| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาด ใหญ่ขึ้น | | | |  | ทะเลทราย Gobi ตั้งอยู่ในประเทศมองโกเลียเขตนอกติดพรมแดนจีน มีพื้นที่ 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายและกลางทะเลทราย มีเขาสูงที่โดดเดี่ยวและโตรกผา เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ ดังนั้น ในหน้าหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำถึง -40 องศาเซลเซียส แต่ในหน้าร้อนอุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ดินแดนแถบนี้มีฝนตกน้อยมาก และมีพายุทรายที่พัดรุนแรงในบางเวลา จนสามารถหอบละอองทรายไปตกที่ปักกิ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตรได้สบายๆ ถึงจะเป็นบริเวณแห้งแล้ง แต่ก็มีประชากรพอประมาณถึง 3 ล้านคน ความทารุณของดินฟ้าอากาศทำให้ผู้คนมีความเข้มแข็งตั้งแต่อดีต คือในสมัยของ Genghis Khan ผู้เป็นนักรบมองโกลที่เคยพิชิตรัสเซีย บุกจีนและรุกรานยุโรป โดยได้รุกเข้าไปถึงแม่น้ำ Danube ณ วันนี้คนมองโกลประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เช่น แกะ แพะ วัวจามรี อูฐ และม้าเป็นอาชีพหลัก โลกวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจมองโกเลีย โดยเฉพาะทะเลทราย Gobi ในปี 1922 เมื่อ Roy Andrews แห่ง American Museum of Natural History ที่ New York ได้เดินทางด้วยรถ 7 คัน และอูฐ 75 ตัว ออกค้นหากระดูกของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ตามความเชื่อที่ว่า มนุษย์คนแรกได้ถือกำเนิดในเอเชียกลาง เมื่อกองคาราวานภายใต้การนำของ Andrews เดินทางถึงบริเวณเทือกเขาที่เรียกว่า Flaming Cliffs เพราะดินแถบนั้นมีสีแดงเพลิง แต่แทนที่จะเห็นกระดูกคนโบราณ Andrews กลับพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ ยุค Cretaceous อายุ 80 ล้านปีจำนวนมากมาย เสมือนว่า Flaming Cliffs คือสุสานที่ไดโนเสาร์พากันมาตาย นอกจากนี้เขาก็ยังได้พบไข่ไดโนเสาร์หลายฟองในสภาพดีที่ยาวถึง 20 เซนติเมตรด้วย การพบไข่ทำให้นักชีววิทยารู้เป็นครั้งแรกว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน เพราะสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดออกไข่ สภาพของไข่ที่พบทำให้ Andrews รู้อีกว่าไดโนเสาร์รู้จักทำรังและฟักไข่ การผ่าไข่ออกดูทำให้เห็นซากตัวอ่อนของไดโนเสาร์ และรู้ว่าไข่เหล่านั้นมีอายุประมาณ 95 ล้านปี ข้อสังเกตหนึ่งที่ทำให้ฟอสซิลที่พบในทะเลทราย Gobi แตกต่างจากฟอสซิลของสัตว์ในสถานที่อื่นคือ ฟอสซิลที่พบในอเมริกาตะวันตกมักพบในหนองน้ำหรือท้องน้ำ ดังนั้นกระแสน้ำได้พัดพาซากทำให้กระดูกกระจัดกระจายก่อนจะจมลงในโคลนตม เพราะพื้นที่ที่ไดโนเสาร์อาศัยในบางยุคเคยถูกน้ำท่วมหรือถูกน้ำแข็งปกคลุม ดังนั้น สัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุโรปหรืออเมริกาจึงมีกระบวนการวิวัฒนาการที่ไม่ต่อเนื่อง คือเปลี่ยนจากสัตว์บกเป็นสัตว์น้ำ แล้วกลับไปกลับมา แต่ภูมิประเทศของทะเลทราย Gobi ไม่เปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้นสัตว์ที่ล้มตายจะถูกทรายทับถมอย่างรวดเร็ว และฝังลืม แต่บางตัวอาจถูกพายุทรายที่พัดรุนแรงฆ่าก็ได้ การขุดหากระดูกไดโนเสาร์ในบริเวณอื่น ๆ ของทะเลทรายในเวลาต่อมา เช่นที่ Ukhaa Tolgod ได้ทำให้พบกระดูกของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร 25 ตัว และที่ Tugrugeen Shireh ก็ได้พบกระดูกของ Mononykus ซึ่งเป็นนกดึกดำบรรพ์ที่บินไม่ได้ และในปี 1965 ได้มีการพบกระดูกของแรดดึกดำบรรพ์ Paraceratherium ที่สูงใหญ่ถึง 5.5 เมตร แต่การพบของ Andrews ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพบกระดูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมประเภทหนู ซึ่งเคยมีชีวิตร่วมกับไดโนเสาร์ หลังจากที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ได้วิวัฒนาการขึ้นครองโลกต่อไป ในปี 1921 การขุดหาซากดึกดำบรรพ์ของ Andrews ต้องหยุดชะงักเมื่อมองโกเลียตกอยู่ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลมองโกเลียไม่ต้องการให้ Andrews ลักลอบนำฟอสซิลที่พบในทะเลทราย Gobi ออกนอกประเทศ รวมถึงได้ขอซากกระดูกต่างๆ คืนด้วย แต่ Andrews และพิพิธภัณฑ์เจ้าสังกัดไม่ยินยอม Roy Chapman Andrews เกิดเมื่อปี 1884 (รัชสมัยพระปิยมหาราช) ที่เมือง Beloit ในรัฐ Wisconsin สหรัฐอเมริกา และได้เข้าเรียนที่ Beloit College จนสำเร็จ จากนั้นก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานของ American Museum of Natural History ที่ New York เพราะชอบสะสมซากสัตว์ และสนใจสัตว์น้ำ เช่น ปลาวาฬ โลมา จึงได้เดินทางไป Alaska และญี่ปุ่นเพื่อศึกษาเรื่องนี้ แต่ Andrews หลงรักบรรยากาศเอเชียมาก เขาจึงเดินทางสำรวจพม่า เกาหลี จีน ทิเบต อินโดนีเซีย เพื่อเก็บสิ่งมีชีวิตตัวอย่างกลับไปมอบให้พิพิธภัณฑ์ในอเมริกา การได้ยินได้ฟังคนจีนเล่าว่ามีกระดูกมังกรในทะเลทราย Gobi ทำให้ Andrews มีแรงดลใจและออกค้นหามังกรพ่นไฟ แต่กลับพบกระดูกไดโนเสาร์แทน และนี่ก็คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักสำรวจคนนี้ เมื่อมีชื่อเสียงในฐานะเป็นผู้ที่ทำให้ American Museum of Natural History มีกระดูกของสัตว์ cetacean ที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกแล้ว Andrews ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์ แต่ได้ลาออกหลังจากอยู่ในตำแหน่งได้นาน 7 ปี เพราะเขาพบว่างานบริหารเป็นงานที่ไม่เหมาะกับอุปนิสัยของตน หลังเกษียณ Andrews ได้อุทิศตัวเขียนหนังสือเล่าเรื่องการเดินทางและการค้นพบต่างๆ ของตนให้ผู้คนอ่านและเข้าใจ Andrews เสียชีวิตในปี 1960 เมื่ออายุได้ 76 ปี คุณหาอ่านประวัติและผลงานของ Andrews เพิ่มเติมได้จากหนังสือ Dragon Hunter : Roy Chapman Andrews and the Central Asiatic Epeditions โดย Charles Gallen Kamp ที่พิมพ์โดย Viking ปี 2001 ครับ สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว. | | |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น