วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Community Biogas in Denmark พลังงานชุมชน : บทเรียนจากเดนมาร์ก

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) และวิชาการดอทคอม
http://www.efe.or.th/home.php





วันนี้จาคอบไปทำงานในฟาร์มเช้ากว่าทุกวัน เพราะว่าวันนี้รถรับมูลสัตว์จากโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพจะมารับเอามูลหมูจากเขา ไป เขาไม่ต้องเสียเงินค่ากำจัดของเสียจากฟาร์มให้กับโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพแม้ แต่น้อย เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทชุมชนนี้ขึ้น

จาคอบ มอลเลอร์ ร่วมกับเพื่อนเกษตรกรอีก 20 ราย ซึ่งส่วนมากจะทำฟาร์มวัว หรือหมู และอีกส่วนหนึ่งมีแต่พื้นที่เพาะปลูกอย่างเดียว ทั้งหมดนี้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิตก๊าซชีวภาพขึ้นในตำบลฮาสฮอย (Hashoj) โดยใช้เงินลงทุน 21 ล้านโครน (ประมาณ 115.5 ล้านบาท) พวกเขาได้รับเงินสนับสนุนการลงทุนร้อยละ 25 จากรัฐบาล ภายใต้โครงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เงินลงทุนส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะเวลา 20 ปี โดยเหล่าสมาชิกใช้ปริมาณสัตว์ที่ตนเลี้ยงค้ำประกัน ในปี 1994 บริษัทนี้ก็เริ่มเปิดดำเนินการโดยตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบรรดาสมาชิก จ้างคนทำงานทั้งหมด 2 คน คนหนึ่งขับรถตระเวนรับของเสียจากฟาร์มสมาชิก อีกคนเป็นผู้จัดการส่วนกระบวนการทำงานที่เหลือนั้นเป็นเรื่องของระบบ คอมพิวเตอร์ เพราะค่าจ้างแรงงานที่เดนมาร์กสูงเหลือเกิน

จาคอบไม่ต้องเสียเงินและก็ไม่ได้ได้เงินตอบแทนจากบริษัทก๊าซชีวภาพนี้ แต่สิ่งที่เขาสามารถประหยัดได้ทางอ้อมก็คือไม่ต้องลงทุนกับระบบกำจัดของเสีย เพราะที่เดนมาร์กมีกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้มงวดมาก นอกจากนี้ เขายังได้ปุ๋ยชีวภาพฟรีๆ เพราะเมื่อโรงงานสกัดเอาก๊าซออกไปแล้ว ก็จะนำปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกกลับมาคืนให้ถึงที่ เราสงสัยว่าคนที่เลี้ยงหมูเขาจะมีที่นากันทุกคนหรือ คำตอบก็คือเขามีกฎหมายว่าคนที่เลี้ยงสัตว์จะต้องมีพื้นที่เพาะปลูกส่วนหนึ่ง ด้วย เพื่อให้เป็นที่รองรับของเสียจากการเลี้ยงสัตว์และที่ยั่งยืนครบวงจรกว่า นั้นก็คือ ส่วนมากเขาจะปลูกข้าวบาร์เลย์ซึ่งนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้อีก

โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพสามารถรองรับของเสียได้ 150-180 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งในหนึ่งวันจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ทั้งหมด 6 พันล้านลูกบาศก์เมตร ก๊าซที่ผลิตได้จะส่งใส่ท่อไปขายต่อให้กับโรงงานผลิตความร้อนและไฟฟ้า ชุมชน* ของฮาสฮอยโดยทั้ง 2 บริษัทนี้ทำงานแยกจากกันต่างหาก กำไรที่ได้จากการดำเนินงานก็นำไปใช้คืนหนี้เงินที่กู้มา ซึ่งผลประกอบการดีมากจนคาดว่าจะสามารถใช้หนี้หมดลงได้ก่อน 20 ปีที่ได้ขอไว้ นอกจากนี้ยังใช้ไปสำหรับซ่อมแซมปรับปรุงระบบต่างๆ ของโรงงาน

อีริค ลุนด์สการ์ด ผู้จัดการโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นที่ได้ร่ำเรียนมาทาง วิศวกรรมศาสตร์ทางทะเล (Marine Engineering) ได้เล่าให้เราฟังถึงการทำงานของระบบการผลิตก๊าซชีวภาพว่า บรรดามูลสัตว์จากฟาร์มต่างๆ จะมาผสมรวมกันในบ่อพัก แล้วถูกเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้น (บ้านเขามันหนาว) จากนั้นค่อยลำเลียงไปที่แทงค์ฆ่าเชื้อด้วยระบบพาสเจอไรส์ เพื่อให้เชื้อโรคไม่พึงประสงค์ตายไปตั้งแต่ขั้นตอนนี้และไม่ทำให้ปุ๋ยชีวภาพ ที่จะออกมาเป็นพิษ จากนั้นนำไปผ่านการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ในถังหมัก ทำให้ได้ก๊าซออกมาและถูกดูดไปเข้าท่อเพื่อส่งขาย ส่วนเศษของเสียที่เหลือที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้วซึ่งแปรสภาพเป็นปุ๋ย ชีวภาพจะถูกลำเลียงไปเก็บในแทงค์เพื่อรอการขนส่งไปจ่ายแจกคืนเจ้าของต่อไป



นอกจากมูลสัตว์จากฟาร์มหมูและวัวแล้ว โรงงานแห่งนี้ยังนำของเสียจากอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ มาผสมด้วย เช่น น้ำเสีย ไขมัน หรือเศษปลา จากโรงแปรรูปปลา และโรงฆ่าสัตว์ อีริคพบว่าก๊าซจะเกิดมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่ในบ่อ ดังนั้นเขาจึงได้ทำการเก็บข้อมูล ซึ่งนอกจากจะได้ผลการทดลองเป็นสูตรต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว ทางโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพก็จะได้รายได้เป็นค่ากำจัดของเสียอีกด้วย จึงถือว่าเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างกิจการต่างๆ ในชุมชนโดยมีผลตอบแทนที่สมเหตุผล

หลังจากทราบว่าพวกเราทางเมืองไทยก็กำลังส่งเสริมการผลิตพลังงานจากของเหลือ ใช้ทางการเกษตรอย่างที่เขาทำอยู่เหมือน กัน จาคอบแสดงความเชื่อมั่นว่า “ไม่มีปัญหา ผมก็ได้ทราบมาว่าประเทศคุณทำการเกษตรกันเยอะมาก คงจะมีของเหลือใช้อยู่มากทีเดียว อย่างที่เดนมาร์กนี่ เราก็ค่อยๆ พัฒนากันมาเรื่อยๆ อย่างฟางข้าวนี่เราก็หาวิธีจัดเก็บขนส่งไปขายให้กับโรงผลิตความร้อนและไฟฟ้า จนตอนนี้เทคนิคขั้นตอนต่างๆ เริ่มอยู่ตัวแล้ว” และในแง่ของการทำงานร่วมกันของเกษตรกรกลุ่มนี้ เขากล่าวว่า “ในขั้นตอนการจัดการของที่นี่ เราใช้ระบบสหกรณ์ซึ่งพวกเราสามารถแบ่งปันความคิดเทคนิควิธีการ เครื่องไม้เครื่องมือบางอย่าง รวมทั้งผลประโยชน์ร่วมกันได้ เราเป็นประชาธิปไตยเต็มที่มีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งจะคอยตรวจสอบการทำงานของผู้จัดการโรงงานอีกทีหนึ่ง โชคดีว่าเราได้อีริคซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถและเป็นคนในพื้นที่นี้เองเป็น คนบริหาร กิจการของเราจึงเป็นไปด้วยดี”

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง พวกเขาพยายามลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องนำเข้า คือน้ำมันและถ่านหิน แต่ได้เพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งสะอาดและหาได้ในน่านน้ำของตนเอง นอกจากนี้ยังปฏิเสธการใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยรัฐสภาได้ยกพลังงานนิวเคลียร์ออกไปจากแผนพัฒนาพลังงานมาตั้งแต่ปี 1985 ในอีกแง่มุมหนึ่งเดนมาร์กเล็งเห็นศักยภาพในการผลิตพลังงานลมขึ้นใช้ภายใน ประเทศ รวมถึงพลังงานจากวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ จึงได้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนมาจนถึงระดับที่เข้มแข็ง ขณะนี้พลังงานหมุนเวียนได้ช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าให้ถึงร้อยละ 20 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดโดยครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาจากพลังงานลม และที่สำคัญรองลงมาก็คือพลังงานชีวมวล ซึ่งได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประเภทฟางข้าว เศษชิ้นไม้สับ เป็นต้น

การผลิตพลังงานจากมูลสัตว์จึงเป็นเพียงหนึ่ง ตัวอย่างของความเคลื่อนไหวอันหลากหลายจากหน่วยเล็กๆ ของสังคม เป็นระบบการผลิตพลังงานให้กับชุมชนโดยใช้แหล่งวัตถุดิบในชุมชนนั้นเอง ซึ่งมีให้พบเห็นได้อยู่ทั่วไปในเดนมาร์ก นอกเหนือไปจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาด เช่นโรงผลิตความร้อนและไฟฟ้าของเขาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวชุมชนเพื่อให้ เกิดการสูญเสียจากการลำเลียงความร้อนน้อยที่สุด โดยไม่ได้สร้างผลกระทบกับชุมชนเลย หรือถ้าเป็นโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ก็มีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเป็นอย่างดีและมีปริมาณมลพิษต่ำมาก ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินไปควบคู่กับนโยบายที่ชัดเจนของรัฐในการส่งเสริม พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน




* โรงผลิตความร้อนและไฟฟ้า (Combined Heat and Power: CHP) เป็นระบบการผลิตพลังงานที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในเดนมาร์ก เพราะในขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าก็ได้ความร้อนมาด้วย เป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการความร้อนในฤดูหนาว เพื่อทำความอบอุ่นให้อาคารและทำน้ำอุ่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น