| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 2 กรกฎาคม 2553 09:57 น. |
| ||
จากผลการวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยฮ่องกง,สภากาชาดฮ่องกง และคณะกรรมการกำกับดูแลโรงพยาบาลสรุปว่า สารแอนตี้บอดี้จากพลาสม่าดังกล่าวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสเอชวันเอ็นวันในผู้ ป่วยอาการขั้นวิกฤต โดยผู้ป่วยหนักราว 30 รายเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ หลังจากร่างกายไม่ตอบสนองยาทามิฟลู และรีเล็นซ่าแล้ว ปรากฏว่า ผู้ป่วยบางรายเสียชีวิต แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากโรค
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ Ivan Hung Fan-ngai หัวหน้าคณะวิจัยระบุว่า การฉีดวัคซีนยังคงเป็นการป้องกันไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยสารแอนตี้บอดี้อาจเป็น “การป้องกัน ที่เหลืออยู่อันสุดท้าย” ในการต้านไวรัสเอชวันเอ็นวันสำหรับผู้ป่วย ที่ร่างกายไม่ยอมรับยาแล้ว นอกจากนั้น วิธีการรักษานี้ยังอาจรักษาผู้ป่วย ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น รวมทั้งเชื้อไวรัส ที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ อย่างได้ผลอีกด้วย
โครงการวิจัย ซึ่งใช้งบประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เริ่มขึ้นเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง และศูนย์บริการโลหิตของสภากาชาด ได้รับบริจาคเลือดจากอาสาสมัครผู้ป่วย ที่หายจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จำนวน 881 ราย จากนั้น ได้รวบรวมพลาสม่าได้ราว 300 ลิตรจากผู้บริจาคเลือด 680 ราย
คณะนักวิจัยส่งพลาสม่า 276 ลิตรไปยังออสเตรเลีย เพื่อผลิตไฮเปอร์อิมมูโนโกลบูลิน (hyperimmunoglobulin) ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้เข้มข้นสูงสำหรับต้านเชื้อเอชวันเอ็นวัน ส่วนพลาสม่าอีก 20 ลิตรเก็บไว้ที่ฮ่องกง โดยคณะนักวิจัยได้ทดลองใช้สารไฮเปอร์อิมมูโนโกลบูลิน และพลาสม่าที่เก็บไว้รักษาผู้ป่วย 2 กลุ่ม
วิธีรักษาด้วยสารแอนตี้บอดี้นำมาใช้เฉพาะกับ ผู้ป่วย ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในห้องไอ.ซี.ยู. ร่างกายไม่ตอบสนองยาต้านไวรัส และปรากฏอาการไม่ถึง 7 วัน
แม้การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 ในทั่วโลกบรรเทาลงแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงเร่งคิดค้นอาวุธใหม่ ๆ มาสู้กับโรค โดยสำหรับยาต้านไวรัส เช่น ทามิฟลูนั้น จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับยาอย่างทันท่วงที ซึ่งอาจภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อเกิดอาการ และการดื้อยา ที่พบในผู้ป่วยมากขึ้น แสดงว่าจำเป็นต้องค้นหาการรักษาด้วยวิธีอื่น เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น