วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ส่งท้าย 20 ปี “ฮับเบิล” กับ 20 ภาพสวยจากอวกาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์31 ธันวาคม 2553 08:38 น.


ส่งท้ายปลายปีกันด้วย 20 ภาพสวยจาก “ฮับเบิล” กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาอวกาศมาร่วม 2 ทศวรรษ ซึ่งนอกจากภาพสวยแล้วยังเป็นหลักฐานสำคัญต่อการทำความเข้าใจอวกาศและดวงดาวที่มากขึ้นด้วย

ฮับเบิล (Hubble) เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวแรกของโลกที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (Discovery) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.1990 โดยโคจรอยู่ที่ความสูง 569 กิโลเมตร ด้วยความเร็วรอบละ 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สิ่งที่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพถ่ายได้คือดวงอาทิตย์และดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป ทั้งนี้ กล้องฮับเบิลสามารถบันทึกภาพวัตถุที่เล็กขนาดเส้นผมในระยะทางไกล 1.6 กิโลเมตรได้ และส่งภาพกลับมาให้นาซาด้วยปริมาณข้อมูลสัปดาห์ละ 120 กิกะไบต์ หรือเทียบเท่ากับหนังสือในชั้นที่สูง 1,097 เมตร และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้คัดเลือก 20 ภาพที่น่าสนใจมานำเสนอ ดังนี้



ภาพคล้ายฟองสีแดงนี้คือเศษซากจากการระเบิดระหว่างดวงดาวในเมฆแมเจลแลนใหญ่ (Large Magellanic Cloud: LMC) ซึ่งเป็นกาแลกซีขนาดเล็กที่อยู่ไกลจากโลก 160,000 ปีแสง โดยเศษซากดังกล่าวเรียกว่า “เอสเอ็นอาร์ 0509” (SNR 0509)





ภาพของกระจุกดาราจักร (galaxy cluster) เอเบลล์ 1689 (Abell 1689) ซึ่งเป็นกลุ่มกาแลกซีขนาดใหญ่ที่ห่างจากโลก 2.2 พันล้านปีแสง ทั้งนี้ เราไม่สามารถบันทึกภาพสสารมืดได้โดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแผนที่สสารมืดจากการวาดเส้นโค้งจำนวนมากที่เกิดจากแสงทางพื้นหลังกาแลกซี ซึ่งแสงดังกล่าวถุกทำให้บิดเบี้ยวโดยสนามโน้มถ่วงของกระจุกกาแลกซีที่อยู่ด้านหน้า ภาพสสารมืดถูกนำเสนอเป็นรอยเปื้อนสีน้ำเงิน ทั้งนี้ความหนาแน่นและการกระจายตัวของสสารมืดจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของพลังงานมืดได้ดีขึ้น สำหรับภาพนี้ฮับเบิลบันทึกเมื่อปี 2002 ด้วยแสงธรรมชาติ





ภาพเนบิวลาคารินาหรือกระดูกงูเรือ (Carina Nebula) ที่นาซานำมาเผยแพร่ฉลองครบรอบ 20 ปีการส่งกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลขึ้นสู่วงโคจร เป็นเนบิวลาในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือซึ่งห่างจากโลก 7,500 ปีแสง ในภาพเผยให้เห็นความอลหม่านของก๊าซและฝุ่นที่กินระยะทาง 3 ปีแสงของบริเวณด้านบนเนบิวลาคล้ายเสาหินนี้ ซึ่งก๊าซและฝุ่นกำลังถูกกลืนกินโดยดาวที่สุกสว่างข้างเคียง และในบริเวณคล้ายเสาหินยังถูกจู่โจมจากดาวเกิดใหม่ที่อยู่ภายในซึ่งเราเห็นเป็นภาพของลำก๊าซที่พวยพุ่งออกมาบริเวณยอดเสา





ภาพการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วดาวเสาร์ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเป็นเหตุการ์ณที่พบได้ยาก โดยฮับเบิลบันทึกภาพนี้ได้เมื่อปี 2009 โดยแสงเหนือ-แสงใต้หรือออโรรา (aurorae) นั้น เกิดจากอนุภาคมีประจุเข้าปะทะสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ และกระตุ้นให้ก๊าซในชั้นบรรยากาศเกิดการเรืองแสง ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก





ภาพกาแลกซีแอนเทนเน (Antennae) ที่ได้จากการผสมผสานระหว่างข้อมูลกล้องฮับเบิล ซึ่งให้ภาพในส่วนสีทองและน้ำตาล กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ซึ่งให้ภาพในส่วนสีน้ำเงิน และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ซึ่งให้ภาพสีแดง กาแลกซีนี้อยู่ห่างจากโลกออกไป 62 ล้านปีแสง และแรงโน้มถ่วงจากการชนกันจึงทำให้กาแลกซีดังกล่าวมีลักษณะยาวๆ และเป็นที่มาของชื่อกาแลกซี





“ภาพเสาหลักแห่งการสร้าง” (Pillars of Creation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula) ที่เป็นแหล่งกำเนิดของดวงดาวอยู่ในกลุ่มดาวงู (Serpens) ที่ห่างจากโลก 6,500 ปีแสง ภาพนี้ถือเป็นภาพสุดคลาสสิคของฮับเบิลที่สร้างความตะลึงงันให้แก่ผู้พบเห็น โดยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.1995 ซึ่งสีของภาพนั้นเกิดการผสมภาพ 3 ภาพจากการปลดปล่อยแสงของอะตอมที่แตกต่างกัน สีแดงนั้นเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของซัลเฟอร์ สีเขียวเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน และสีน้ำเงินเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน





ภาพใจกลางกาแลกซีกังหัน “เอ็ม51” (M51) ซึ่งมีรูป “เอกซ์” (X) สีดำตัดกลางกาแลกซี ซึ่งการเกิดรูปเอกซ์นี้ขึ้นอยู่กับดูดกลืนโดยฝุ่นและเอกซ์ยังเป็นตำแหน่งของหลุมดำที่อาจจะมีมวลเทียบเท่ากับดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์ 1 ล้านดวง โดยแถบที่เข้มที่สุดนั้นอาจเป็นขอบวงแหวนฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ส่วนอีกขอบนั้นอาจจะอีกวงแหวนหรือก๊าซที่หมุนวน





ภาพที่คล้าย “ดวงตาของพ่อมดซอรอน” (Sauron) ในภาพยนตร์และนิยายเรื่อง “ลอร์ดออฟเดอะริง” (The Lord of the Rings) นี้ คือภาพเนบิวลาตาแมว (Cat's Eye Nebula) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ เอ็นจีซี 6543 ซึ่งเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์แรกที่ถูกค้นพบ และยังเป็น1 ในเนบิวลาที่ซับซ้อนที่สุดในอวกาศ





ภาพดาวพฤหัสบดีและการเรียงกันของดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง คือ ไอโอ (Io) แกนีมีด (Ganymede) และคาลลิสโต (Callisto) ด้านหน้าดาวเคราะห์ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก โดยในภาพนี้จะเห็นจุดดำ 3 จุดซึ่งเป็นเงาของดวงจันทร์ จุดขาว 1 จุดซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์ไอโอ และจุดฟ้าอีก 1 จุด ซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์แกนีมีด แต่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพดวงจันทคาลลิสโตที่ด้านขวาของดาวพฤหัส โดยเห็นเพียงเงาอยู่ด้านขวาบน





ภาพแสงออโรราหรือแสงเหนือบนขั้วเหนือของดาวพฤหัสบดี





ภาพซูเปอร์โนวา 1987เอ (Supernova 1987A) ซึ่งมีแสงสว่างล้อมรอบราวไข่มุก





ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือกของเราซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวมวลยักษ์ก่อตัวขึ้น ภาพนี้เป็นภาพในย่านรังสีอินฟราเรดที่คมชัดที่สุด และเกิดจากการผสมผสานข้อมูลจากกล้องฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดสปิตเซอร์ (Spitzer)





วงแหวนรอบๆ บริเวณที่น่าจะเป็นหลุมดำในกาแลกซี เอ็นจีซี 4261 (NGC 4261)





ภาพพลวัตของแสงออโรราที่ขั้วดาวเสาร์





ภาพดาวอังคารในนาทีที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 60,000 ปี เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2003 โดยในภาพนี้บันทึกขณะที่ดาวแดงอยู่ห่างโลก 55,757,930 กิโลเมตร





ภาพสวยราวกับภาพวาดมากกว่าจะเป็นภาพถ่ายอวกาศนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของการผสานข้อมูลระหว่างกล้องฮับเบิลและสปิตเซอร์ของนาซา ซึ่งบันทึกภาพเนบิวลานายพราน (Orion nebula) ในย่านรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลตและแสงที่ตามองเห็น โดยภาพนี้ "ถูกแต่งแต้ม" ด้วยดาวเกิดใหม่ที่ห่อตัวด้วยผ้าอ้อมแห่งก๊าซและฝุ่นที่มีความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตสูงและมีกระแสลมรุนแรงระหว่างดวงดาวเป็นเหมือน "พู่กัน" ระบายสีให้ภาพนี้





ภาพดาวยูเรนัสดาวเคราะห์วงนอกของระบบสุริยะ ซึ่งเผยให้เห็นวงแหวนและดวงจันทร์บริวาร 6 ดวง ในภาพเราเห็นวงแหวนนอกสุดที่มีความสว่างมากอยู่ด้านล่างของดาวเคราะห์ ซึ่งวงแหวนนี้สร้างขึ้นจากฝุ่นและและกรวดก้อนเล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างบางๆ สำหรับดวงจันทร์ที่มุมขวาล่างซึ่งสว่างที่สุดนั้นคือดวงจันทร์แอเรียล (Ariel) ที่มีพื้นผิวปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนดวงจันทร์ที่เหลือเรียงตามเข็มนาฬิกาจากดวงที่อยู่บนสุดคือ เดสเดโมนา (Desdemona) เบลินดา (Belinda) พอร์เชีย (Portia) เครสซิดา (Cressida) และพัค (Puck) สำหรับภาพนี้บันทึกเมื่อเดือน ส.ค.2003





ภาพการเปลี่ยนแปลงบนผิวดาวพลูโต (Pluto) อดีตดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นดาวแคระเคราะห์ โดยภาพที่ได้บันทึกขึ้นระหว่างปี 2002-2003 แต่กล้องฮับเบิลไม่ละเอียดพอที่จะบันทึกภาพหลุมและภูเขาบนดาว และภาพสีส้ม-ดำบนพื้นผิวลางๆ ที่บันทึกได้นั้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งสีทั้งหมดที่เห็นนั้นเชื่อว่าเป็นผลจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ที่สลายก๊าซมีเทนบนผิวดาวพลูโต จึงทำให้เกิดสีสันดังที่เห็นและคงเหลือคาร์บอนไว้จำนวนมาก





ภาพสะท้อนแสงของเนบิวลาที่ไม่มีแสงในตัวเอง แต่ส่องสว่างเพราะแหล่งกำเนิดแสงที่ฝังตัวอยู่ภายใน เหมือนแสงจากหลอดไฟบนท้องถนนสะท้อนให้เห็นหมอก และดาวเกิดใหม่ที่เห็นสุกสว่างอยู่กลางๆ ภาพนั้นทำให้เนบิวลา เอ็นจีซี 1999 (NGC 1999) นี้สว่างไสว โดยก๊าซและฝุ่นของเนบิวลาหลงเหลือจากการก่อเกิดดวงดาว

ปิดท้ายด้วยภาพแรกของฮับเบิลที่อาจไม่สวยงามนักแต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ...





ภาพแรกที่ฮับเบิลส่งภาพเป็นภาพกระจุกดาว เอ็นจีซี 3532 (NGC 3532) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพเดียวกันที่บันทึกโดยกล้องจากหอดูดาวลาสคัมปานัส (Las Campanas Observatory) สถาบันคาร์เนกีในวอชิงตัน (Carnegie Institute of Washington) ในภาพซ้ายแล้ว ภาพจากฮับเบิล (ขวา) มีความคมชัดกว่า

กล้องฮับเบิลนั้นผ่านการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อยู่หลายครั้ง และมีการปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา ซึ่งนาซาเชื่อว่าจะยืดอายุการใช้งานกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันเป็นตำนานนี้ออกไปได้อย่างน้อย 5 ปี จากนั้นกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นน้อง เจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) ที่มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2013 จะถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น