วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นักวิทย์หลากสาขาร่วมวิจัยคอนเฟิร์ม "อุกกาบาตล้างโลก ทำไดโนเสาร์สูญพันธุ์"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2553 11:41 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาด ใหญ่ขึ้น
ภาพกราฟิกจำนวนเหตุการ์ณอุกกาบาต พุ่งชนโลกเมื่อ 6.5 ล้านปีก่อน (เอเอฟพี)

กราฟิกแสดงบริเวณที่ถูกอุกกาบาต ถล่มเมื่อ 6.5 ล้านปีก่อน เป็นเหตุให้ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตมากกว่าครึ่งสูญพันธุ์ (เอเอฟพี)

ครั้งหนึ่งสัตว์เลื้อยคลานอย่าง ไดโนเสาร์เคยครองโลก (รอยเตอร์)

หลังจากที่มีความพยายามล้มล้างทฤษฎี ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะ “อุกกาบาตล้างโลก” นั้น ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ 41 ชีวิตจากหลายสาขา ช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลกันอีกครั้ง และเผยหลักฐานเพื่อยืนยันว่าอุกกาบาตที่เม็กซิโกนั้น เป็นสาเหตุที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

เมื่อปี 2523 หลุยส์ อัลวาเรซ (Louis Alvarez) พร้อมลูกชาย วอลเตอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvarez) ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระบุว่า การสูญพันธุ์ ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อนหรือที่เรียกว่าการสูญพันธุ์ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี (Cretaceous-Tertiary:KT) นั้น เป็นผลมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาต

อีกทั้ง หลุมอุกกาบาตที่คาดว่าเป็นหลักฐานของการพุ่งชน ได้ถูกค้นพบต่อมาภายหลัง ณ ชิคซูลูบ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับเชิงวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ดี เอพีระบุว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นมีข้อเสนอว่า การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์อาจมีสาเหตุจากการระเบิดของภูเขาไฟหลายๆ ลูกในบริเวณที่ปัจจุบันคือเมืองเดคคันแทรปส์ ประเทศอินเดีย หรืออาจจะเกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตหลายๆ ลูก จึงเป็นเหตุให้นักวิทยาศาสตร์ 41 คน ซึ่งมีทั้งนักธรณีวิทยา นักบรรพชีวินวิทยา และนักวิจัยสาขาอื่นๆ มารวมตัวกันเพื่อทบทวนข้อมูลใหม่อีกครั้ง

ผลจากการทบทวนหลักฐานที่เชื่อถือได้ตลอด 20 ปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปและยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า อุกกาบาตขนาดใหญ่ราว 15 กิโลเมตร ได้พุ่งชนบริเวณที่ปัจจุบันคือชิคซูลูบในเม็กซิโก และเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตมากกว่าครึ่งของโลกสูญพันธุ์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ปูทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลายเป็นสปีชีส์ที่ครองโลกในเวลาต่อมา

“เชื่อว่าอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้น แรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมาถึงพันล้านเท่า มันน่าจะระเบิดสสารในบรรยากาศชั้นสูง ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องที่เป็นสาเหตุให้เกิดฤดูหนาวไปทั่วโลก และขจัดสิ่งมีชีวิตบนโลกไปจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่วัน” รายงานของ นักวิจัยซึ่งระบุไว้ในวารสารไซน์ (Science) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 41 คน คาดหวังว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นจะหยุดการถกเถียงว่าอะไรเป็นสาเหตุของการ สูญพันธุ์ในยุค ครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี

สำหรับคำถกเถียงว่า สาเหตุที่ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตคล้ายนก รวมถึงสัตว์เลื้อยคลายในทะเลขนาดใหญ่นั้นสูญพันธุ์ไปเพราะการระเบิดของชุด ภูเขาไฟหลายๆ ลูกในบริเวณอินเดียปัจจุบันเมื่อ 1.5 ล้านปีก่อน และการปะทุของภูเขาไฟได้พ่นหินหนืดลาวาผ่านเมืองเดคคันแทรปส์ในตอนกลางตะวัน ตกของอินเดียและมีปริมาณมากกว่าความจุของทะเลดำถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้ชั้นบรรยากาศทั่วโลกหนาวเย็นและเกิดฝนกรด ไปทั่วโลก

อย่างไรก็ดี หลักฐานที่นำมาศึกษาและเผยแพร่ลงในวารสารไซน์นั้น แสดงให้เห็นว่า ระบบนิเวศน์ทางทะเลและบนบกนั้นถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วในยุคการสูญพันธุ์ครี ตาเชียส-เทอร์ทิอารี นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ยอมรับว่าภูเขาไฟเป็นสาเหตุ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

แม้ว่าจะมีหลักฐานถึงการปะทุของภูเขาไฟในเดคคันแทรปส์ใน ช่วงเวลาดังกล่าว แต่ระบบนิเวศน์ทางทะเลและบนบกแสดงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วง 500,000 ปี ก่อนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี ข้อมูลจากแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์และข้อมูลการสำรวจชี้ว่า การปลดปล่อยก๊าซหลายๆ ชนิด เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ เป็นต้น ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ส่งผลระยะสั้นต่อโลก และไม่ใช่สาเหตุเพียงพอในการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทั้งบนบกและในทะเล ให้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว” ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ระบุ

กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอุกกาบาตที่ชิคซูลูบได้กำจัดเทอโรซอร์ (ไดโนเสาร์มีปิกบินได้) ไดโนเสาร์ พร้อมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยข้อมูลจาก โจแอนนา มอร์แกน (Joanna Morgan) นักธรณีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) อังกฤษ ผู้ร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่าการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่นั้น ได้ก่อให้เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวที่วัดความรุนแรงได้มากกว่า 10 ริกเตอร์ และเกิดการเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกซึ่งทำให้เกิดสึนามิได้

“อุกกาบาตพุ่งชนโลกด้วยความเร็วกว่าลูกกระสุน 20 เท่า แล้วระเบิดกลายเป็นหินและก๊าซร้อน ซึ่งจะเผาไหม้สิ่งมีชีวิตซึ่งไม่อาจหาที่กำบังได้ในทันที” กาเรธ คอลลินส์ (Gareth Collins) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจกล่าว และมอร์แกนได้เสริมว่า เมื่อเถ้าถ่านจากการระเบิดนั้นถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง จะปกคลุมโลกทั้งใบให้ตกอยู่ในความมืด และเป็นสาเหตุของฤดูหนาวที่เกิดขึ้นทั่วโลก และฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอันทารุณได้

อีกข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ไดโนเสาร์ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารีสูญพันธุ์เนื่องจากอุกกาบาตขนาดมหึมาแต่ ไม่ได้เกิดจากภูเขาไฟระเบิด คือ ร่องรอยการสั่นสะเทือนของแร่ควอตซ์ในชั้นหินช่วงปลายๆ ของยุคการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแร่ควอตซ์สั่นสะเทือนเมื่อถูกมวลมหาศาลพุ่งชนอย่างรวดเร็ว อย่างกรณีอุกกาบาตขนาด 15 กิโลเมตรที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 20 เท่าของลูกกระสุน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น