ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือ ระหว่างมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) และวิชาการดอทคอม
http://www.efe.or.th/home.php
พืชพลังงาน หมายถึง พืชที่ให้เนื้อไม้หรือส่วนใดส่วนหนึ่งมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการใช้พลังงานจากพืชที่เป็นพลังงานสะอาด และมีการหมุนเวียนเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา หรือที่เราเรียกว่าพลังงานชีวมวลเพื่อมาทดแทนพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป
บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิดเบื้องต้นของเรื่องพืชพลังงาน ชนิดของพืชพลังงานของประเทศไทย การใช้ประโยชน์ของพืชพลังงานในระดับชุมชนและตัวอย่างมาตรการส่งเสริมของ ประเทศอังกฤษ
ทำไม ต้องปลูกพืชพลังงาน ?
การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนเชื้อเพลิงประเภทปิโตรเลียมได้รับการพัฒนาไปมาก ในหลายประเทศ เช่นในยุโรปและอินเดีย สำหรับที่ยุโรปนั้นเป็นที่ทราบกันในเรื่องการรักสิ่งแวดล้อม ผู้ซื้อเชื้อเพลิงปิโตรเลียมไม่ได้จ่ายแค่ค่าเชื้อเพลิงเท่านั้น หากแต่จะต้องจ่ายค่าภาษีสิ่งแวดล้อมสูงมากเพราะเขามีส่วนทำให้สิ่งแวดล้อม เสียหายเนื่องมาจากการใช้ปิโตรเลียม ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ และทำให้ทรัพยากรที่ไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่หมดไป เมื่อเชื้อเพลิงปิโตรเลียมแพงขึ้นก็ทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนประเภท ต่างๆ มีความคุ้มทุนง่ายขึ้น ทั้งพลังงานที่แพงอย่างแสงอาทิตย์ ลม รวมถึงการใช้ฟางข้าวที่ได้จากการเพาะปลูกและเศษไม้จากอุตสาหกรรม ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ สวีเดน มีการปลูกไม้โตเร็วขึ้นมาใช้เป็นแหล่งพลังงานชีวมวลกันเลย เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงป้อนโรงงานหรือโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอในราคาที่แน่นอน
สำหรับที่ประเทศอินเดีย นับได้ว่ามีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมากกว่า รัฐบาลอินเดียส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยเหตุผลเดียวกับประเทศไทย เพราะเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่หาได้ในท้องถิ่น ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าดีต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับภาคการเกษตร ในส่วนของพลังงานชีวมวลนั้นมีการส่งเสริมกันมาก รัฐให้การสนับสนุนทั้งเงินลงทุนและราคารับซื้อไฟฟ้า โดยชานอ้อยและแกลบเป็นวัสดุแรกๆ ที่ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญเนื่องจากรวบรวมได้ง่าย แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาแกลบได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากตันละ 250 บาท เป็น 1,800 บาท ทำให้ผู้ที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ต้องคิดถึงทางเลือกอื่นๆ ที่จะทำให้โครงการคุ้มทุนและยั่งยืน ซึ่งการปลูกพืชโตเร็วไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจ
พลังงานจากพืชในเมืองไทย
ในประเทศไทยเรามีการปลูกสวนป่ากันเป็นจำนวนมาก แต่เป็นการใช้เพื่ออุตสาหกรรมอื่น เช่น กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไม้สำเร็จรูปผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น เศษที่เหลือจากอุตสาหกรรมเหล่านั้นคือ กิ่งไม้ ปลายไม้ขนาดเล็ก ขี้เลื่อย จึงจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน และแม้ราคาแกลบและเศษไม้จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงถือว่าอยู่ในระดับราคาที่พอรับได้ การปลูกพืชพลังงานหรือที่เรียกว่า Energy Crops เพื่อเป็นเชื้อเพลิงป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้าจึงยังไม่จำเป็น นักสำหรับบ้านเรา เพราะยังไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุนในเชิงพาณิชย์ แต่ในส่วนของการปลูกพืชพลังงานในที่ดินของชุมชนเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานใน ท้องถิ่น น่าจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนให้กับ ชุมชน

พืชพลังงานโตเร็วของไทย
ข้อมูลเกี่ยวกับไม้โตเร็วในเมืองไทยที่สามารถนำมาเป็นพืชพลังงานได้ของกรม พัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มีการศึกษาพันธุ์ไม้ทั้งหมด 7 พันธุ์ ได้แก่ กระถินณรงค์ กระถินเทพา ขี้เหล็ก ประดู่ ยูคาลิปตัส สะเดาบ้าน และสะเดาเทียม หากนำไม้เหล่านี้มาตัดแล้วตากแห้งทำเป็นฟืน ไม้ฟืนที่ให้ค่าความร้อนสูงสุดได้แก่ ประดู่ รองมาคือ กระถินเทพา และยูคาลิปตัส ส่วนถ้านำมาเผาถ่าน ประดู่ก็ให้ความร้อนสูงสุดเช่นกัน รองมาคือ ยูคาลิปตัส ซึ่งมีค่าความร้อนใกล้เคียงกับไม้โกงกางที่เป็นถ่านไม้ที่ดีที่สุดและมีขี้ เถ้าน้อย (โปรดดูตารางประกอบ)
ตารางแสดงค่าความร้อนของไม้โตเร็ว

ชุมชนใดที่มีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า อาจจะเป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รอบรั้วโรงเรียนหรือชายหมู่บ้าน อาจพิจารณาปลูกพืชพลังงานเหล่านี้ไว้ใช้สอยและเพิ่มรายได้ โดยทั่วไปแล้วการปลูกต้นไม้ก็มีประโยชน์ในการให้ร่มเงา และสร้างความร่มเย็นอยู่แล้ว แต่ประโยชน์อื่นๆ ของไม้อย่าง กระถินณรงค์ และ กระถินเทพา ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถขึ้นได้ดีแม้ในสภาพดินที่คุณภาพไม่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดอื่น อีกทั้งตัวมันเองยังสามารถสร้างสารอาหารไนโตรเจนได้เอง จึงช่วยปรับสภาพดินได้ทางหนึ่ง ส่วน ขี้ เหล็ก ก็มีสรรพคุณในทางยาในทุกส่วนทั้งดอก ใบ ราก และลำต้นก็ให้พลังงานสูง ประดู่นั้นเป็นไม้เนื้อแข็ง คุณภาพดี ขายได้ราคาดี ดังนั้นจุดประสงค์หลักในการปลูกต้นประดู่คงไม่ได้ไว้ใช้เป็นพืชพลังงาน แต่กิ่งก้านและลำต้นจากการตัดสางตามระยะก็สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงที่ดี ได้ สำหรับยูคาลิปตัส เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีแม้ในดินที่เสื่อมโทรมและแห้งแล้ง ช่วยปรับสภาพดินได้ หลังตัดฟันแล้วยังแตกหน่อออกมาโดยไม่ต้องปลูกใหม่ ทำให้ได้ปริมาณไม้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง โคนต้นยังมีเห็ดขึ้นสามารถขายเพิ่มรายได้ และดอกไม้ใช้เลี้ยงผึ้งได้ด้วย ส่วนสะเดา นั้นปลูกง่าย ทนแล้ง ทนไฟ สัตว์เลี้ยงและแมลงไม่ค่อยรบกวนเพราะสะเดามีสารกำจัดแมลงอยู่ เมล็ดสะเดาสดสามารถนำมาทำยากำจัดศัตรูพืชเองได้โดยง่าย ใบและดอกก็ใช้เป็นอาหาร และหลายส่วนของลำต้นใช้เป็นยาได้ สะเดาเทียมมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสะเดา ต่างกันตรงที่สะเดาไม่ชอบที่มีน้ำมาก ขณะที่สะเดาเทียมชอบฝนมากจึงขึ้นได้ดีทางภาคใต้
นอกจากประโยชน์อื่นๆ ที่กล่าวมา ไม้ทั้ง 7 พันธุ์นี้นับเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานแก่ชุมชนได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะปลูกเพื่อหมุนเวียนตัดใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยเฉพาะหรือปลูกเพื่อวัตถุ ประสงค์อื่น แล้วใช้เศษกิ่ง ก้าน ตอ ราก เป็นพลังงาน
การนำไม้เหล่านี้มาใช้ให้พลังงานสามารถทำได้โดย
- ใช้เป็นไม้ฟืน โดยใช้คู่กับเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง
- เผาเป็นถ่าน โดยผลิตด้วยเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูง
- ใช้เศษขี้เลื่อยจากการแปรรูปไม้ ผสมกับเศษชีวมวลอื่นๆ เช่น แกลบ ชายอ้อย ใบไม้ เปลือกไม้ วัชพืช ซังข้าวโพด ขุยมะพร้าว ผสมกับผงถ่านที่เหลือทิ้ง มาอัดทำเป็นแท่งเชื้อเพลิงเขียวตากไว้ 2-3 วันให้แห้ง เพื่อใช้ทดแทนฟืนและถ่าน
- ใช้ในระบบผลิตก๊าซชีวมวล (Gasifier) ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้
- ขายต่อให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เศษไม้เป็นพลังงาน
กรณีศึกษาของประเทศอังกฤษประเทศอังกฤษมีโครงการพัฒนาชนบทที่เรียกว่า England Rural Development Programme (ERDP) อยู่ภายใต้การทำงานของกรมสิ่งแวดล้อม อาหาร และชนบท หรือ Department for Environment, Food and Rural Affairs (Defra) โครงการ ERDP ต้องการจะส่งเสริมเกษตรกรให้ทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของตลาด รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับธุรกิจในชนบทและธุรกิจของชุมชน ERDP ได้งบประมาณจากสหภาพยุโรปและรัฐบาลกลางเป็นเงิน 1,600 ล้านปอนด์ หรือ 120,000 ล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินโครงการต่างๆ เป็นเวลา 7 ปี (ตั้งแต่ปี 2543 – 2550)

โครงการ ERDP ประกอบด้วยโครงการย่อย 10 โครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ โครงการอนุรักษ์ชนบท โครงการดูแลพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมเปราะบาง โครงการปลูกพืชพลังงาน – ซึ่งเป็นโครงการที่เราจะนำเสนอในบทความนี้
เกษตรกรของอังกฤษก็คงจะประสบปัญหาเดียวกับเกษตรกรไทย นั่นก็คือราคาผลผลิตตกต่ำ การหาตลาดและประสิทธิภาพในการผลิตและจัดส่งผลิตผล ดังนั้นโครงการปลูกพืชพลังงานจึงหวังผลในหลายมิติด้วยกัน ตั้งแต่การสร้างความเจริญในชนบทให้มีพลังงานไฟฟ้าและความร้อนใช้อย่างพอ เพียงและยั่งยืน โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อลดค่าขนส่งเชื้อเพลิงและการจ่ายไฟฟ้าในระยะใกล้ กับชุมชนช่วยลดการสูญเสียในสายส่ง เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นพลังงานที่ไม่สร้างก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม ในชั้นบรรยากาศป่าที่ปลูกจะทำให้มีระบบนิเวศที่หลากหลาย อีกทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีพวกปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเมื่อเทียบกับการปลูกพืชสวน พืชไร่ชนิดอื่น และเป็นการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมโดยเริ่มส่งเสริมให้พืชพลังงานโตเร็วให้เป็น ส่วนหนึ่งของพืชเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและช่วยป้องกันปัญหา ผลผลิตล้นตลาดและราคาพืชผลตกต่ำได้
โครงการปลูกพืชพลังงานนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชพลังงานโตเร็ว (Short Rotation Coppice – SRC) เช่น Willow และ Poplar ทดแทนพืชเศรษฐกิจเดิม โดยมีเงินช่วยเหลือในการตั้งต้นเพาะปลูก (Establishment Grants Scheme) เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ที่เสียไปจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในปีแรก อีกส่วนคือการสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน ทั้งที่จะผลิตความร้อนเพื่อใช้ในครัวเรือน ผลิตความร้อนและไฟฟ้าขายในชุมชน หรือผลิตความร้อนและไฟฟ้าขายเข้าระบบสายส่ง โดย ERDP ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับทั้งตัวเกษตรกรและสำหรับผู้สนใจลงทุนในโครงการ ผลิตพลังงานจากชีวมวลประเภทนี้
สรุปแม้พืชพลังงานจะยังไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนในประเทศไทยนัก แต่ในระดับชุมชนก็ไม่ควรจะมองข้ามเพราะที่ดินเหลือใช้สามารถสร้างรายได้และ เป็นแหล่งพลังงานได้ในขณะเดียวกัน
จากกรณีศึกษาของประเทศอังกฤษจะเห็นได้ว่า ประโยชน์ของพืชพลังงานมีมากมายหลายระดับด้วยกัน และสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษให้ความสำคัญก็คือการเปลี่ยนชนิดของพืชที่ ปลูกจากพืชไร่ตามกระแสหลักมาเป็นพืชพลังงาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายกระจายความเสี่ยงและเป็นผลดีต่อ สิ่งแวดล้อม แต่สำหรับเกษตรกรชาวไทยที่สนใจจะปลูกพืชพลังงานเป็นแปลงขนาดใหญ่ ก็น่าจะทำการเปรียบเทียบรายได้ต่อไร่ต่อปีของการปลูกพืชพลังงานกับมัน สำปะหลัง ข้าวโพด หรือพืชชนิดอื่นๆ และจะต้องไม่ลืมมองหาตลาดรองรับไว้ก่อน และหากชุมชนใดมีศักยภาพที่จะริเริ่มโครงการผลิตพลังงานระดับชุมชนตามแนวคิด 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ ก็สามารถปรึกษาได้ที่สำนักงานพลังงานภูมิภาคในสาขาใกล้บ้านท่าน หรือจะปรึกษาที่มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ได้เช่นกัน
แหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
เอกสาร เรื่องศักยภาพพลังงานชีวมวล โดยกลุ่มพัฒนาพลังงานชีวมวลและถ่านหิน(ไม้โตเร็ว) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) www.dede.go.th
เรื่อง Short Rotation Coppice for Energy Production และข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง จาก British BioGen (Trade Association to the UK Bioenergy Industry) http://www.britishbiogen.co.uk/gpg/srcgpg/srcgpgfront.htm
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น