| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
|
|  | ปี 2554 นี้ ตลาดการแข่งขันของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สุดฮิป ในรูปทรงแผ่นกระดานชนวนอย่าง 'แท็บเล็ต' ถูกคาดการณ์จากหลายๆ ฝ่ายว่าจะเข้มข้นอย่างแรง เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา 'ไอแพด' จากค่ายแอปเปิลได้โหมโรงทำตลาดจนแต่ะละค่ายต้องเร่งสร้างผลงานออกสินค้าใหม่เพื่อให้ไม่น้อยหน้าชาวบ้านเขา แต่จุดหนึ่งที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงก็คือ การมีแท็บเล็ตที่ใช้งานแสนสะดวกในครอบครองแล้ว อาจสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่ 'ตาดู หูฟัง' เว็บไซต์ คลิปวิดีโอ รูปภาพ เพลง และภาพยนตร์ ตลอดเวลา (พ่วงแชทไปด้วยอีกอย่างถ้าใช้โทรศัพท์แบล็คเบอร์รีด้วย) ที่แน่นอนว่าจะทวีความหนักหน่วงกว่าที่ เพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เคยทำไว้อย่างแน่นอน มาดูการก่อเกิดของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่นี้กันอย่างใกล้ชิดแบบก้าวต่อก้าว เพื่อจะได้เตรียมรับมือกันอย่างเท่าทัน กูรูไอทีชี้มีสิทธิ์กลายเป็นปัจจัยที่ 6!! 10 กว่าปีก่อน มนุษย์ตาดำๆ มีปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต เพียง 4 อย่างที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่เล็กๆ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค จนกระทั่งการเกิดขึ้นของ 'โทรศัพท์มือถือ' ราคาถูก ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้อย่างไม่ยากเย็น จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงมีเพื่อใช้ชีวิตในสังคม จนถูกยกให้เป็นปัจจัยที่ 5 จนในช่วงก่อนศตวรรษที่ 21 เล็กน้อยนี่เอง ที่เครื่อง 'แท็บเล็ต' อันเป็นลูกผสมระหว่างคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ได้ออกมาเขย่าวงการเทคโนโลยีอีกรอบหนึ่ง ซึ่งรุนแรงขนาดที่ว่า ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรรายการไอที ผู้สันทัดกรณี ยังออกมาให้ความเห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ถอดด้ามนี้ มีสิทธิ์เสียบเข้ามาเป็นปัจจัยที่ 6 ต่อจากโทรศัพท์มือ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ยุคใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง “ตอนนี้จากสถิติคนใช้ไอแพดในไทยอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นคนก็จริง แต่มันเป็นแค่กระแสที่มันเริ่มต้น เพราะปี 2553 มันเริ่มชัดเจนแล้วว่าทิศทางของมันจะไปทางไหน ใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย จริงๆ ในตลาดต่างประเทศแท็บเล็ตมีหลายยี่ห้อมาก แต่ว่าเขายังไม่ได้เข้ามาทำตลาดไทย ซึ่งจากการประกาศของงาน International Consumer Electronics Show (CSE) ซึ่งเป็นงานแสดงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังของอเมริกา เขาก็ยืนยันเลยว่าปีนี้จะเกิด 'สงครามแท็บเล็ต' ขึ้นอย่างแน่นอน “แท็บเล็ตนี่มันไม่ใช่การอัพเกรดขึ้น เหมือนกับโทรทัศน์แอลซีดี แต่มันเป็นวัตกรรมใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการของคนได้ โดยมีจุดยืนเฉพาะตัวที่ต่างจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรถ้าวันหนึ่งมันจะกลายมาเป็นปัจจัยที่ 6 ของคนในยุคปัจจุบัน” อีกเหตุผลหนึ่งที่พิธีกรสาว ค่อนข้างมั่นใจอย่างมากว่าแท็บเล็ตฟีเวอร์กำลังจะเกิดขึ้น เพราะนิตยสารชื่อดังของโลกอย่าง 'ไทมส์' ถึงขั้นยกให้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกชิ้นนี้เป็น 1 ใน 50 นวัตกรรมของโลกเลยทีเดียว “ถ้าถามว่าอะไรคือจุดแข็งของแท็บเล็ต มันคือเรื่องของความเร็ว เปิดปุ๊บติดปั๊บเหมือนโทรศัพท์มือถือไม่ต้องใช้เวลาบูทเครื่องนานๆ ซึ่งมันทำให้เราทำงานสะดวกมากขึ้น เช่น อาจจะจดโน้ตในการทำงาน เข้าเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาข้อมูลเฉพาะหน้าเวลาประชุม รวมถึงยังสามารถใช้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ซึ่งมันตอบสนองไลฟ์สไตล์ระดับที่ไม่ซีเรียสมาก คือถ้าจะเอามาตัดต่อวิดีโอ พิมพ์รายงาน หรืออะไรก็คงไม่สะดวกนัก มันจะคล้ายกับการเป็นมือถือเครื่องโตๆ ของเรามากกว่าในแง่การพกพา แต่จะใช้งานต่างกัน” โปรดระวัง! มนุษย์ไอที 'อดทนต่ำ + ฉุนเฉียวง่าย' แน่นอนว่าทุกๆ อย่างในโลกย่อมมีทั้งด้านดีและด้านร้าย นวัตกรรมใหม่ถอดด้ามอย่างแท็บเล็ต ก็มีกับเขาบ้างเหมือนกัน เพราะขนาดกูรูไอทีอย่าง ฉัตรปวีณ์ ก็ยังยอมรับว่าเธอ 'ติด' ไอแพดไปเรียบร้อยแล้ว “ตอนนี้ยอมรับเลยว่าติดไปซะแล้วค่ะ เพราะมันสะดวกรวดเร็วกว่าเน็ตบุ๊กที่ใช้อยู่เยอะ ซึ่งตรงนี้มันเป็นข้อเสียเหมือนกัน เพราะมันทำให้เราสามารถเสพสื่อได้อย่างครบวงจรมาก ทั้งด้านภาพและเสียง ดูหนัง ฟังเพลง เข้าเว็บไซต์ ซึ่งมันก็เหมือนกับเวลาเราใช้คอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้มันสามารถตามเราไปได้ทุกที่แล้ว เพราะฉะนั้นมันจะดึงสมาธิเราไป 'ตลอดเวลา' อย่างน้องๆ วัยเรียน ถ้ามีอยู่กับตัว ซีมั่นใจว่าเขาจะไม่ตั้งใจเรียนหรอก ถ้าเกิดเบื่อห้องเรียนขึ้นมานิดนึงก็คงแอบเอาขึ้นมาเล่น เกม เล่นเอินเทอร์เน็ต เล่นเฟซบุ๊กแล้ว" เช่นเดียวกับ แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงถึงการมาของกระแสแท็บเล็ต “เรามีการติดตามศึกษาเรื่องนี้อยู่ตลอดค่ะ ตั้งแต่อุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือยุคแรกๆ ที่ใช้คุยเพียงอย่างเดียว มาจนถึงเครื่องเกมพกพา หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่างแบล็คเบอร์รี พวกนี้จะส่งผลอย่างเดียวกันหมด คือ การอยู่กับตัวเองที่มากขึ้น เนื่องจากสามารถพาพาติดตัวไปได้ตลอดเวลา แต่อย่างแท็บเล็ตจะส่งผลให้สามารถเสพสื่อต่างๆ ได้อย่างกว้างมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คนเข้าไปอยู่ในโลกของสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ตลอดเวลา ไม่ได้จำกัดแค่การคุย หรือแชท อีกต่อไป ตรงนี้จะส่งผลให้ลดความสนใจกับสิ่งภายนอกลดลง เช่น ปัจจุบันเวลาประชุมคนก็อาจจะอยู่กับการประชุมแค่ 60-70% ที่เหลือจะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองกำลังสนใจมากขึ้น” ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ 'ทักษะทางสังคม' ของคนกลุ่มนี้จะลดลง “คนที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะมีทักษะทางสังคมลดลง เนื่องจากไม่ต้องสื่อสารกับคนรอบข้าง แต่จะโต้ตอบแค่เทคโนโลยีที่เขาพึงพอใจ หรือต่อให้สื่อสารกับคนก็จะผ่านในโลกออนไลน์ ลดโอกาสที่จะได้พบปะพูดคุยตัวเป็นๆ ลดลง เนื่องจากอุปกรณ์มันอำนวยความสะดวกมากขึ้น หรือบางกรณีก็หนักถึงขั้นว่าไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ในชีวิตประจำวันในโลกจริงเลย มีแต่เพื่อนในสังคมออนไลน์อย่างเดียวก็มี” ซึ่งหลายครั้งๆ เรามักจะซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ด้วยข้ออ้างเรื่องของ 'การทำงาน' หรือ 'ความสะดวก' แต่ท้ายที่สุดก็มักจะเพลิดเพลินไปกับ 'ของเล่นใหม่' ชิ้นนี้แทบทุกครั้งไป “ไม่ว่าด้วยเหตุผลของการซื้อมาจะคืออะไรก็ตาม แต่ท้ายที่สุดเราจะเพลิดเพลินไปกับการอุปกรณ์เหล่านี้เหมือนกับของเล่นใหม่ เพียงแต่เป็นของเล่นที่ซับซ้อนขึ้น ตอนเด็กเราอาจจะเพลิดเพลินกับอะไรง่ายๆ ได้ พอโตมาเราก็เลิกเล่นของเล่นเหล่านี้ แต่พอมีอุปกรณ์เหล่านี้มันเกิดความสนุกจากความเหนือคาดจากสิ่งใหม่ๆ ที่เราได้รับ มันจึงเปรียบได้กับของเล่นของผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรามีเหตุผลมาอ้างในการใช้ เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่เกินความพอดีเหมือนเด็กที่ติดเกม ทั้งที่จริงมันคล้ายคลึงกัน บางคนถึงขั้นเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ เลิกทำกิจกรรมอย่างอื่นไปเลยก็มี” เมื่อใช้สิ่งที่รวดเร็วมากขึ้น คนเราก็จะยิ่งเบื่อเร็วขึ้น จนต้องการสิ่งที่เร็วกว่า สะดวกกว่า ตอบสนองได้ดีกว่า ราวกับการที่ต้องการยาเสพติดที่แรงขึ้นก็ไม่ปาน “เคสที่เราเจอก็คือลูกๆ จะใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้มาก เนื่องจากโต้ตอบเขาได้เร็ว โดยที่ไม่โดนสั่งคืนด้วย (หัวเราะ) ซึ่งเด็กพวกนี้จะความอดทนต่ำ ฉุนเฉียวและหงุดหงิดง่าย แถมยังคุยกับคนจริงๆ ได้ไม่นาน เพราะจะรีบกลับไปสนใจในอุปกรณ์ของตัวเอง” ส่วนทางแก้นั้น ฉัตรปวีณ์ แนะว่ารอให้ถึงวัยทำงานแล้วค่อยถอยแท็บเล็ตมาใช้ก็ยังไม่สายเกินไป “ซีมองว่าคนที่น่าจะใช้ไอแพด น่าจะต้องเป็นวัยทำงานเป็นต้นไป เพราะจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะสมมติว่าต้องทำรายงาน หาข้อมูล พิมพ์งานจริงๆ จังๆ แท็บเล็ตมันไม่ช่วยเท่าไร แต่ถ้าเป็นการทำงาน ติดต่อคนเยอะๆ ส่งอีเมล หรือหาข้อมูลปุ๊บปั๊บเฉพาะหน้าระหว่างการประชุม ตรงนี้แท็บเล็ตจะช่วยได้มากๆ เพราะเราไม่สามารถวิ่งไปหาเครื่องคอมพ์ได้ตลอดเวลา แต่สำหรับน้องๆ สมาร์ทโฟนก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการแล้ว” นานาจิตตังเรื่อง 'แท็บเล็ต' ฟังความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญกันมาพอสมควรแล้ว จึงขอเปลี่ยนมุมมองมาดูกระแสสังคมจากคนทั่วๆ ไปกันบ้างว่าคิดเห็นกันอย่างไร สรวิศ จำนาญศิลป์ พนักงานเอกชนผู้หนึ่งที่ครอบครองเครื่อง 'ไอแพด' ให้ความเห็นในเชิงบวกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวตอบสนองความต้องการของตนได้เป็นอย่างดี “ค่าบริการของไอแพดถูกกว่าไอโฟนอีกตอนนี้ คือเราอยากได้คอมพิวเตอร์เล็กๆ สำหรับพกพาไว้ทำงานตลอดเวลา แต่เน็ตบุ๊กมันก็จะคล้ายๆ กับโน้ตบุ๊กที่มีอยู่แล้ว เลยมองหาอะไรที่ใหม่ ซึ่งมันก็เปิดใช้ได้ง่ายเร็ว โดยเวลาที่ไม่มีงานเราก็ใช้เพื่อความบันเทิงได้ด้วย ใช้มาก็รู้สึกดี สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา จอใหญ่ ภาพสวย แถมมีแอพพลิเคชันเยอะ แต่เรื่องใช้จนติดนี่ผมว่ามันไม่น่าใช่ เพราะผมมองว่ามันเหมือนตอนซาวนด์อะเบาต์ หรือวอล์กแมนฮิตใหม่ๆ เราก็เห็นคนใส่หูฟังกันเต็มไปหมด แต่เวลาอยู่กับเพื่อนมันก็ยังถอดมาคุยกัน แต่อย่างแบล็กเบอรีมันติดไม่ลืมหูลืมตาเพราะมันเน้นการคุยกับคนอื่นไง แต่แท็บเล็ตมันเป็นแค่เอนเตอร์เทนเมนต์สำหรับเรา ส่วนตัวมองว่ากว่าจะฮิตก็คงพักใหญ่ๆ เพราะต้องรอราคาให้ต่ำลงและเรื่อง 3G บ้านเราที่ยังอีกยาวไกล” ซึ่งแย้งกับความเห็นของสาวออฟฟิศอย่าง มัสลิน สินสวาท ที่มองว่าการมีเทคโนโลยีที่เร่งความเร็วชีวิตมากเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป “ส่วนตัวคิดว่ามันก็มีประโยชน์ แต่บางทีมันก็เยอะเกินไปหน่อย มันทำให้คนแบ่งเวลาชีวิตไม่ได้ จะดูหนังฟังเพลงอะไรก็เดี๋ยวนั้น คนมันจะรอไม่เป็น ความคลาสสิกของการออกไปดูหนัง ฟังเพลงสดๆ ไปทำกิจกรรมข้างนอกมันก็จะลดลงไป แค่ตอนนี้มีแบล็คเบอร์รีเวลาทานข้าวคนก็แทบไม่มองหน้ากันแล้ว ถ้ามีแท็บเล็ตกันทุกคนก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว สื่อมันเข้าถึงง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แต่เหมือนจะทำให้คนแคบลง สร้างสรรค์กันน้อยลงเสียมากกว่า” …….. เห็นชีวิตสะดวกขึ้น แต่ก็ซับซ้อนมากขึ้นขนาดนี้ ก็พานนึกไปถึงคำคมยอดฮิตในโลกไซเบอร์ ‘Life was so much easier when Apple & Blackberry were just fruits!’ (ชีวิตเคยง่ายกว่านี้ตั้งเยอะ สมัยที่แอปเปิลกับแบล็กเบอรีเป็นแค่ผลไม้!) ซึ่งไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีเหมือนกัน >>>>>>>>>> เรื่อง : ทีมข่าว CLICK ภาพ : ทีมภาพ CLICK
|
|
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น