ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของกระทรวง พลังงาน และวิชาการดอทคอม
http://www.energy.go.th/moen/default.aspx และ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)
หากจะพูดถึงระบบการขนส่ง แน่นอนว่านอกจากรถ เครื่องบิน ก็ยังรวมไปถึงเรือด้วย ซึ่งปัจจุบันนั้น การใช้งานของเรือโดยส่วนใหญ่ จะเน้นไปที่ภาคของการท่องเที่ยวและเรือดดยสาร ซึ่งก็จะมีทั้งเสียง และฝุ่นควันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทำลายสภาวะแวดล้อม ซึ่งการไช้ชีวิตประจำวันของผู้คนที่ต้องสัญจรโดยพาหนะประเภทนี้ก็คงจะหลีก เลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเจอ แต่จะเป็นอย่างไร หากประเทศไทยมีเรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตควบคู่กับพลังงานไฟฟ้า ที่นอกจากจะช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานแล้ว ยังไร้ควัน กลิ่น และเสียงอีกด้วย
เรือพลังงานแสงอาทิตย์หรือ “เรือประหยัดพลังงาน” นับเป็นผลงาน การวิจัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ของพลอากาศโทมรกต ชาญสำรวจประธานกรรมการ บริษัท คลีนฟูเอล เอ็นเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ที่ได้คิดค้น และพัฒนาจากแนวคิดที่ว่า ถ้ามีเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีขนาดใกล้เคียง กับเรือประหยัดพลังงานที่พัฒนาขึ้นมา จำนวน 1,000 ลำ จะต้องใช้พลังงานจากน้ำมันซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศถึง ปีละ 40 ล้านลิตรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 296,400 ตันต่อปีแต่หากเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือใน ประเทศ และเป็นพลังงานสะอาด จะทำให้สามารถประหยัดได้ถึง 560
ล้านบาทต่อ ปีทีเดียว

พล อากาศโทมรกต ชาญสำรวจ
จากแนวคิดดังกล่าว จึงคิดค้นเรือโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์มีลักษณะเป็น สากล แบบ Cantamaran ขนาดระวางขับน้ำ 3.8 ตัน ยาว 7.5 เมตร กว้าง 3.05 เมตร กินน้ำลึก 0.5-0.8 เมตร สร้างด้วยไฟเบอร์กลาส ที่มีคุณสมบัติไม่เป็นสนิมน้ำหนักเบา เมื่อแตกก็สามารถอุดได้ อายุการใช้งานนานนับปีก็ยังคงสภาพเดิม นอกจากนี้ยังมีท้องเรือถึงสองท้อง เหยียบข้างเดียวก็ไม่กระดก ดังนั้นเท่ากับเรือแฝดสองลำเหยียบตรงไหนก็ไม่เอียง ไม่ล้ม และให้ความปลอดภัยอย่างแน่นอน
ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างนั้นคือ แผง Solar Cell ที่ต้องใช้เป็นจำนวน 20 แผงติดตั้งอยู่บนหลังคา คอยเก็บพลังงานลงแบตเตอรี่ ที่ประกอบด้วยมอเตอร์ 3 ตัว โดยเครื่องยนต์ ซ้าย-ขวา ชาร์จกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์หรืออาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเครื่องยนต์ ตัวกลางอาศัยกระแสไฟฟ้าที่ชาร์จจากไฟบ้าน ไว้ใช้สำรองในกรณีที่ต้องใช้ความเร็วมากๆ หรือพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการชาร์จก็จะตกวันละ 42 บาทวิ่งได้ตลอดทั้งวัน แต่หากใช้ในการให้บริการ นักท่องเที่ยวในกรณีข้ามฟากแม่น้ำอาจชาร์จ 2 วันต่อครั้ง ซึ่งก็ตกเพียงแค่วันละ 21 บาท ส่วนความเร็วในการเดินทาง ประมาณ 4-6 Knots เมื่อใช้เครื่องยนต์ซ้าย-ขวาสลับกัน ความเร็วสูงสุดมากกว่า 10 Knots เมื่อใช้มอเตอร์พร้อมกัน ทั้ง 3 ตัว (1 Knots เท่ากับ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
พลอากาศโทมรกต ชาญสำรวจ ได้ให้เหตุผลว่าเครื่องยนต์ ตัวที่ 1 กับตัวที่ 2 มีตัวเก็บพลังงานเป็น แบตเตอร์รี่ทำหน้าที่เหมือนตุ่มน้ำแสงอาทิตย์เปรียบเหมือน น้ำฝน นำมาเก็บไว้ก่อนแล้วถึงดึงมาใช้ ถ้าแสงหมด แบตเตอร์รี่ก็ทำงานไป แต่ถ้ามีแสงก็เก็บใหม่มันใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าทำในระดับประเทศต้องทำใหญ่กว่านี้ เรือต้องยาวใหญ่กว่านี้เพื่อให้ผลเต็มที่
“สิ่งที่ได้จากเรือลำนี้ก็คือ ประหยัดพลังงานไม่ต้องพึ่งน้ำมันและไม่ทำให้โลกร้อน ที่สำคัญเป็นหน้าตาของประเทศชาติ เพราะ เรามีความสามารถที่จะทำตรงนี้ได้ เรียกว่าแทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันเลย ใช้แสงอาทิตย์ วิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามฟาก เป็นเรือให้นักท่องเที่ยววิ่งไปอยุธยาแล้ววิ่งกลับนี่คือเป้าหมายหลัก เนื่องจากเรือพลังงานแสงอาทิตย์ลำนี้จะไม่มีเสียง ไม่มีควัน และไม่เปลืองน้ำมัน น่าเสียดายที่ ในบ้านเรายังไม่มีการจดทะเบียนเชิงพาณิชย์ จึงมีไว้สำหรับโชว์ได้อย่างเดียว ที่สำคัญในส่วนของต้นทุนในการสร้าง ตัวเรือ ประมาณ 400,000 บาท ต่อลำเท่านั้นเอง” นักวิจัยกล่าว
นับเป็นผลงานต้นแบบของเรือประหยัดพลังงาน ที่ในปัจจุบันมีอยู่ 2 ขนาด คือขนาดเล็ก จุได้ 5-6 ที่นั่ง มีไว้สำหรับเป็นตัวทดลอง ซึ่งเมื่อผ่านจากการทดลองขนาดเล็กจะเริ่มสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันจุได้ 20 ที่นั่ง ในส่วนของเรือลำเล็กนั้นเริ่มได้รับความสนใจจากกลุ่มธุรกิจตลาดน้ำเพื่อใช้ ในการท่องเที่ยว แต่เนื่องจากยังไม่มีการจดทะเบียนการใช้ในเชิงพาณิชย์ ผลของการใช้หรือการจำหน่ายจึงยังไม่ชัดเจนมากนัก
แน่นอนว่า หากมีการใช้พลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานชนิดอื่น ก็จะสามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิสได้มากทีเดียวและเรือ พลังงาน แสงอาทิตย์ลำนี้ก็นับเป็นเจ้าแรกในประเทศ ที่คิดค้น วิจัย และทำโดยคนไทย ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย หากต่อไปเราจะมีพาหนะที่ล้วนแล้วแต่ใช้พลังงานทดแทน ในการเดินทางคมนาคมและภาคการขนส่งในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น