถยนต์อย่างอัลฟา จูเลียตตา และโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์ เมอริวาไปได้ และทำให้นิสสันสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองเป็นครั้งที่ 2 ชื่อ LEAF ย่อมาจาก Leading Environmentally Friendly Affordable Family car เป็นโปรเจ็กต์ที่นิสสันประกาศเริ่มทำตลาดเมื่อเดือนสิงหาคม 2009 และเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่มีขายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยการขับเคลื่อนของล้อ หน้าเป็นงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 109 แรงม้า ที่ 2,730-9,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. ที่ 0-2,730 รอบ/นาที ใช้เวลา 11.9 วินาทีสำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีความเร็วสูงสุด 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง
|
| |  | Mazda BT-50 / Frord Ranger : โฉมใหม่รอบุกตลาดไทยปี 2011 เปิดตัวออกมาพร้อมกันที่งานออสเตรเลี่ยน มอเตอร์โชว์ นครซิดนีย์ และแม้ว่าเมื่อก่อนทั้ง BT-50 และเรนเจอร์จะเป็นรถยนต์คันเดียวกันที่ถูกนำมาแต่งหน้าทาปากใหม่ให้แตกต่างไปตามบุคลิกของแต่ละแบรนด์ แต่ในรุ่นใหม่นี้ทั้งคู่จะแยกงานออกแบบทั้งภายนอกและภายในอย่างชัดเจน...เรียกว่าของใครของมัน สำหรับรายละเอียดของมาสด้ายังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ นอกจากตัวรถคันจริง ขณะที่ของฟอร์ดมีการยืนยันแน่นอนแล้วว่า จะมากับแนวคิด One Ford และมีส่งขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ส่วนเครื่องยนต์เริ่มกับ บล็อก 4 สูบ Duratoq TDCi แบบ 2,200 ซีซี 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 38.2 กก.-ม. อีกรุ่นเป็นบล็อกใหม่ แบบ 5 สูบเรียงในรหัส Duratoq TDCi เหมือนกัน มีความจุกระบอกสูบ 3,200 ซีซี มีกำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 47.9 กก.-ม. นอกจากนั้นยังมีเวอร์ชันขุมพลังเบนซิน Duratec มีความจุ 2,500 ซีซีแบบ 4 สูบ 166 แรงม้า แต่ปรับบุคลิกให้สามารถรองรับกับความหลากหลายของเชื้อเพลิงทั้ง E1000 หรือก๊าซธรรมชาติ CNG หรือก๊าซ LPG ในบ้านเรา ว่ากันว่าฟอร์ดจะเปิดตัวขายก่อน และจากนั้นค่อยเป็นคิวของมาสด้า ซึ่งต้องรอไปจนถึงปลายปี 2011 ใครที่สนใจก็อดใจรอกันหน่อย
|
| Aston Martin Cygnet : จิ๋วแจ๋วเอาใจแฟนแอสตัน มาร์ติน จากต้นแบบคันสวยในที่สุดแอสตัน มาร์ตินก็เอาใจในการขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์รุ่นเล็กในชื่อ Cygnet ออกมา แต่ก็สงวนสิทธิ์เพื่อเอาใจลูกค้าของแอสตัน มาร์ตินเท่านั้น ไม่ได้ขายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ใครมาซื้อก็ได้ แอสตัน มาร์ตินนำโปรเจ็กต์มาเปิดตัวแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังเป็นแค่ต้นแบบที่เรียกเสียงฮือฮา เพราะตัวรถจริงๆ แล้วเป็นการนำเอาซิตี้คาร์รุ่น iQ ของโตโยต้ามาแต่งหน้าทาปากใหม่ และในรุ่นจำหน่ายจริง แอสตัน มาร์ตินก็ยังยึดแนวทางนี้ แม่แบบของการดัดแปลงคือ iQ รุ่นท็อปที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ทวินแคม 16 วาล์ว VVT-i ที่มีความจุ 1,329 ซีซีวางขนานกับเพลาหน้า โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้มีกำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ CVT สำหรับค่าตัวของ Cygnet ทางแอสตัน มาร์ตินตั้งเอาไว้ที่ 30,000-50,000 ปอนด์ หรือ 1.44-2.4 ล้านบาทเท่านั้น
|
| |  | Toyota Vitz/Yaris : ใหม่ทั้งคันลุยญี่ปุ่น ตอนแรกนึกว่าปี 2010 จะจบลงแบบไม่มีอะไรให้ติดตามต่อในช่วงปลายปี แต่สุดท้ายโตโยต้าทิ้งไพ่ใบเด็ดสร้างกระแส ก่อนรับปีใหม่ ด้วยการเผยโฉมเจนเนอเรชันที่ 3 ของซับคอมแพ็กต์ยอดนิยมอย่างยาริส/วิตซ์ออกมาแล้ว สดใหม่ในทุกราย ละเอียด และพร้อมลุยตลาดญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก รุ่นใหม่มากับตัวถัง 5 ประตูที่มีความยาว 3,885 มิลลิเมตรในรุ่นปกติ พร้อมเครื่องยนต์ 3 แบบ คือ รหัส 1KR-FE แบบ 3 สูบ ทวินแคม 12 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-i 1,000 ซีซี 69 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 9.4 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที ตามด้วยรหัส 1NR-FE 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-i 1,300 ซีซี 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที และรุ่นท็อปรหัส 1NZ-FE แบบ 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว VVT-i 1,500 ซีซี 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ทุกรุ่นจับคู่กับเกียร์อัตโนมัตอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หรือ CVT นอกจากนั้นรุ่น 1NR-FE ยังเพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งระบบที่เรียกว่า Smart Stop ซึ่งระบบจะทำการดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอดติดอยู่กับที่ แต่ถ้าไม่ต้องการใช้ก็มีปุ่มเพื่อปลดการทำงานของระบบได้ด้วย ราคาในญี่ปุ่นตั้งเอาไว้ที่ 1,060,000-1,790,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 390,000-662,000 บาท
|
|
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น